อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

รู้จักวัฒนธรรม'ชาวไอนุ' ชนพื้นเมืองเกาะฮอกไกโด

สัปดาห์พาไปศึกษาและเยี่ยมชมวัฒนธรรม “ไอนุ” ความสวยงามของชนพื้นเมืองที่ไม่เหมือนใครในประเทศญี่ปุ่น จันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น.


ผมแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นโปรแกรมที่รัฐบาลฮอกไกโดเชิญให้ผมไปชมสถานที่ที่ผมเคยไปมาแล้วบางแห่ง ทำให้แอบตั้งคำถามในใจว่าเราจะได้เห็นอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมไหมนะ แต่เมื่อเดินทางไปจนครบทุกที่ ผมถึงเข้าใจว่าเรื่องราวแต่ละสถานที่มันเชื่อมโยงกันทั้งหมด นั่นคือเรื่องราวของชาวไอนุ ซึ่งผู้ว่าจังหวัดฮอกไกโดคนใหม่ Naomichi Suzuki เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่ต้องการฟื้นฟูวัฒนธรรมไอนุให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น

ก่อนอื่นขอปูพื้นให้ทราบว่า “ไอนุ” (Ainu) เป็นใครกัน ชาวไอนุเป็นชนพื้นเมืองบนเกาะฮอกไกโด มีภาษาและวัฒนธรรมของตัวเอง พวกเขาอยู่บนเกาะนี้มาอย่างยาวนาน มีการสร้างบ้าน ทำเครื่องนุ่งห่ม หาอาหารล่าสัตว์เอง ชาวไอนุนับถือ “Kamuy” ที่แปลว่าเทพเจ้าหรือวิญญาณเป็นอย่างมาก ชาวไอนุดำรงชีวิตตามวิถีของตัวเอง จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้าไปครอบครองราว 150 ปีก่อน ทำให้เกาะฮอกไกโดเป็นส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นและชาวไอนุกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในที่สุด ผมดูแล้วคล้ายๆ อินเดียนแดงในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลฮอกไกโดดูแลชาวไอนุเป็นอย่างดีครับ มีพื้นที่ให้ชาวไอนุได้แสดงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของตนให้กับคนทั่วไปและนักท่องเที่ยวได้รู้จัก



สถานที่แรกที่ผมไปคือ หมู่บ้านไอนุ หรือ Ainu Museum and Village ผมเคยไปเยือนที่นั่นเมื่อ 4 ปีก่อน พอไปครั้งล่าสุดนี่ถึงตกใจมากครับ ความทรงจำทั้งหมดที่เคยมี เช่น รูปปั้นไม้ขนาดใหญ่ที่ทางเข้าหายไป ซุ้มการแสดงที่แบ่งเป็นบ้านหลังเล็กๆ หายไป แต่เปลี่ยนเป็นตึกขนาดมหึมาที่กำลังก่อสร้างอยู่ หมู่บ้านไอนุกลายเป็นโปรเจค UPOPOY หรือพิพิธภัณฑ์ของชาวไอนุแห่งใหม่ที่ใหญ่โตและรวบรวมเรื่องราวของไอนุทั้งหมดมาไว้ที่เดียวกัน ทางรัฐบาลฮอกไกโดหวังว่าที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวในอนาคต

UPOPOY เป็นภาษาไอนุที่แปลว่า “มาร้องเพลงด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่” ที่นี่ตั้งอยู่ในเมือง Shiraoi ห่างจากสนามบินชินชิโตเซะแค่ 40 นาทีเท่านั้น UPOPOY จะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 24 เดือนเมษายนปีหน้า ปัจจุบันได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้วราวๆ 80% ครับ ลองเข้าไปดูได้ที่ https://www.ainu-upopoy.jp/en/ หลังจากนั้น ทีมงานพาผมแวะไปที่ทะเลสาบน้ำจืด ผมมองทะเลสาบนี้จาก GPS ในรถเห็นเป็นรูปวงรีเหมือนไข่เลยครับ เจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นบอกว่าทะเลสาบนี้อยู่บนปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้วและน้ำในทะเลสาบใสติดอันดับประเทศ ทะเลสาบมีชื่อว่า Kuttara เป็นภาษาไอนุอีกเช่นกัน (เมืองหลายเมืองในจังหวัดฮอกไกโดก็เป็นภาษาไอนุ ที่คุ้นหูหน่อยก็เมืองน่ารักอย่าง 'Otaru' ที่หลายคนเคยไปครับ)



ช่วงบ่ายผมไปเมือง Biratori ได้เข้าไปชม Nibutani Ainu Culture Museum ที่แสดงงานฝีมือของชาวไอนุ ทั้งงานแกะสลัก ทำด้ามมีด ตัดเย็บเสื้อผ้า แสดงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไอนุ ผมเข้าไปรอบที่นักเรียนญี่ปุ่นเข้าไปทัศนศึกษาพอดี เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์บอกว่า ชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจเรื่องภาษาและวัฒนธรรมไอนุที่ใกล้จะสูญหายไป จึงเริ่มมีการสอนภาษาไอนุให้กับผู้ใหญ่ในปี 1983 และหลังจากนั้นเริ่มสอนภาษาไอนุง่ายๆ ให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนของจังหวัดฮอกไกโด ก่อนเดินทางกลับ เจ้าหน้าที่รัฐบาลฮอกไกโดชวนให้ผมไปเรียนการแกะสลักลวดลายพื้นเมืองกับอาจารย์ที่เป็นชาวไอนุจริงๆ มีแบบทาบให้ผมใช้ดินสอวาดลวดลายไว้ก่อน หลังจากนั้นใช้เครื่องมือแกะสลักทำตามท่านอาจารย์ ผมยอมรับเลยว่าลวดลายของไอนุมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พอเห็นหลายครั้งก็เริ่มจำได้ แต่พอลองมาทำลวดลายเองแล้ว ไม่สามารถจริงๆ ครับ ยากเกินไปสำหรับผม



วันต่อมา ผมข้ามไปฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโดเพื่อไปที่ Akan International Crane Center เพื่อดูนกกระเรียน พอเข้าไปชมถึงทำให้ทราบว่า ชาวไอนุเลียนแบบการที่นกกระเรียนกางปีกกระโดดไปมา นั่นคือ ท่านกกระเรียนเต้นครับ ชาวไอนุจึงใช้เครื่องแต่งกายกระพือปีกเหมือนนกแล้วกระโดดไปมาทำเป็นท่าเต้นบ้าง หลังจากนั้น ผมได้ลงเรือไปที่ทะเลสาบ Akan เพื่อดูพืชน้ำหน้าตาน่ารักทรงกลมๆ สีเขียวสด ผิวเหมือนกำมะหยี่ หรือที่เรียกว่า “มาริโมะ” พืชน้ำชนิดนี้ใกล้จะสูญพันธุ์เช่นกัน เพราะต้องอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ ซึ่งทะเลสาบ Akan มีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่มาริโมะจะอยู่ได้ ผมได้ดูวีดีโอให้ความรู้ พบว่าชาวไอนุพบมาริโมะก่อนใครที่ทะเลสาบ Akan ตั้งแต่ปี 1800 ช่วงปลายๆ และมีความเชื่อว่ามาริโมะจะนำโชคและเป็นมงคล ทำให้คนทั่วไปทราบว่ามีมาริโมะจำนวนมากที่นี่

มื้อกลางวันผมได้รับประทานอาหารพื้นเมืองของชาวไอนุ เขากินเนื้อกวางครับ ใส่มาในซุปรวมกับมันฝรั่งและแครอท ผมกินได้ไม่มีปัญหา เนื้อกวางผมว่าคล้ายๆ เนื้อวัว แค่เหนียวกว่า น้ำซุปจืด ข้าวหุงกับธัญพืช จืดสนิทเหมือนกัน แต่มีซอสดำๆ มาให้ด้วย นั่นคือ เครื่องในปลาแซลมอนนำมาหมักเกลือ (ชาวไอนุชอบกินปลาแซลมอนครับ)...เจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่น 2 คนที่เป็นไกด์อี๋กันหมด แต่ผมว่าซอสดำนี่แหละอร่อยที่สุด นำมาคลุกกับข้าวกำลังพอดี มันมีกลิ่นทะเลและความคาวของปลา เค็มสะใจ กินกับน้ำซุปเนื้อกวางก็คล่องคอดี ในบริเวณร้านอาหาร มีร้านขายของที่ระลึกและได้ชมงานแกะสลักชาวไอนุ ส่วนใหญ่จะเป็นการแกะสลักไม้ แกะเป็นเทพเจ้าที่เขานับถือ เช่น นกฮูกและหมี

ผมเข้าพักในโรงแรมที่ตกแต่งด้วยศิลปะของไอนุทั้งโรงแรม ผมรู้สึกเหมือนได้ไปอีกประเทศนึงเลยครับ ผมคุยกับเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นเขาก็รู้สึกอย่างนั้น ในโรงแรมมีทัวร์ชาวญี่ปุ่นมาเข้าพักเป็นจำนวนมาก ผมเคยดูสถิติที่บอกว่าจังหวัดฮอกไกโดถือเป็นจังหวัดที่ติด Top 3 ที่ชาวญี่ปุ่นด้วยกันยังอยากมาเที่ยว โดยให้เหตุผลว่าฮอกไกโดเป็นจังหวัดค่อนข้างใหม่ อยู่เหนือที่สุดของประเทศ อากาศเย็นสบาย มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ (วัฒนธรรมของชาวไอนุนี่แหละครับ)



รอบเย็นผมได้ดูโชว์การละเล่นของไอนุฉบับดั้งเดิม ร้องเอง เล่นดนตรีเอง กับอีกช่วงที่ใส่มัลติมีเดียแบบจัดเต็ม เป็นการเต้นแนวโมเดิร์นสลับการเล่าเรื่องราวผ่านจอหนัง ผมได้ลงไปเต้นระบำกับเขาทั้ง 2 รอบ ไปคราวนี้ผมเข้าใจสเต็ปการเต้นดีขึ้น ผมว่าคล้ายๆ รำวงบ้านเราครับ ท่าไม่ยากเกินไป เดินไปเต้นไปร่วมกับนักแสดง
และสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับผม คือได้ไปดูโชว์ KAMUY LUMINA การแสดงแบบใหม่ที่เป็น Walk Rally ในป่า ต้องถือไม้เท้าที่มีแสงและเสียง มีเพลงไอนุให้ฟังตลอดทาง (ผมฟังจนคิดว่าเพราะในที่สุด) โชว์นี้เป็นโชว์ท่ามกลางความมืด เหมาะที่จะไปกันเป็นครอบครัว สนุกและตื่นเต้น ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยเดินไปตามทางแล้วหยุดที่แต่ละสถานี จะมีภาพฉายขึ้นที่ต้นไม้ ฟังเรื่องราวแล้วทำตามคำสั่ง เช่น ให้กระทุ้งไม้เท้าลงกับพื้นตามจังหวะ ส่วนเนื้อหาจะเกี่ยวกับความรักสัตว์และธรรมชาติของชาวไอนุนั่นเองครับ…เขียนอธิบายคงไม่สามารถเทียบเท่ากับได้เห็นของจริงนะครับ



ผมกลับไปฮอกไกโดคราวนี้ได้รับวัฒนธรรมไอนุแบบเต็มๆ ทั้งกิน เที่ยว ชมงานศิลปะ ชมการแสดง เต้นระบำ ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาเข้านอน ถ้าใครอยากตามไปศึกษาและเยี่ยมชมวัฒนธรรมไอนุ ลองใส่ชื่อเมืองที่ผมลงไว้และพิมพ์คำว่า Ainu จะมีสถานที่ขึ้นมา คราวนี้ท่านจะได้เห็นความสวยงามของชนพื้นเมืองที่ไม่เหมือนใครในประเทศญี่ปุ่นครับ.
..........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
หนังสือเด็กก้อนเมฆ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 191