อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563

สุดยอดปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำศาสตร์พระราชาพัฒนาอีสาน

ต้องทำให้เห็นว่าสำเร็จกับตาเขาถึงจะเชื่อ“แผน-ปริญญา นาเมืองรักษ์”ปราชญ์ชาวบ้านผู้นำศาสตร์พระราชา-ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปฏิบัติอย่างแท้จริง ยึดหลัก 4 พอ-พอกิน-พอใช้-พออยู่-พอร่มเย็น พัฒนาครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ เสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น.


เมื่อก่อนเกษตรกรบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำปุ๋ยชีวภาพใช้เอง เขาเชื่อว่าถ้าไม่ใส่ปุ๋ยเคมีจะไม่ได้ผลผลิต แต่ผมพยายามโน้มน้าวให้ชาวบ้านเห็นว่าสมัยปู่ย่าตายายปุ๋ยหรือสารเคมียังไม่มี เกษตรกรแค่เอามูลสัตว์ที่เลี้ยงไปใส่ในแปลงเกษตรก็ยังได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ เราจึงรณรงค์แนวทางอีสานเขียว คือการทำเกษตรอินทรีย์ ต้องทำให้เห็นตําตาว่าทำได้ และสำเร็จ นอกจากนี้ยังนำภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของคนอีสานมาเผยแพร่ให้เกษตรกรได้แปรรูป-ถนอมอาหารเก็บไว้กินได้ข้ามปี

เจ้าของประโยคข้างต้นคือนายปริญญา นาเมืองรักษ์ หรือแผน ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติภาคอีสาน ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅน ฮัก ถิ่น จ.สกลนคร แผนเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การนำศาสตร์พระราชา และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวอีสานมาสู่การปฏิบัติ เขามีความตั้งใจสูงสุดที่จะเห็นเกษตรกรนำหลัก 4 พอคือ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น ไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ...ไปฟังเรื่องราวดูว่า เขาทำอะไรให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยบ้าง



ปริญญา บอกว่า ผมเกิดที่ .สกลนคร ลุ่มน้ำสงคราม หลังจบ ปวช. ด้านบัญชี ปี 30-35 ได้เดินทางไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบียตามกระแสนิยม เมื่อเดินทางกลับมาเมืองไทยก็ทำงานที่กรุงเทพฯ จนปี 40  ทางบ้านประสบปัญหาภาระหนี้สิน ประกอบกับเพิ่งมีลูกคนแรกอยากเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ที่สำคัญผมเห็นคุณค่าของผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทยที่มีทั้งแสงแดด อากาศ ดิน น้ำ และป่า ต่างจากซาอุฯที่มีแต่ทะเลทราย-ลมแล้ง ผมมุ่งมั่นที่จะนำพาชาวอีสานให้รักษาผืนแผ่นดินไว้ให้ได้ แม้ว่าคนส่วนมากจะมองว่าอีสานแล้ง แต่ในสายตาผมอีสานร่ำรวยทั้งวัฒนธรรม ประเพณี น้ำใจ และทรัพย์ในดินเพียงแต่จะต้องมอง และแก้ปัญหาให้ตรงจุด

หลังกลับมาบ้านเกิดก็เข้าร่วมโครงการทายาทรับภาระหนี้แทนกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ได้รับการสนับสนุนจากโครงการเกษตรผสมผสานไทย-เบลเยี่ยม เป็นโอกาสที่ได้พบกับ .ปัญญา ปุลิเวคินทร์ หัวหน้าศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ในขณะนั้นทำงานอยู่กับ ธ.ก.ส.จึงได้แนวคิดการทำเกษตรผสมผสานทั้งปลูกพืช ประมง และเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เดียวกันเพื่อลดต้นทุน แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ แม้ว่าเกษตรกรมีความสามารถในการผลิต แต่มีต้นทุนการผลิตทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์-อาหาร อีกทั้งการตลาดที่ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ เกษตรกรจึงยังคงมีหนี้สินอยู่



ปี 46 โครงการเกษตรผสมผสานจบ กลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการในสกลนครมี 18 อำเภอ จึงมารวมกลุ่มกัน ตั้งโรงเรียนชาวนาขึ้นมาในแต่ละอำเภอ โดยอำเภอสว่างแดนดินผมเป็นคนรับผิดชอบ ทำขั้นตอนกระบวนการลดต้นทุนในการทำนา ตั้งแต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ การเตรียมแปลง การตกกล้า การปักดำ การสำรวจระบบนิเวศ ข้าวแตกกอ ข้าวตั้งท้อง การเก็บเกี่ยว ครบทุกกระบวนการในการทำนา ทำไป 2 ปี นำองค์ความรู้ทั้งหมดมาตกผลึก สรุปเป็นปฏิทินงาน เพื่อที่จะให้เกษตรกรทำตาม และเกิดความผูกพันกับแปลงนาของตัวเอง



ปราชญ์ชาวบ้าน บอกอีกว่า ต่อมาปี 48 กลุ่มโรงเรียนชาวนาได้รับการพัฒนาขึ้นเป็น "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅน ฮัก ถิ่น" ใช้แนวคิด สร้างงาน ประสานวิชา พัฒนาอาชีพมาเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนกลุ่มฯโดยใช้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าของตัวเอง ไม่ละทิ้งถิ่นฐาน รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ อ.ปัญญา ลาออกไปทำงานที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก "ฅน ฮัก ถิ่น" จึงไปช่วยงาน อ.ปัญญา 2 ปี และได้ไปเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่นั่น เมื่อก่อนทำเรื่องเกษตรผสมผสานในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็รู้แต่หลักการ ไม่รู้วิธีปฏิบัติ จนปี 55 อ.ปัญญาพาไปเรียนรู้อย่างลึกซึ้งกับ .ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง นอกจากได้เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชาแล้วยังได้เรียนรู้การนำมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันคือ เรื่องบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียงด้วย



เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐานหัวใจหลักประกอบด้วย 4 พอ คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ และพอร่มเย็น ก็เริ่มเอามาใช้ในพื้นที่ของตัวเอง และในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ฅน ฮัก ถิ่น 50 ไร่จากเคยทำเกษตรผสมผสานมาปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกตามแนวเขตสวนยางฯ แนวเขตที่นา ฯลฯ และปลูกเป็นป่าต้นน้ำ ตรงกลางทำหนองน้ำ ทำโคกกลางหนอง หัวคันนาทองคำ ธนาคารอาหาร หลุมพอเพียง สุดท้ายก็คือแปลงนา ในเมื่อเรามีอยู่มีกินมีใช้มีความร่มเย็นก็จะเกิดความมั่งคั่งในเรื่องของอาหาร มั่งคั่งในเรื่องของญาติมิตร จากเดิมที่พื้นที่ไม่มีอะไรก็เริ่มมีคนอยากเข้ามาศึกษามาเรียนรู้ในส่วนที่ดำเนินการ เกิดความมั่งคั่งยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

หลังจากทุ่มเทบากบั่นนำศาสตร์พระราชา และภูมิปัญญาท้องถิ่นลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ของตัวเองจนเกิดผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ก็รับเป็นวิทยากร ทั้งสอน และฝึกอบอบรมชาวบ้านให้พัฒนาอาชีพ สร้างงาน และรายได้จากทรัพยากรของตัวเอง การรณรงค์อีสานเขียว เพื่อให้อีสานอุดมสมบูรณ์เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ แนวทางอีสานเขียวคือการทำเกษตรอินทรีย์ ต้องทำให้เห็นว่าทำได้ และสำเร็จ



แผน บอกต่อว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการ พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ตั้งแต่ปี 1 จนถึงปัจจุบัน มีบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนโครงการ นอกจากนี้กลางปีที่ผ่านมาก็เป็นแกนนำในการขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสักตามรอยพ่อ ที่เน้นการอบรมและสร้างครูพาทำ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดในลุ่มน้ำป่าสัก

เครือข่ายกสิกรรมฯ ที่ผมดูแลอยู่คือทั้ง 20 จังหวัดของภาคอีสาน ที่ใกล้ชิดมากจะเป็นลุ่มน้ำสงคราม และลุ่มน้ำก่ำ ครอบคลุมบึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร และนครพนม ลุ่มน้ำนี้มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจนกลายเป็นความเคยชินของชาวบ้าน เมื่อปี 56 น้ำท่วมใหญ่ชาวบ้านอยากได้ทางออกที่ยั่งยืนจึงชวนให้ไปทำกิจกรรมกับโครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯ ให้พี่น้องได้เห็นตัวอย่างจากแปลงอื่นในลุ่มน้ำป่าสัก ได้เรียนรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของเราเอง ก็กลับมาอบรมจัดปราชญ์ชาวบ้านของกระทรวงเกษตรฯ ใช้หลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติ มีบางคนที่ลงมือทำจริงก็ได้กลับมาช่วยเป็นครู และเวลามีกิจกรรมของโครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯก็จะไปเข้าร่วมด้วยเสมอตลอด 7 ปี



สุดท้ายความคาดหวังอยากให้คนอีสาน และทายาทเกษตรมองเห็นสิ่งดี ที่บรรพบุรุษให้มา ทั้งวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติที่มี เอาสิ่งเหล่านี้มาถอดบทเรียนแล้วจะเห็นว่าคนอีสานไม่จน จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งอีสานด้วย หากนำความรู้ที่ได้มาจากที่อื่นกลับมาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต้องกลับมาที่บ้านของตัวเอง มาเป็นฅน ฮัก ถิ่น มารักษามรดกทรัพยากรที่ปู่ย่าตายายรักษาไว้ให้ เชื่อว่าองค์ความรู้โดยเฉพาะเรื่องของศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นจะสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาถิ่นฐานอีสานให้มีความอุดมสมบูรณ์สมกับคำว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ.
......................................
คอลัมน์ คนดีของสังคม
โดย เหยี่ยวขาว”


สนับสนุนคนดีของสังคมโดย :


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 275