อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 11 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 11 ธันวาคม 2562

'การแก้ไขรัฐธรรมนูญ'กับข่าวการพายเรือวนในอ่าง

สัปดาห์นี้ไปดูการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เกิดการตีความและความขัดแย้งเยอะแยะมากมาย เหมือนการพายเรือวนในอ่าง พฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 12.00 น.


จริงๆ ในช่วงนี้มีข่าวที่น่าสนใจหลายข่าว และเป็นข่าวที่เราควรรู้ไว้เพราะมันมีโอกาสเกิดผลกระทบกับเราเมื่อไรก็ได้ คือข่าวเกี่ยวกับการกระทำลักษณะมิจฉาชีพต่างๆ ตั้งแต่แชร์แม่มณี ซึ่งพอล้มไปวงนึงก็เห็นค่อยๆ ทยอยล้มตามกันเป็นโดมิโน จนกระทั่งข่าว “หมาลิขสิทธิ์” คือพวกซื้อต่อใบมอบอำนาจจับกุม มาล่อให้คนทำมาหากินผลิตสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ แล้วพอส่งงานก็แสดงตัวเข้าจับกุม และเจรจาให้ยอมความโดยจ่ายค่าเสียหาย

ข่าวมิจฉาชีพพวกนี้มันเป็นโอกาสที่จะสื่อสารให้สังคมได้เห็นพฤติกรรมการเอาเปรียบรูปแบบใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมต้องหันมาสนใจเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ให้มากขึ้น และเรื่องลิขสิทธิ์นี่ก็จัดว่าเป็นปัญหาที่หลายๆ คน “เอาสบาย เอาถูกใจ ไม่จ่ายแพง” คือไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณค่าของลิขสิทธิ์ โอกาสแบบนี้แหละที่จะได้สอนสังคมให้เรียนรู้ถึงการจัดการ “หมาลิขสิทธิ์” และสอนความสำคัญของลิขสิทธิ์, กฎหมายลิขสิทธิ์ไปด้วย

การให้ความรู้และสร้างความตระหนักไม่ควรรอให้เกิดกระแส อย่างขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ก็อยู่ในช่วงวันลอยกระทง ซึ่งเรื่องขยะเป็นปัญหาที่ต้องพูดกันตลอด ไม่ใช่แค่พอถึงวาระที่จะเกิดการ “สร้างขยะ” ให้แม่น้ำลำคลองทีก็พูดกันที กทม.ที่น้ำท่วมขังแบบระบายไม่ค่อยจะทัน สาเหตุหนึ่งเพราะการจัดการขยะไม่ทันต่อการผลิตขยะ และยังมีเรื่องสิ่งแวดล้อมที่คนเริ่มตื่นตัวกันจนเป็นวาระสำคัญในบางประเทศ ที่เราเอามาเสริมความรู้ได้



ขณะเดียวกันหันมาดูข่าวการเมือง..คงเรียกว่า “ไม่มีอะไรให้น่าชื่นใจเท่าไร” ว่าได้รัฐบาลใหม่มาประเทศชาติจะดีขึ้นอย่างไร ก็เห็นยังตีกันไม่เลิก ยกโวหารมาตีโต้กันไปมาแบบ “ข่าวตีปิงปอง” คือวันนี้คนนี้ด่ามา อีกวันคนนั้นด่ากลับ ก็พวกระดับลูกหาบพรรค ซึ่งถ้าจะว่ามันเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ ตราบใดที่ไม่ใช่ “ตัวใหญ่” ออกโรงเล่นเอง มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นนอกจากเสพข่าวเอามัน แล้วยิ่งสร้างความขัดแย้ง

“การตีปิงปอง” ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือเรื่องการตั้งกรรมาธิการ ( กมธ.) วิสามัญ ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่พลังประชารัฐกับภูมิใจไทยเขาไม่ได้ชูนโยบายนี้ขึ้นมาเป็นหลัก แต่พรรคประชาธิปัตย์ยกเรื่องนี้ขึ้นมาใช้เป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ประกอบกับภาวะเสียงปริ่มน้ำที่พรรคฝ่ายค้านเขาอยากแก้รัฐธรรมนูญเต็มแก่ ถ้าไม่เอาตามประชาธิปัตย์เกรงว่าคงตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็เลยเหมือนกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ “ยอมๆ” ไป โดยประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วนด้วย

สิ่งที่ กมธ.วิสามัญต้องการทำคืออะไร? อันดับแรกคือการศึกษามาตรา 256 ซึ่งเป็นวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล็อคตัวที่ยากที่สุดคือมาตรา 256 (3) ที่การออกเสียงในวาระหนึ่งขั้นรับหลักการ ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสองสภา ซึ่งในจำนวนนั้นต้องมีวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งเช่นนั้นก็ยากแล้ว เพราะ ส.ว.ชุดนี้มาจาก คสช.แต่งตั้ง

ก็เห็นถึงขนาด “แบะท่ายอม” ตามที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เคยให้สัมภาษณ์เชิญชวนให้ วุฒิสภาเห็นชอบด้วยให้มีการปลดล็อคให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่าย โดยจะไม่แตะต้องอำนาจของวุฒิสภาชุดบทเฉพาะกาล 5 ปีนี้ แต่ทางฝ่ายวุฒิสภาบางคนเขาก็แสดงท่าทีไม่ค่อยอยากเปิดใจให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าไร บอกว่า มันยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรกับการใช้รัฐธรรมนูญ มีแต่ ส.ส.ฝ่ายเดียวที่อยากแก้

ถ้าแก้ไขได้ เป้าหมายของฝั่งที่ต้องการแก้ คือ ให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ชุดใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะมีองค์ประกอบจากภาคส่วนไหนก็ตามแต่ แต่มันเป็นตลกร้ายของบ้านเราที่เรื่องปรองดอง (ที่ศึกษากันไม่รู้กี่รอบ) เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เราเสียงบประมาณตรงนี้ไปอย่างมหาศาลเหลือเกิน และมันทำให้ดูเหมือนมีความขัดแย้งอยู่ เสถียรภาพทางการเมืองไม่นิ่งก็ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อมั่น การมาลงทุนอะไรต่างๆ นานา

ตอนนี้การตีปิงปอง หรือการโยนหินถามทาง ก็แล้วแต่ วนอยู่ในอ่างแบบสาละวันเตี้ยลงๆ อยู่ว่า ฝ่ายไหนเห็นด้วย ฝ่ายไหนไม่เห็นด้วย แล้วก็วนๆ อยู่กับว่า ใครควรเป็นประธาน กมธ. ซึ่งไปฟังชาวบ้านร้านตลาดมาเขาก็งงๆ ว่า ทำไมต้องสนใจว่าใครเป็นประธาน กมธ. กันมากขนาดนั้น มันมีผลในการล็อบบี้ให้ฝ่ายไหนหรือเปล่า คือความเข้าใจของหลายๆ คนเขามองว่า เรื่องการประชุมอะไรมันต้องเป็นมติการโหวตของ กมธ.ไม่ใช่หรือ



ฝั่งหนึ่งก็จะเอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเป็น เพราะเห็นว่าเป็นคนนอกไปแล้ว ไม่ใช่ ส.ส. และมีความเป็นกลาง สามารถทำงานเต็มเวลาได้ ขณะที่ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐเองเขาก็มองทำนองว่า ในเมื่อพรรคเราเป็นเสียงข้างมากในพรรคร่วมรัฐบาล โควตาจึงควรเป็น ส.ส.ของพลังประชารัฐ จึงเสนอชื่อนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ขึ้นมา และก็เกิดวาทกรรมปิงปองกันสองฝ่าย

ทางฝ่ายนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ก็ตอบโต้กับนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์แบบใช้ถ้อยคำรุนแรง คือจะบอกว่าเป็นสีสันมันก็เป็นสีสันที่ดูช้ำเลือดช้ำหนองพิกล เพราะเรื่องการประดิษฐ์คำด่ากันแบบนี้มันดูเหมือนไม่ได้อะไร อย่างที่บอกคือเป็นความขัดแย้งในระดับลูกหาบ ไปรอฟังตัวหัวหน้าเขาว่าอย่างไรจะดีกว่าหรือไม่ เพราะนั่นคืออำนาจตัดสินใจที่เด็ดขาดจริงๆ และเขาดีลกันเองได้

ถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประชาชนได้อะไร เอาจริงมองว่า ที่สำคัญคือ “ฝ่ายการเมืองไม่ชอบกติกานี้” เช่นเรื่องการมีอำนาจของ ส.ว. การต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเขามองว่ามันนาน การวางแผนยุทธศาสตร์ใดๆ มันควรจะอยู่ในกรอบแค่ 5 ปีดีกว่าหรือไม่ ในยุคที่เทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้ แม้ว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะพูดปากเปียกปากแฉะว่ายุทธศาสตร์ชาติแก้ไขได้ แต่ก็ไม่น่าพอใจ โดยยกที่มาของรัฐธรรมนูญว่ามาจาก คสช.



สิ่งที่ประชาชนได้น่าจะเป็นเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ที่ระบบบัตรใบเดียว ทำให้เกิดลักษณะคนเลือกไม่ได้เลือก ส.ส.มาทำงานให้พื้นที่ แต่เลือกพรรค เลือกคนที่มาเป็นนายกฯ เสียมากกว่า ระบบการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ประหลาดๆ พรรคจิ๋วที่ได้ ส.ส.ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยได้ ส.ส.เข้าสภา แล้วเราก็เห็นการต่อรองกันแปลกๆ อย่างที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ พยายามต่อรองตั้งแต่ตอนจะตั้งรัฐบาลจนวันนี้

มีการให้ ส.ส.ลงมติเองเป็นเอกสิทธิ์ โดยไม่ต้องฟังมติพรรคได้ มันกลายเป็นเงื่อนไขทำให้เกิด “งูเห่า” ที่ต่อไปเวลากฎหมายสำคัญจะเข้า มันอาจมีการต่อรองกันมหาศาล กลายเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงรูปแบบนึง พอใครฝืนมติพรรคขึ้นมาก็ต้องตั้งกรรมการสอบให้วุ่นวาย หรือการเขียนเงื่อนไขการถือหุ้นบริษัทผลิตสื่อของ ส.ส.ที่ตอนนี้ร้องกันไปร้องกันมาไม่รู้กี่สำนวนให้รกศาลรัฐธรรมนูญ แทนที่จะได้ตีความว่ากฎหมายตัวไหนละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดรัฐธรรมนูญ

คือง่ายๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดการตีความและความขัดแย้งเยอะแยะมากมายจนน่ารำคาญใจ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 142