อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

'สิทธิในร่างกาย'ชอบธรรมหรือไม่ ..ก็แล้วแต่มุมมองคน

สัปดาห์ไปดูเรื่องราวของเกรียนคีบอร์ด bullying เกี่ยวกับสิทธิในร่างกายผู้อื่น พร้อมตั้งคำถามเป็นความชอบธรรมหรือไม่ จะว่าไปแล้วก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน พฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00 น.


เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวนักร้องนักแสดงเกาหลีชื่อดัง “ซอลลี่” หรือ ชเว จิน-รี ฆ่าตัวตาย โดยมีการมุ่งเป้าไปที่ปัญหาความเครียดสะสมว่าเธอนั้นถูกการกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เนต หรือที่สมัยนี้เขาใช้คำง่ายๆ กันว่า ถูก bullying วิพากษ์วิจารณ์อะไรในพฤติกรรมของเธอในเชิงการดูหมิ่นเหยียดหยาม ซึ่งเราก็คงไม่รู้หรอกว่า “ฟางเส้นไหนมันทำให้ลาหลังหัก” คือถึงขั้นปลิดชีวิตตัวเอง เพราะการ bullying มันก็สะสมมาจากหลายๆ คน

“คำพูดฆ่าคนได้” มันเป็นเรื่องจริง คนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ลดทอนคุณค่าของตัวเองเยอะๆ เข้าจะยิ่งรู้สึกไร้ค่า ว่าตัวเองอยู่ไปเพื่ออะไร เมื่อไม่ได้รับความรักจากใคร หรือไม่มีใครเห็นว่าสิ่งที่เราพยายามทำ พยายามเรียกร้องมันมีคุณค่า ยิ่งในโลกอินเทอร์เนตปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารกันทำได้แค่เรียกว่า “ช่วงลัดนิ้ว” พิมพ์อะไรก็ส่งๆ ไปโดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังกันเยอะ เอาแค่พอสะใจตัวเองในการวิพากษ์หรือตัดสินคนอื่น

ยิ่งยุคที่อินเทอร์เนตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของคนมาก การ bullying ยิ่งแรงมากขึ้น ยุคก่อน เราอาจโดน bullying จากคนที่เห็นหน้าค่าตาในสังคม หรือคนรู้จัก เพื่อนในห้องเรียนที่ทำงานอะไรแบบนี้ แต่พอมายุคนี้ แม้แต่คนแปลกหน้าก็เข้ามาด่าเราได้ และพยายามใช้ถ้อยคำเสียดสีให้เจ็บแสบที่สุดโชว์ความ “ปากคม” ซึ่งบางทีถ้าเข้าขั้นหมิ่นประมาทก็น่าจะฟ้องให้หลาบจำกันบ้าง และจะเจอข้ออ้างโง่ๆ แบบ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์ตอนเขียนด่า” นั่นแหละ



มันมีความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า ปัจจุบันมีเพจ หรือมีใครก็ตามที่ทำตัวเป็น “the dark knight” หรือ “อัศวินในที่มืด” ที่ไม่แสดงตัวว่าตัวเองเป็นใคร แต่ลากเอาคนอื่นที่ตัวเองไม่ชอบ หรือคิดเห็นอุดมการณ์แตกต่างจากตัวเองเอามาแชร์กระจายให้คนอื่นรุมด่า อย่างเช่นกรณี “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” ที่มีปัญหาเรื่องภาพที่ถูกวิจารณ์หนักภาพหนึ่ง เรื่องนี้ก็ถูกหลายเพจ หลายคนเอาไปแชร์ แล้วกระแสก็กลับมา bullying ตัวพรรณิการ์เอง จนเราต้องคิดกันเยอะๆ แล้วต่อไปจะเขียนอะไร

เราพยายามจะอ้างว่า “พื้นที่โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมันเป็นพื้นที่ส่วนตัว” มันเป็นข้ออ้างที่อุดมคติไปหน่อย น่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคพระศรีอาริย์ที่ทุกคนมีคุณธรรมจริยธรรมเท่าเทียมกันไปหมดแล้ว แต่ยุคนี้ความเกลียดชังมันสร้างกันได้ง่ายมาก จนนอกจากน่าจะสอนเรื่อง “การรู้เท่าทันสื่อ” แยกข่าวปลอมกับข่าวจริงให้ออก ต้องเพิ่มหลักสูตร “ทำอย่างไรเมื่อถูกbullying” ลงไปด้วย ให้เด็กๆ ตั้งแต่วัยรุ่นหัดมีภูมิต้านทานจากเกรียนอินเทอร์เนต

เชื่อเถอะว่า คนจะด่าก็ด่า ไม่ว่าจะโพสต์ดีไม่ดีเราก็ไม่รู้ผลตอบรับว่า ใครคิดอะไรอย่างไร แค่ภูมิใจที่หาเงินไปเที่ยวต่างประเทศเองได้ แล้วก็โพสต์ เผลอๆ ก็ถูกเหน็บแนมว่าโชว์รวย อยากมีรูปสวยๆ ลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คของตัวเองก็ถูกว่า “ช่างพยายามเหลือเกิน” (หรือชาวเน็ตเขาเรียกว่าwannabe) วิจารณ์ไปกระทั่งว่า จะโพสต์รูปเผื่อหา “งานเอ็น” เหรอ บางทีสิ่งที่น่าคิดคือคนไทยยังรู้สึกเรื่องการรังแกโดยใช้ถ้อยคำนี่มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาหรือเปล่า



เปิดไปดูรายการทีวีพวกแข่งขันอะไรต่อมิอะไรบางรายการ ซึ่งไม่ต้องพูดชื่อหรอกหลายคนก็รู้ ที่มีการเอาผู้เข้าประกวดมาแข่งทำโน่นทำนี่ แล้วก็มีกรรมการหรือเมนเทอร์คอยด่ากระแนะกระแหน กลายเป็นความสนุกตลกโปกฮา เอาคำด่านั้นมาล้อเลียนผลิตซ้ำในอินเทอร์เนต จะคิดว่าประเทศไทยประเทศเดียวก็ไม่ถูก มีคนบอกว่ารายการเมืองนอกก็มีอารมณ์ประมาณนี้เยอะอยู่ เราซึมลึกกับเรื่องแบบนี้จนคิดว่าเป็นเรื่องสนุกปากไม่ใช่เรื่องการรังแกกันหรือไม่

ย้อนกลับมาที่ประเด็นซอลลี่ ก็ได้ข่าวว่า ทางเกาหลีใต้เขาเตรียม “วัวหายล้อมคอก” โดยจะออกกฎหมายจัดการกับการ bullying ทางอินเทอร์เน็ตแล้ว ซึ่งเขาเรียกเป็นชื่อเล่นว่า “กฎหมายซอลลี่” จริงๆ เมืองไทยก็น่าเอาอย่างบ้างเพราะเกรียนคีย์บอร์ดเยอะเหลือเกิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ควรพิจารณาไม่ใช่คิดแต่จะเปิดศูนย์ข่าวปลอม แล้วสุดท้ายก็มุ่งข่าวที่สร้างความปั่นป่วนหรือข่าวที่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลเท่านั้น

ประเด็นที่ซอลลี่ถูกวิจารณ์หนัก คือการที่เธอรณรงค์เรื่อง “สิทธิในร่างกาย” ข้อหนึ่งคือ “ผู้หญิงควรมีสิทธิเสรีภาพแต่งกายตามที่พวกเธอปรารถนา” โดยที่สังคมต้องให้ความเคารพ ไม่ใช่ด่าว่าทำตัวฝ่าฝืนจารีตของความเป็น “ผู้หญิงดี” แต่หลังจากเกิดข่าวซอลลี่ขึ้นมา เห็นความเห็นหลายๆ คนก็ได้แต่เพลีย โดยเฉพาะชาวกลัดมันทั้งหลายที่คอมเมนท์ออกมาในเชิงเพศ อย่างเช่นว่า “สนับสนุนแนวคิดนี้ครับมันสบายตาดี” ได้เห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ ว่างั้น

การควบคุมร่างกายให้อยู่ในวินัย หรืออยู่ในบรรทัดฐาน เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดกันมันก็ยาว ลองหางานของ Michel Foucault อ่าน คงจะพอมองเห็นภาพว่า สังคมควบคุมร่างกายของคนเราเพื่อหวังผลอะไรต่างๆ อย่างการควบคุมร่างกายของทหาร ต้องควบคุมถึงลักษณะองอาจผ่าเผย ควบคุมถึงการเคลื่อนไหว หรือการควบคุมร่างกายผู้หญิง มันก็มีมานาน ในสมัยก่อนที่ยุโรปเขาก็ยังต้องมีการใช้คอร์เซตรัดเอวผู้หญิงให้เล็กเพื่อ “ดูมีความเป็นหญิงชั้นสูง”

ผู้หญิงควรมีสิทธิในร่างกายหรือไม่? ถ้าตอบแบบเสรีนิยมไปเลย ก็คือมันก็ควรมี ทุกคนไม่ควรถูกตัดสินคุณค่าด้วยสิ่งที่ตัวเองแสดงออกต่างจากบรรทัดฐานสังคม ถ้าสิ่งนั้นเขาสามารถให้เหตุผลได้ว่ามันทำให้อะไรดีขึ้นอย่างไร แต่ในโลกปัจจุบันขั้วความคิดก็ยังเป็นขั้วอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม สายอนุรักษ์นิยมเขาไม่ค่อยปลื้มการที่ผู้หญิงออกมาเรียกร้องสิทธิในร่างกาย พร้อมจะตีตราว่า “ไม่ใช่ผู้หญิงดี” และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ไปเพิ่มอัตราอาชญากรรมทางเพศ



และชุดความคิดหนึ่งที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคม คือ “การโทษเหยื่อ” หรือ victim blaming ในวิธีคิดแบบปิตาธิปไตย ชายเป็นใหญ่ หลายครั้งที่ถ้าเกิดการคุกคามทางเพศ ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายผิด เช่น “โดนข่มขืนก็เพราะแต่งตัวโป๊เองนี่” หรือ ไปให้ท่าเขาเอง” ทั้งที่หลายๆ ครั้งมีความพยายามนำเสนอข้อมูลจากนักรณรงค์กันมาแล้วว่า คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ได้ทำตัวเองให้เป็นเหยื่อด้วยซ้ำ แค่ใช้ชีวิตปกติตามบรรทัดฐานสังคม แต่อาชญากรรมเลือกเพราะเห็นเหยื่อสู้ไม่ได้

การรณรงค์ไม่จำเป็นต้องใส่ยกทรงของซอลลี่ ก็จะถูกโยงเข้ากับเรื่องการโทษเหยื่อได้ง่าย ถ้าเกิดพบว่า มีเหตุคุกคามทางเพศเพราะผู้หญิงคนนั้นยึดมั่นในแนวความคิดนี้ การขับเคลื่อนให้คนยอมรับและเคารพสิทธิในร่างกาย บางทีมันก็เป็นเรื่องยากถ้ามีประเด็นทางเพศ ซึ่งเป็นระดับสัญชาตญาณเข้ามาเกี่ยว (อธิบายง่ายๆ คือเราไปบอกให้พวกหน้ามืดมันเคารพสิทธิ ไม่คุกคามเราไม่ได้หรอกเพราะมันอยากอยู่แล้ว) ในบริบทของสังคม คนเป็นภัยสังคมมันยังมี

ในเรื่องการรณรงค์เปลี่ยนแนวคิดที่เป็นบรรทัดฐานหรือจารีตเดิมของสังคม ผู้ออกมารณรงค์ต้องมีความกล้าหาญ มีความเป็นขบถที่ตั้งคำถามว่า “สังคมตีกรอบอะไรกับเราแล้วมันมีความสุขไหม ควรรื้อถอนกรอบนั้นไหม” ซึ่งต้องชนกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มองว่าการอยู่ในกรอบคือพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เรื่องของซอลลี่ก็คือตัวอย่างหนึ่งของการท้าทายชุดความคิดทางสังคม เพียงแต่เสียดายที่คนด่วน Bullying เธอมากกว่าเปิดใจรับฟังเธอ และเคารพความเห็นกัน

และหวังให้เธอเป็นคนสุดท้ายที่ลุกขึ้นมาท้าทายอะไรแล้วต้องพ่ายแพ้ แม้จะเป็นความหวังที่ยากอยู่.
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพจาก : pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 180