อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

'หัวร้อน'ขาดสติหงายการ์ดป่วย ควรเห็นใจหรือไม่ยอมรับ

สัปดาห์นี้ไปดูอารมณ์แปรปรวนของคน "หัวร้อน" จนขาดสติ สุดท้าย "หงายการ์ดป่วย" ไม่รู้ว่าสังคมควรเห็นใจหรือไม่ยอมรับ พฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00 น.


จะว่าไป สังคมเมืองใหญ่มันเป็นสังคมที่เร่งรีบ ชนชั้นกลางมนุษย์เงินเดือน ไปถึงคนหาเช้ากินค่ำอยู่ในระบบที่เรียกว่าถูกทำชีวิตให้เป็น “มาตรฐานเดียว” ตื่นเช้าเร่งรีบไปทำงาน ตกเย็นรีบกลับบ้าน ดีไม่ดีรถติดแหง่กอยู่บนถนนอีกพักใหญ่ๆ ให้อารมณ์เสียอีก หรือพอถึงเวลาเลิกงานจะหวังพึ่งรถไฟฟ้าคนก็แน่นยังกะปลากระป๋อง ชีวิตที่มันอยู่ในกรอบแบบนี้มากๆ เข้ามันกลายเป็นความเบื่อหน่าย ไปจนถึงความไม่พึงพอใจ รำคาญไปหมด

“กระโถน” ระบายอารมณ์ที่ดีที่สุดคืออินเทอร์เน็ตนี่แหละ ที่เราจะได้อ่านอะไรบันเทิงๆ ไปจนถึงเสพเนื้อหาสื่ออะไรที่เขาเอามาแฉๆ กัน แล้วก็พิมพ์อะไรตอบโต้เชิงระบาย หรือเชิงตัดสินทางจริยธรรมกับ “คนร้ายในข่าว” การใช้อินเทอร์เน็ตนั่งพิมพ์ตามลำพังเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก เพราะไม่ใช่การสนทนาแบบเผชิญหน้า ไม่มีใครอยู่ด้วย คนเราก็มีโอกาสที่จะเผลอปล่อยความคิดในด้านลบออกมาได้ง่าย โดยไม่รักษาภาพลักษณ์หรือคิดถึงผลกระทบ

มีบางคนมองไปถึงว่า “เพราะหลายคนชีวิตจริงไม่มีความสุข เลยต้องไปรังแกคนอื่นในอินเทอร์เน็ต” เรื่องการรังแกหรือ bullying ด้วยถ้อยคำมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียแล้วในสังคมแทบทั่วโลก อย่างอาทิตย์ที่แล้วก็เล่าเรื่องนักร้องสาวซอลลี่ฆ่าตัวตายเพราะถูก bullying ก็ตื่นตัวกันไปที เรื่องผลของการ bullying ขนาดที่เกาหลีเขาเตรียมจะร่างกฎหมายขึ้นมาจัดการ เพราะเกาหลีใต้นี่เป็นชาติต้นๆ เลยที่มีการ bullying ในอินเทอร์เน็ตสูงมาก

เมืองไทยก็น่าจะมีทั้งวิธีการสอนเรื่องการรับมือกับการ bullying ในอินเทอร์เน็ตไปจนถึงอาจต้องมีการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเอาผิดกันเสียบ้าง เพราะทุกวันนี้ก็ชักจะเยอะ บางคนคิดว่าตัวเองมีภูมิต้านทานทางใจดีแล้ว ไม่สนใจถ้าใครมา bullying แต่ถ้ามารุมกันเป็นฝูงซอมบี้ก็ไม่ค่อยจะไหวเหมือนกัน หรือมีการแชร์เอาไปด่าหลายต่อหลายเพจก็เกินรับมือ พาลเกิดอาการทางประสาทเอาง่ายๆ บางทีกะอีแค่เห็นต่างทางการเมืองก็ด่าเสียจนไม่รู้จะเอาไปเปรียบกับอะไร



เรื่องการ bullying ในอินเทอร์เน็ตที่น่าสนใจต่อจากซอลลี่ เกิดขึ้นเมื่อประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมา มีคลิปภาพ “หนุ่มหัวร้อน” ที่เราคงไม่พูดถึงชื่อเขาซ้ำเพื่อไปย้ำการ bullying อีก บังเอิญเกิดอุบัติเหตุรถชน เลยลงมาด่ากราด บริภาษคู่กรณีด้วยภาษาหยาบคาย แล้วก็มีการอัดคลิปออกมาแฉต่อว่าสิ่งที่หนุ่มหัวร้อนนั้นพูด มันเหมือนดูถูกคนไทย และลามไปจนถึงเรื่องที่มีความอ่อนไหวในสังคมเสียอีก ไม่กี่ชั่วโมงคนแชร์คลิปนี้กันกระหึ่ม

ในที่สุดหนุ่มหัวร้อนก็มอบตัว ขณะที่มีชาวบ้านที่ดูคลิป ไปรอดูหน้าหนุ่มหัวร้อนเต็มหน้า สภ.ที่นครปฐม เตรียมตะโกนด่าทอสาปแช่ง ไม่พอใจว่าหนุ่มนั่นดูถูกคนไทยต่างๆ นานา จนเป็นภาพที่น่ากลัวมาก ว่า "แค่คนขาดสติคนเดียวจะโดนประชาทัณฑ์กันขนาดนี้เลยเหรอ" คือเคยเห็นภาพคนเตรียมประชาทัณฑ์ไอ้หื่นคดีฆ่าข่มขืนยังไงก็ยังงั้นเลยทีเดียว พอกันตัวหนุ่มนั่นไปขึ้นรถ ฝ่ายแม่ก็โดนบริภาษหยาบคายว่า "เลี้ยงลูกยังไงๆๆๆๆ" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พอออกอินเทอร์เน็ตไป กลายเป็นกระแสให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจจะมาประชาทัณฑ์ก็เรื่องนึง แล้วลามไปขุดประวัติว่าเขาทำงานที่ไหน จนเกิดผลกระทบว่าเขาถูกให้ออกจากงาน ( นี่คือกรณีศึกษาในการโพสต์อินเทอร์เน็ตเหมือนกันว่า ต่อไปหากเกิด "อุบัติเหตุ" อะไรให้คนหมั่นไส้ การโพสต์อะไรที่มีความเป็นส่วนตัวมากๆ ระวังจะโดนขุดมาใช้เล่นงาน เพราะนักขุดว่างๆ มีเยอะอยู่พอสมควร อย่าลืมว่าอินเทอร์เน็ตไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว )

ประเด็นที่น่าสนใจในคดีนี้คือ หนุ่มหัวร้อนได้แสดงให้ตำรวจเห็นว่าตัวเองป่วยด้วยโรคซึมเศร้า มีการกินยาอยู่อย่างต่อเนื่อง และภาวะอารมณ์ไม่คงที่ ยิ่งรถที่ประสบอุบัติเหตุเป็นรถที่ใช้เงินน้ำพักน้ำแรงซื้อเองมา ก็ยิ่งขาดสติ อย่างว่าของๆ ใครเขาก็รักของเขา ไม่กี่ปีก่อนหลายคนก็คงจำกรณี "กราบรถกู" กันได้ และความที่เรื่องมันออกทางอินเทอร์เน็ตไปนี่แหละมันถึงกลายเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" ที่จริงๆ ไปเคลียร์ประกันหรือตำรวจก็จบ

แต่พออ้างอาการป่วย ก็กลายเป็นถูกเย้ยหยันไยไพอีกว่า “สุดท้ายก็หงายการ์ดป่วย” คำว่า “หงายการ์ด” ในที่นี้เป็นสแลงแปลว่าข้อแก้ตัว ซึ่งที่ฮิตๆ กันคือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่จะกลายเป็นข้ออ้างของคนชั่วไปซะแล้ว จากความหมายเดิมของมันคือความไม่เดียงสา ซึ่งพอใช้คำว่าเป็นข้อแก้ตัวนี่ก็เป็นที่น่าสนใจว่า “ปัจจุบันคนไทยเราให้ความเห็นใจกับผู้ป่วยทางจิตแค่ไหน” หรือยังมองเป็นความไม่เข้าใจ ไปจนถึงมองเป็นการเรียกร้องความสนใจ



ความแปรปรวนทางอารมณ์และความคิดไม่ได้มีแค่โรคซึมเศร้า ที่คนไทยได้ยินข่าวกันบ่อยครั้งเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้า และมันก็เหมือนจะเรียกว่าเป็น “กาลเทศะ” ที่เมื่อเกิดคนดังๆ ตายเพราะโรคซึมเศร้าขึ้นมาสักคน สังคมก็พยายามเรียกร้องให้เข้าใจผู้ป่วยโรคนี้กัน อย่างเช่นการฆ่าตัวตายของเชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวง linkin park หรือพวกไอดอลเกาหลีที่ฆ่าตัวตาย เพราะความกดดันจากความเครียดและการแข่งขันสูง

แต่เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ดูเหมือนมีหลายคนที่ลืมๆ ไปว่า “ครั้งนั้นเคยแสดงความเห็นใจผู้ป่วยอย่างไร” คนที่เมื่อมี “วาระโรคซึมเศร้า” แล้วเคยแสดงความเห็นใจ เรียกร้องให้สังคมเข้าใจ พอผ่านวาระนั้นมา กลับกลายเป็นคนที่ไป bullying คนเป็นโรคซึมเศร้าว่าเป็นโรค “wannabe” หรืออยากบอกว่าเป็นเพื่อเรียกร้องความสนใจเอาเลยก็ได้ ผู้ป่วยมีปัญหาหลายคนถึงไม่ค่อยอยากไปหาจิตแพทย์ เพราะกลัวสังคมตีตราว่าเรียกร้องความเห็นใจ

ความแปรปรวนทางจิตบางอย่างมันก็ไม่ใช่ภาวะที่ควบคุมตัวเองได้ อย่างเช่นการเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) ที่มันมีช่วง mania คือทำอะไรรุนแรงไปได้โดยไม่รู้ตัว กับช่วง depress คือช่วงที่ซึมเศร้าจนแม้แต่นอนยังไม่อยากหายใจต่อ แล้วยังมีโรคจิตเภทที่ทำให้เกิดความคิด การรับรู้ที่ผิดเพี้ยน เช่นหูแว่วว่าถูกสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งต้องอาศัยการใช้ยาช่วย และกำลังใจจากคนรอบข้างที่จะบอกว่า เขาไม่ใช่ไม่มีใคร



ย้อนกลับมาที่กรณีหนุ่มแว่น การประณามว่า “หงายการ์ดป่วยสู้เหรอ” เป็นเรื่องน่าคิดว่า “ใจร้ายกับคนป่วยเกินไปหรือไม่” ลำพังคนป่วยเองสู้กับอาการทางจิตของตัวเองก็ลำบากอยู่แล้ว มากดย้ำให้เขารู้สึกด้อยค่าลงไปอีก บางที..แก้คำว่า “หงายการ์ดป่วย” เป็น “เข้าใจว่าป่วย” แล้วก็ไม่ต้องไปถือสาหาความอะไรมาก ปล่อยให้กระบวนการทางกฎหมาย ทางการแพทย์เป็นผู้จัดการดูแลที่เหมาะสมไป จะดีกว่าไหม แล้วเรียนรู้กันว่า อาการทางจิตมันแสดงออกอย่างไรได้บ้าง

พอพูดแบบนี้ไปมันก็มีคนแย้งว่า ต่อไปถ้ามีใครทำอะไรไม่ดีแล้วหงายการ์ดป่วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันจะยิ่งทำให้คนเกิดความไม่เข้าใจผู้ป่วย และรำคาญไปจนถึงเกลียดกลัวมากขึ้นไปอีก อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เรียกว่า “สองคนยลตามช่อง” คือมองไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะมันก็เป็นประเด็นข้อถกเถียงอยู่ แต่ก็ยังอยากให้สังคมมีความเห็นใจต่อผู้ป่วยมากกว่านี้ อย่างน้อย บางเรื่องที่เห็นว่าเกิดขึ้นเพราะการกระทำขาดสติ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของหมอ, ตำรวจไป

เห็นใจและอย่าด่วนประณามทำร้ายคงจะดีกว่า นี่คงไม่ใช่เคสสุดท้าย เพราะคนเราก็เครียดขึ้นทุกวัน. 
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 116