อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563

จะเกิดอะไรขึ้น?เมื่อสังคมไทยเผชิญ'ช่องว่างระหว่างวัย'

สัปดาห์นี้สะท้อนถึงเรื่อง “โลกของคนสูงวัย” กับ “โลกของคนรุ่นใหม่” ที่กลายเป็นปัญหาของช่องว่างระหว่างวัย จะทำอย่างไรให้โลกสองใบอยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน พฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.00 น.


ขณะที่ผู้คนกำลังแตกตื่นเต้นกับ “ดิจิตอล ดิสทรัปชั่น” ขณะเดียวกันทุกคนกำลังจะโดนปรากฏการณ์ “สังคมสูงวัย” อันเกิดจาก “ป๊อบปูเรชั่น ดีสทรัปชั่น” กวักมือเรียกท้าทายอย่างน่าวิตกกังวลไม่แพ้กัน อย่างที่รู้ๆ กันว่าอีกไม่เกิน 2 ปีประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มตัวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรซึ่งครั้งหนึ่งประเทศไทยมีนโยบายคุมกำเนิดอย่างได้ผลจนเป็นที่ชื่นชมแต่กลับมามีผลทำให้ อัตราเด็กการเกิดใหม่ลดฮวบอย่างต่อเนื่อง จำนวนประชากรของประเทศทรงตัวอยู่ที่ไม่เกิน 70 ล้านคนมานานหลายปี จากสถิติปีล่าสุดในปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 68.30 ล้านคนเท่านั้น

น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อสัดส่วน “ประชากรสูงวัย” ในบ้านเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับ “วัยแรงงาน” ที่มีสัดส่วนลดลงเรื่อยๆ เช่นกันสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ปัจจุบันเด็กเกิดใหม่เหลือเพียงปีละ 6-7 แสนคน จากที่เคยมีเด็กเกิดใหม่สูงสุดที่ประมาณ 1.22 ล้านคน ในปี 2514ซึ่งลดลงประมาณ 50% เลยทีเดียว

นั่นแปลว่าภายในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” คือ มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากร และทำให้เกิดความผันผวนของสัดส่วนประชากร “ผู้สูงอายุ กับประชากรวัยทำงาน” มาอยู่ที่ 1 ต่อ 4 ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ยิ่งน่าตกใจเมื่อเจาะข้อมูลลึกลงไปอีกพบว่ามีผู้สูงวัยเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่มีรายได้หลักในการดำรงชีพจาก เงินออม/ดอกเบี้ย และ กว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ ทั้งหมด ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนซึ่ง รัฐจะต้องมีภาระที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 30% ของผู้สูงอายุทั้งหมด




ทุกวันนี้จำนวนผู้สูงวัยของไทยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่นเท่านั้น ขณะที่กำลังการผลิตจากคนวัยทำงานซึ่งอายุประมาณ 25-29ปี ต้องแบกรับภาระผู้สูงวัยและวัยก่อนทำงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น 12% ในรอบ 12 ปี ที่ผ่านมา ขณะที่รายได้ต่อหัวของคนไทยยังน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายเท่า

สิ่งที่น่าวิตกคือ “ปัญหาของช่องว่างระหว่างวัย” นับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นปัญหาของคนที่เกิดมาในยุคของเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการ “ปะทะ” ทางความคิดระหว่างเจเนอเรชั่นต่างก็มีความคิดเห็นมุมมองที่แตกต่างกันสูงแบบสุดโต่ง เด็กที่เกิดมาในยุคดิจิทัล นั้นทุกอย่างอยู่บนมือถือ อยู่บนอินเทอร์เน็ต

ที่สำคัญเด็กกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก คือคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างในโลกนี้ ซึ่งเด็กที่เกิดมาพร้อมกับสมาร์ทโฟน กูเกิล เฟซบุ๊ก หลายคนอาจมองว่าช่วยให้มีโลกกว้าง แต่ในความเป็นจริงบนโซเชียลมีเดียนำเสนอเฉพาะสิ่งที่คิดว่าเราอยากรู้ อยากได้ โดยไม่นำเสนอสิ่งอื่นๆ ดังนั้น โลกออนไลน์ แทนที่จะทำให้มนุษย์โลกกว้าง แต่กลับทำให้มนุษย์โลกแคบ อยู่ในโลกของตัวเอง แต่อาจรู้ลึกในสิ่งที่สนใจเท่านั้น



นอกจากนี้ “ป๊อบปูเรชั่น ดิสทรัป” กำลังเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ รวมถึงการเมือง และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิด “ปรากฏการณ์อนาคตใหม่” ที่ชนะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาไปอย่างถล่มทลายเพราะจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก 7 ล้านคน หรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนเกาะฮ่องกงที่ท้าทายอำนาจจากรัฐบาลจีนก็เป็น ก็เป็นปรากฏการณ์ของ “ช่องว่างระหว่างวัย” และปรากฏการณ์อย่างนี้จะลามไปทั่วโลก

ปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารธุรกิจ หรือองค์กรต่างๆ แม้กระทั่งคนที่เป็นพ่อแม่ ต้องทำความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะหาวิธีรับมือ ได้อย่างเข้าใจเพื่อหาวิธีแก้ตรงกับโจทก์ที่เกิดขึ้น

วันนี้สังคมไทย กำลังเจอแรงปะทะสองด้าน ด้านหนึ่งคือโลกแห่งอนาคตเป็น “โลกของคนรุ่นใหม่” แต่ขณะเดียวกัน ประเทศก็กำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” หรือ “โลกของคนแก่” ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้ “โลกทั้งสองใบ” ของคนที่มีความแตกต่างกันสูงมาก อยู่กันอย่างเข้าอกเข้าใจกัน.
.................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน" 
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%