อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 29 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 29 มกราคม 2563

ศึกชิงวัด : ปมร้าวฉานในหมู่ชาวพุทธ

สัปดาห์นี้ไปดูเรื่องราวของปมร้าวฉานกับศึกชิงวัด กองเชียร์แตกแยกหนุนไปคนละฝ่าย สร้างความแตกแยกในชุมชน ทางแก้ต้องหาพระสงฆ์คนกลาง ไม่เอียง บริหารโปร่งใส เพื่อขจัดข้อครหา พุธที่ 25 ธันวาคม 2562 เวลา 11.00 น.


ในขณะที่คณะสงฆ์กำลังเดินหน้าสร้างความสามัคคีในหมู่ชาวพุทธด้วยกิจกรรม “หมู่บ้านศีล 5, วัดบ้านประชารัฐ สร้างสุข”

ในขณะที่ชาวพุทธกลุ่มหนึ่งกำลังรณรงค์ดิ้นรนให้ชาวพุทธเห็น “ภัยของต่างศาสนา” และเดินหน้าปกป้องชุมชนหมู่บ้านชาวพุทธมิให้ต่างศาสนาเข้ามาตั้ง “ศาสนสถาน” เพราะอ้างว่าอนาคตอาจเกิดความแตกแยกในชุมชนหมู่บ้านได้

ผมยกตัวอย่างในหมู่ชาวบ้านที่แตกแยก เพราะชาวพุทธด้วยกันเอง ความจริงมีมากกว่านี้ดังปรากฎข่าวเกือบทุกวันนั่นคือ “การชิงวัด รูปโน้นพระฉัน รูปนี้พระเธอ” สุดท้ายหมู่ชาวพุทธที่เคยอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีก็ “ร้าวฉาน” เพราะการแย่งกันเป็นเจ้าอาวาส ทั้งๆ ที่ศาสนาพุทธสอนให้ “รู้รักสามัคคี”



วัดหนึ่งตั้งอยู่แถวๆ หนองจอก กรุงเทพมหานคร เป็นวัดชุมชนมอญเก่าแก่คลอง 14 เดิมวัดนี้เคยเจริญรุ่งเรื่องมีพระจำพรรษาหลายสิบรูป ระยะหลังคนบวชน้อยเหลือหลวงพ่อรูปเดียวซึ่งมาบวชตอนมีอายุมากแล้วเฝ้าวัดอยู่หลายปี และท่านก็เป็นคนในท้องถิ่น เมื่อปีที่แล้วทางชุมชนนิมนต์มาจำพรรษารูปหนึ่ง ระยะหลังเกิดเรื่อง เพราะคนในชุมชนมองว่าหลวงพ่อบริหารจัดการเงินไม่โปร่งใส สุดท้าย “ก่อม๊อบ” ไล่หลวงพ่อ แล้วไปร้องเรียนเจ้าคณะปกครองของสงฆ์สุดท้าย หลังคณะสงฆ์สอบสวนแล้ว ทราบว่า “หลวงพ่อถูกปลด” เจ้าคณะเขตตั้งตัวเองเข้าไปรักษาการเจ้าอาวาสแล้วส่งพระภิกษุมาอยู่เพื่อแก้ปัญหา พระเธอฉันก็ไม่เอา พระเขาฉันก็ไม่สน ฉันเอาพระของฉันนี่แหละ เพื่อดับความขัดแย้ง..สุดท้ายตอนนี้ในหมู่ชาวพุทธมอญคลอง 14 ก็แตกเพราะ “ศึกชิงเจ้าอาวาส”

วัดตัวอย่างอีกวัดใกล้ๆ กับน้ำตกไทรโยคใหญ่ กาญจนบุรี เดิมวัดนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยาน จะสร้างอะไรก็ไม่ได้ มีเพียงเจ้าอาวาสชรารูปเดียว มีกุฎิเก่าๆ และศาลาโทรมๆ อย่างละหลัง ตอนหลังเจ้าอาวาสมรณภาพ เจ้าคณะอำเภอสั่งให้เจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่งมารักษาการและมาช่วยพัฒนาวัด

พระภิกษุที่รักษาการแทนนี่ ท่านเก่งในการหาเงินและชวนคนมาทำบุญ ทั้งเก่งในการวิ่งเต้นอย่างไรไม่ทราบ “จากวัดที่ไม่เคยก่อสร้างอะไรได้ เพราะอยู่ในเขตอุทยาน ตอนหลังท่านสร้างเมรุได้ สร้างศาลาหลังใหญ่โตได้ และกำลังสร้างโบสถ์มูลค่านับสิบล้านได้” ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่จึงชอบและรักท่านเพราะมองว่าท่านเป็น “พระนักพัฒนา”



แต่..มีผู้นำชุมชนและคนในชุมชนบางคนมองว่า “พระนักพัฒนารูปนี้ ใช้วัดหากินและบริการจัดการเงินไม่โปร่งใส” เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการแต่งตั้ง “รักษาการเจ้าอาวาสรูปใหม่” ฝ่ายผู้นำชุมชนและคนในชุมชนบางคนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยมองว่า “รูปที่เจ้าคณะตำบลและเจ้าคณะอำเภอตั้งใหม่นี้” เป็น “นอมินีของพระนักพัฒนารูปนั่น” จึงก่อม๊อบไม่เอาจึงไปร้องเรียนเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ขอส่งพระรูปอื่นมาทำหน้าที่แทน

เรื่องของเรื่องตอนนี้ชาวบ้าน “แตกเป็นสองฝ่าย” ฝ่ายที่เอาด้วยกับ “พระนักพัฒนาและรักษาการเจ้าอาวาสรูปใหม่” ที่เจ้าคณะตำบลแต่งตั้งและเจ้าคณะเภอเห็นชอบ ในขณะที่ผู้นำชุมชนและคนกลุ่มน้อยในชุมชนไม่เห็นด้วย “ขอส่งพระรูปอื่นมาแทน” สุดท้ายทราบว่า เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีส่งพระรูปอื่นมาแทนแล้ว แต่ “ถูกมองว่าเป็นฝ่ายของผู้นำชุมชนและคนกลุ่มน้อยนั่นชิบ” และทำท่าไหนไม่ทราบพระรูปใหม่ที่จังหวัดส่งมาดันไปอยู่ใน “วัดที่ชาวพุทธวัดที่มีเรื่องนี้ไม่เข้าไปทำบุญประเภทวัดเธอ วัดฉัน” สุดท้ายยิ่งร้าวฉานใหญ่ เพราะคนในชุมชนหมู่ใหญ่มองว่า “เหมือนถูกตบหน้า” จึงไปร้องเรียนเจ้าคณะเภอ เจ้าคณะอำเภอจึงเรียกเจ้าคณะตำบลมา แล้วสั่งกลับไปว่า “ให้เอาพระภิกษุที่รักษาการที่ตำบลแต่งตั้งทำหน้าที่ไปก่อน ส่วนทางออกเดียวท่านจะคุยกับเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีเอง” เจ้าคณะตำบลตอนนี้เหมือนอยู่ “ท่ามกลางเขาควาย” เจ้าคณะอำเภอต้องการรูปที่ท่านเห็นชอบ แต่เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ก็จะส่งรักษารูปใหม่มาทำหน้าที่แทนแล้ว



เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเนื่องในโอกาสปีใหม่ผมไปถ่ายทำรายการโทรทัศน์และขอพรปีใหม่จาก “พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคมและรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง” ยกกรณีทั้งสองวัดที่ร้าวฉานในหมู่ชาวพุทธเป็นตัวอย่างในการเกิด “ศึกชิงเจ้าอาวาส” ต่างคนต่างมี “กองเชียร์อันเป็นมวลชน” และชาวพุทธกำลัง “จะฆ่ากันเอง” มาเป็นตัวอย่างว่าจะหาทางออกอย่างไร

พระพรหมบัณฑิต ท่านแนะนำทางออกว่า “เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีต้องหาพระภิกษุคนกลางมาทำหน้าที่แทนเจ้าอาวาสมิใช่ตั้งพระสงฆ์ที่ถูกมองว่าเป็นของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเข้าไปอยู่และต้องให้พระสงฆ์ที่มีบารมีในพื้นที่เข้าไปทำหน้าที่แทนแล้วส่งพระภิกษุเข้าไปอยู่ด้วย คือ ต้องหาคนกลาง พุทธศาสนาสอนให้พวกเรารักกัน มิใช่ให้เรามาทำร้ายซึ่งกันและกัน”

ความร้าวฉานในหมู่ชาวพุทธกรณีแบบนี้ผมคิดว่า “คงมีหลายพื้นที่ในประเทศไทย” ยิ่งวัดที่สร้างรายได้มากคงยิ่งมีปัญหา “หากได้เจ้าอาวาสบริหารเงินไม่โปร่งใส” ยิ่งเพิ่มปัญหา ขนาดวัดสองวัดที่ยกมานี้ “กิจนิมนต์แทบไม่มี” ยังมีปัญหา ยิ่งวัดที่ไทรโยค กาญจนบุรี “อย่าว่าแต่กิจนิมนต์ พระบิณฑิบาตก็ได้แค่ 4-5 หลัง” ตอนเพลพระต้องหุงฉันกันเอง...ยังเกิดศึกชิงเจ้าอาวาสเลย.

ขอบคุณภาพ : https://www.infothailand.eu / https://www.touronthai.com
...............................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    17%

บอกต่อ : 185