อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562

เมื่อ'ครม.เศรษฐกิจ'ไร้เอกภาพ โค้งสุดท้ายส่อทรุดหนัก!

สัปดาห์นี้สะท้อน “ครม.เศรษฐกิจ” ต่างคนต่างทำ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้ายแนวโน้มส่อทรุดหนัก พฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ใกล้ๆ จะสิ้นปีสำนักวิจัยและนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ก็จะออกมาสวมวิญญาณโหรเศรษฐกิจจะออกมาฟันธงปีหน้าจะรุ่งหรือจะร่วง แต่สำหรับปีนี้ดูเหมือนว่า เศรษฐกิจบ้านเราน่าจะขยายตัวไม่ถึง 3% การส่งออกเป็นรายได้หลักของประเทศก็ติดลบอย่างต่อเนื่องแบบกู่ไม่กลับ

พลันย่างเข้าสู่โค้งสุดท้ายยังไม่ทันไร สำนักวิจัยแบงก์ไทยพาณิชย์ก็ออกมาปรับลด จีดีพี.ลง. เหลือต่ำกว่า 3% และมีแนวโน้มที่จะปรับต่ำกว่า 2.8% แน่ๆ เพราะที่ผ่านมาสำนักวิจัยแห่งนี้จะคาดการณ์เศรษฐกิจไทยต่ำกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาตลอด ล่าสุด ธปท. ลดคาดการณ์เศรษฐกิจโต 2.8% ดังนั้นมีแนวโน้มที่จะคาดการณ์ต่ำกว่าของ ธปท.อย่างแน่นอน

เหตุทั้งหลายทั้งปวง 2 เรื่องหลักๆ คือ “สงครามการค้า” และ “ค่าเงิน” แต่ผลกระทบจากสงครามการค้าจะรุนแรงมากกว่าเพราะเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม ขณะที่ “เงินบาทแข็งค่า” อย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทปีนี้แข็งค่าไปแล้ว 6% แต่หากคิดเฉลี่ย 5 ปี ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าถึง 23% ส่งมูลค่าการส่งออกของไทย หากคิดเป็นรูปเงินบาทจะติดลบมากกว่าที่เป็นสกุลดอลลาร์ค่อนข้างมาก



ดูจากตัวเลขการส่งออกของไทยล่าสุดเดือน ส.ค. 2562 ถ้าตัดการส่งออกสินค้าทองคำออก จะพบว่ามูลค่าการส่งออกของไทยติดลบถึง 10% เลยทีเดียว ที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกทองคำทำให้ตัวส่งออกโดยรวมดูดีจะว่าไปแล้วยอดส่งออกทองคำเป็นของมายา แต่ส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเป็นของจริง และกำลังกระอักเลือดจากเงินบาทแข็งค่าทำให้บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งพากันทยอยเลิกกิจการลอยแพคนงานไปแล้วหลายพันคน

ตัวเลขที่สำนักวิจัยไทยพาณิชย์ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมเลิกจ้างแรงงานเพิ่มเป็น 6% แต่ของจริงน่าจะมากกว่านี้ ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีกับเศรษฐกิจไทยเลย อย่าเพิ่งตกใจที่เห็นตัวเลขส่งออกดิ่งเหวขนาดนี้ เพราะนี่แค่น้ำจิ้มเชื่อว่าข่าวร้ายจะมาเรื่อยๆ นี่ไม่ถึงจุดต่ำสุด

ความจริงทั้งเรื่องสงครามการค้าและค่าเงินบาทแข็งนั้นเกิดมานานหลายปี แต่ก็ยังไม่เห็นคนที่รับผิดชอบจะแก้ไขอะไร อย่างเรื่องสงครามการค้า ก็ยอมรับว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็น่าหาวิธีผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่ค่าเงินบาทแข็งค่าก็ยังปล่อยมาเป็นแรมปี ทั้งๆ ที่กระทบต่อการส่งออกที่เป็นรายได้หลักของประเทศ เฉพาะอย่างสินค้าเกษตรโดนกระทบหนัก



อันที่จริงเหรียญมี 2 ด้านมีด้านดีและด้านเสีย เหมือนค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อการนำเข้ารัฐบาลไม่ได้ตั้งรับและใช้ประโยชน์เรื่องนี้แต่อย่างใด ล่าสุด “วอร์รูม กระทรวงพาณิชย์” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน แนะปรับพอร์ตประเทศลดพึ่งพาการส่งออกหันมาส่งเสริมบริโภคภายใน เสริมการใช้ประโยชน์การนำเข้า แนวคิดนี้ก็พูดกันมาตลอดจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทำอะไร ช่วงปี คสช.เป็นช่วงที่จะทำอะไรได้แต่ก็ไม่ได้ทำ

ยิ่งรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการจัดสรรกระทรวงเศรษฐกิจก็ตามการต่อรอง ครม. เศรษฐกิจชุดนี้จึงไร้เอกภาพ ต่างคนต่างทำพรรคการเมืองที่ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจมี 3 พรรคใหญ่ทั้ง พปชร.ภูมิใจไทยและปชป. รัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ที่แต่ละพรรคดูแลก็ขึ้นตรงกับหัวหน้าพรรคที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง

ดังนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการให้ “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันโอชา เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและนั่งเป็นประธานในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติเพิ่งมีการประชุมกันไม่กี่ครั้ง ต่างจากรัฐบาลที่แล้ว ที่กระทรวงเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดจะรายงานตรงกับ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์รอง” นายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ขนาดนั้นยังทำอะไรได้ไม่มาก

เมื่อการทำงานไม่ประสานแต่ละพรรคต่างคนต่างทำนโยบายต่างๆ ก็เพื่อตอบโจทก์เฉพาะคะแนนเสียงในพื้นที่ หรือสนองนโยบายของพรรคที่ชูไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าคำนึงถึงภาพรวมของประเทศ เมื่อการทำงานไม่ประสานกันไม่ค่อยหารือกันจะเห็นได้จากกรณีการแบนสารพิษ ที่ภูมิใจไทยโดดเด่นอยู่คนเดียว จึงสะท้อนภาพได้อย่างชัดเจนจึงเป็นที่มาของข่าว “ครม.เศรษฐกิจร้าว” ออกมาเป็นระยะๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 2.8% และหากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจยังเป็นอย่างนี้ ครม.เศรษฐกิจก็ต่างคนต่างทำอย่างนี้ ปี 63 ก็คงไม่ต่างจากปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็คงจะอยู่แถวๆ 2.8% ก็ไม่น่าจะเกินความจริง

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจบ้านเราจะอยู่แถวๆ2-3% ขณะที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเพื่อนบ้านเขาทิ้งเราไปไกลอยู่ระดับเฉลี่ย5%กว่าๆ ขึ้นไปทั้งนั้น.
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%

บอกต่อ : 179