อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563

แนะวิธีลดผู้ป่วยเบาหวาน คุมระดับน้ำตาลอย่างไร?

สัปดาห์นี้ชวนดูวิธีควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวาน ไมใช่แค่รักษาด้วยยาหรือพึ่งการฉีดอินซูลิน แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยด้วย ซึ่งจะด้วยวิธีไหนไปอ่านกัน จันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 12.00 น.


พบกับคุณยาย OK อีกแล้ว ในครั้งนี้มาพร้อมกับสาระความรู้ดี ๆ ที่จะนำมาฝากกันเช่นเคย แต่ทราบกันหรือไม่ว่าขณะนี้ผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่น่ากังวล และในความเป็นจริงเรารู้กันดีว่าการดูแลรักษามีทั้งการให้ยากิน รวมถึงให้อินซูลิน แต่องค์ประกอบที่ทำให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ จะต้องอยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิตของผู้ป่วยด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นคุณยายจะพาไปงานสัมมนา “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างเครือข่ายและชมรมเบาหวานของประเทศไทย” โดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นแกนนำจัดขึ้น ณ รพ.ราชวิถี เมื่อเร็ว ๆ นี้
 
นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวให้ฟังว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 5 ล้านคน และที่สำคัญมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปีพ.ศ. 2534 คนไทยเป็นร้อยละ 2.3 แต่ในปี 2557 ผ่านไปกว่า 20 ปี ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 ทั้งนี้ยังเสียชีวิตและมีภาวะแทรกซ้อนถึงร้อยละ 21.96 ซ้ำยังควบคุมระดับน้ำตาลได้น้อยเพียงร้อยละ 40 ในขณะที่มีผู้ป่วยควบคุมทั้ง 3 อย่าง คือ ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิต เพียงร้อยละ 12 เท่านั้น
 
ด้วยเหตุนี้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเฉลี่ยสูงถึง 47,596 ล้านบาท/ปี และหากเป็นถึง 3 โรคร่วมกัน “ความดันโลหิตสูง-โรคหัวใจ-โรคหลอดเลือดสมอง” จะสูญเสียค่าใช้จ่ายราว 3 แสนล้านบาท/ปี
 


สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน นพ.เพชร รอดอารีย์ เลขาธิการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ บอกว่า จะต้องประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งการให้ความรู้และสร้างทักษะเพื่อการดูแลโรคเบาหวานด้วยตนเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไข้ การให้ยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นรูปแบบการสื่อสารระหว่างหมอและผู้ป่วย จะต้องอาศัยความสัมพันธ์แบบพึ่งพา เป็นการหารือแลกเปลี่ยนกันและกัน จนเห็นพ้องต้องกัน จึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และปฏิบัติได้อย่างยั่งยืน
 
แต่จะเชื่อกันหรือไม่ว่า…สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและทำให้แนวโน้มโรคเบาหวานสูงขึ้น หลังพบว่าผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้น้อย โดยคนไข้ใหม่ในปีแรกจะดูแลตัวเองดีมาก แต่นานไปเริ่มคุมไม่ได้ ซึ่งการบอกคนไข้ให้เปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิต และต้องเปลี่ยนไปตลอดชีวิต กับสิ่งที่คุ้นเคยมานาน 30-40 ปี มันไม่ใช่เรื่องง่ายและเกิดขึ้นได้ทันที



ดังนั้นการจะทำให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นนั้น จะต้องอาศัยมิติเชิงสังคมและวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นวิธีที่ยั่งยืนจะต้องอาศัย “ครอบครัว” และ “ชุมชน” รวมถึง “คนไข้ด้วยกัน” จะมีความเข้าใจกันและกันมากกว่าหมอหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อจะทำให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ดีขึ้น แต่หากมุ่งเน้นการดูแลแต่เฉพาะในสถานพยาบาลจะไม่สำเร็จ
 
“มีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า การมีกลุ่มสนับสนุนของผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ถ้าผู้ป่วยตั้งใจที่จะงดกินอาหารหวาน มัน เค็ม แต่คนในชุมชนไม่เข้าใจ แล้วตำหนิว่าอาหารไม่อร่อย ผู้ป่วยก็อาจจะท้อและเลิกทำ แต่ถ้ามีกลุ่มที่เข้าใจ ก็จะคอยส่งเสริมผู้ป่วยให้มีกำลังใจทำสิ่งนั้น ๆ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลตัวเองต่อไปได้” นพ.เพชร กล่าว
 


ศ.คลินิก นพ.วีระศักดิ์ ศรินนภากร นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ ชี้ให้เห็นว่า การให้ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ป่วยได้ และต้องเข้าใจว่าคนไข้ไม่ได้ใส่ใจมากนักว่าผู้สอนมีความรู้แค่ไหน แต่เขาสนใจว่าคนนั้นแคร์หรือห่วงใยเขาจริงใจหรือไม่ ซึ่งหากทำให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่มีอยู่กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตนเองของผู้ป่วย ก็น่าจะได้ผลดี
 
นพ.วิรัช ศิริกุลเสถียร อายุรแพทย์ รพ.พุทธชินราช เผยให้ฟังว่า เด็กบางคนดื่มชานมไข่มุกทุกวัน เมื่อเจ้าหน้าที่ช่างน้ำหนักก่อนปรับพฤติกรรม จากดื่มทุกวันเป็นวันเว้นวันและค่อย ๆ ปรับไปเรื่อย จากนั้นช่างน้ำหนักซ้ำใน 1 เดือน เมื่อเด็กเห็นว่าน้ำหนักลดจริงก็จะมีกำลังใจทำต่อ ๆ ไป จากการกำกับตัวเอง หรือกลุ่มเสี่ยงจะให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติเพื่อไม่ให้กลายเป็นผู้ป่วย ส่วนกลุ่มที่ป่วยก็จะส่งเสริมแนวทางในการควบคุมโรคให้ได้ เช่น การมีตู้เย็นรอบบ้านจากการปลูกผักกินเอง
 
คุณหมอวิรัช ยกตัวอย่าง “ชุมชนจอมทอง” อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นต้นแบบผู้นำชุมชนมีนโยบายสาธารณะในเรื่องเหล้า บุหรี่ ห้ามเผาหญ้า โรงเรียนปลอดก๊อบแก๊บ ร้านค้าต้นแบบ ร้านนี้ดีมีเมนูอ่อนหวาน ร้านนี้เกลือเจือจาง ล้อมรั้วด้วยรักปลูกผักสวนครัว วัดปลอดพระ(อ้วน) นิมนต์พระเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เป็นต้น เมื่อมีการขับเคลื่อนทั้งชุมชนเช่นนี้ สิ่งที่ตามาส่งผลให้อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันในผู้ป่วยเบาหวานของ รพ.สต.จอมทอง เป็น 0 ตั้งแต่ปี 59-62
 
เหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จในการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานนั้น จำเป็นที่จะต้องมีเครือข่ายที่เข้าใจและพร้อมดำเนินการไปด้วยกัน รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน.
...............................................
คอลัมน์ : แก่ไม่กลัว กลัวไม่แก่
โดย “คุณยาย OK” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay


คลิกติดตามอ่านการดูแลผู้สูงวัยได้ทั้งหมดที่นี่

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 73