อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562

เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ทหารกับการใช้สื่อสร้างภาพลักษณ์

สัปดาห์นี้ไปดูการสร้างลักษณ์ที่ดีของทหารผ่านการ "ประชาสัมพันธ์" จากการจัดทำสารคดีเกี่ยวกับสงครามในประเทศไทย หวังเข้าใจประวัติศาสตร์ ปลุกใจรักชาติ พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ หลายคน และเห็นจากมุมคนในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คหลายคน มีความรู้สึกว่า “คนเดี๋ยวนี้ไม่ชอบทหาร” ถามว่าด้วยสาเหตุอะไร คำตอบหลักๆ คือ “ทหารเข้ามายุ่งการเมืองมากไป” เขาบอกว่าให้ไปดูหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ทหารถอยทัพกลับเข้ากรมกองไปอย่างเรียบร้อย จนกระทั่งมาปี 2549 ทหารกลายเป็นภาคองค์กรหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทอิทธิพลต่อการเมืองอย่างมาก ทั้งที่เขาว่า นานาประเทศอารยะทั้งหลาย ทหารไม่ยุ่งการเมือง

เมื่อเรื่องการเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ ในช่วงที่มีรัฐบาลทหาร การใช้งบต่างๆ ของทหารก็จะถูกประชาชนเพ่งเล็งมากขึ้น ยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารเติบโตขึ้นมากเท่าไร ก็มีการแพร่กระจายข่าวสารในเชิงวิพากษ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความ “ไม่น่าจะชอบธรรม” โดยเฉพาะมีการตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยจะไปสู้รบปรบมือกับใครเหรอ ถึงได้มีการสั่งซื้อยุทโธปกรณ์มากขนาดนี้ ทีกับเรื่องสวัสดิการบางอย่าง เช่นแก้น้ำท่วมยังต้องขอบริจาค”

และเรื่องการตรวจสอบภายในองค์กรทหารกันเอง ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เหมือนแดนสนธยา” ที่หน่วยงานตรวจสอบแตะไม่ได้ เพราะเหมือนเป็นวัฒนธรรมในกลุ่มเขา มีอะไรจัดการกันเองไม่ให้ภาพลักษณ์เสียหาย หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการใช้อำนาจของทหารในพื้นที่ 3 จังหวัดมันมีปัญหาหรือไม่ แต่ไม่เคยเห็นเป็นข่าว หรือกระทั่งหากเกิดการ “ซ่อม” พวกทหารเกณฑ์หรือนักเรียนเตรียมทหารจนตาย การตรวจสอบก็ไม่เป็นข่าวดังนัก



การสื่อสารของทหารที่หลายๆ คนไม่ชอบ คือการ “สั่งให้เชื่อเราสิ เพราะเราดูแลเรื่องความมั่นคง” เอาง่ายๆ ไม่ต้องใครไกล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมนี่ ชอบพูดในเชิงให้สังคมเชื่อทหาร หรือให้สังคมเห็นคุณค่า (กระทั่งบุญคุณ) ของทหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆ รอบ แบบฟังกันจนเอียนไปข้าง และพอเป็นรัฐบาลที่นายกฯ เป็นทหารแบบนี้ พอมีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายการเมืองที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล กองทัพก็ออกมาปราม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ท่าทีของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ก็เป็นที่วิจารณ์กันกระหึ่มแล้ว กับการพูดในเชิงมีกลุ่มแนวคิดคอมมิวนิสต์ (หรือพวกฝั่งซ้าย) ที่ยังถ่ายทอดอุดมการณ์ตัวเองผ่านการเป็นนักวิชาการหรือ master mind ผ่านพรรคการเมืองที่ตอนนี้พรรคแตก ตัวนายไม่อยู่ไทย  และผ่านพรรครุ่นใหม่ที่เป็นพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” คือเป็นเด็กโดนตามใจจนเสียคน และพวกนี้มีปัญหาต่อความมั่นคง สังคมควรจะฟังหรือไม่



ก็มีคนโยงไปอีกว่า การออกมาพูดมันจังหวะประจวบเหมาะมากกับกรณีที่จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 การออกมาพูดเป็นการ “ขู่หรือตีกัน” ไว้ก่อนหรือเปล่าว่า “อย่าแตะงบความมั่นคง” อีกทั้งพรรคที่บิ๊กแดงกล่าวถึง ก็เป็นพรรคที่มีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปกองทัพอยู่ อย่างเรื่องลดอัตรากำลังพลที่ไม่จำเป็น ลดการซื้ออาวุธ กระทั่งยกเลิกระบบเกณฑ์ทหารเอาแค่ที่สมัครใจ

แล้วก็ประจวบเหมาะไปอีกว่า ปรากฏรูปนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไปถ่ายรูปคู่โจชัว หว่อง แกนนำม็อบแยกฮ่องกงจากจีน ทำให้ทางสถานทูตจีนออกมาแสดงท่าทีไม่ค่อยจะเอนจอยเท่าไร ก็เลยออกๆ จะเป็นการปรามว่า “อย่าไปทำอะไรให้กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” มีคนงงแบบตลกร้ายว่า ไหนบอกกลัวคอมมิวนิสต์แต่ไปหนุนจีน ก็ต้องบอกว่า มันเป็นอิทธิพลจากทุนนิยม ไทยจีนค้าขายกันตั้งเท่าไรล่ะต่อปี

ท่าทีของทหารที่ออกมาในช่วงหลังๆ ที่คนมองว่า “แทรกแซงการเมือง” ทำให้คนยิ่งไม่ชอบทหาร และมีโอกาสกลายเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งในสังคมอีกรอบ (จากที่ของเก่าก็ยังปรองดองกันไม่ค่อยจะรอดอยู่แล้ว) คราวนี้แบ่งฝ่ายเป็นคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า จากที่เขาว่าเดิมช่วงม็อบสีเสื้อนั้นแบ่งฝ่ายระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง วาทกรรมสร้างความแบ่งฝักฝ่ายเริ่มมีมากขึ้น ผสมกับข่าวปลอมที่มีมากในยุคโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเฟื่องๆ นี้เข้าไปอีก

การสื่อสารของทหารก็เป็นที่น่าเห็นใจอยู่บ้าง ตรงที่ความมั่นคงหลายๆ เรื่องมันเป็นชั้นความลับ อย่างเช่นจะให้แบไต๋ออกมาหมดว่าเราซื้ออาวุธแค่ไหน ใช้ที่ไหน ความจำเป็นอย่างไร มันก็พูดไม่ได้มันรู้เราไม่รู้เขากันหมด ยุทโธปกรณ์มันเป็นครุภัณฑ์เพื่อเตรียมการหากมีสถานการณ์ แต่คนก็ไม่ชอบการที่ทหารไม่พยายามประนีประนอมทำความเข้าใจกับหลายๆ เรื่อง คนรุ่นใหม่ๆ ยิ่งสั่งให้เชื่อให้ทำตามเขายิ่งตั้งคำถามยิ่งต่อต้าน เลยมีการใช้การประชาสัมพันธ์ช่วย

ขอใช้คำว่า “ประชาสัมพันธ์” ดีกว่า เพราะ “โฆษณาชวนเชื่อ” มันดูแรงไป มันถึงขั้นล้างสมอง เรื่องการประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจคือการใช้สื่อในลักษณะสื่อบันเทิงหรือสารคดีที่เปิดรับง่าย เมื่อวันที่ 11 ต.ค. มีข่าวว่า นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า นายกฯ ได้สั่งให้กระทรวงวัฒนธรรมร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำสารคดีเกี่ยวกับสงครามในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจประวัติศาสตร์ ปลุกใจให้รักชาติ



และแน่นอนว่า สารคดีเกี่ยวกับสงคราม ก็ต้องเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ทหารนั่นแหละ โดยจะทำสารคดีเกี่ยวกับพันธกิจของทหารไทยตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา และไม่ได้กำหนดว่าต้องเสร็จเมื่อไร แต่เมื่อเสร็จ อาจใช้วิธีเผยแพร่ในสถานศึกษา หรือใช้โทรทัศน์ทหารช่อง 5 ก็ได้ หรือกระทั่งฉายให้ประชาชนดูฟรีตามโรงภาพยนตร์ โดยนายอิทธิพลเริ่มสั่งเก็บข้อมูล อาจต้องสัมภาษณ์จากคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่ยังอยู่ และช่วยฝังอุดมการณ์รักชาติ

จริงๆ ช่อง 5 ก็มีการทำละครที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของทหาร ของความรักชาติรักแผ่นดินอยู่ แต่ไม่รู้ว่าใครจะดูมากน้อยแค่ไหน เพราะดูอ่อนการประชาสัมพันธ์เหลือเกิน ที่เคยเปิดไปบังเอิญเจอก็เรื่อง “นายร้อยสอยดาว” และเห็นว่าเตรียมจะออกอากาศอยู่ก็เรื่อง “เลือดสุพรรณ” และคงมีละครแนวๆ “อานุภาพแห่งความเสียสละของทหาร” แบบนี้ออกมาเรื่อยๆ ช่องอื่นก็ใช่ว่าจะไม่ทำ พวกละครเถา (แปลว่าเรื่องมันต่อๆ กัน) ก็มีแนวสุภาพบุรุษในเครื่องแบบอยู่

ซึ่งถามว่าจะได้รับการตอบรับตามเป้าประสงค์ไหม ? ลองคุยกับหลายๆ คนเขาก็บอกว่า “มันก็ยัดเยียดน่ะ” คือให้ดูก็คงไม่ดู ยกเว้นบังคับ เช่นเด็กต้องดูไปทำข้อสอบ เพราะอย่างว่าคือภาพลักษณ์ของทหารในยุคนี้มันยังเป็นเชิงลบที่คนมองว่าเข้ามายุ่งการเมืองเกินไป แตะต้องไม่ได้ (เช่นกรณีไล่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน) พอลดอคติที่มีอยู่ไม่ได้ คนก็ไม่เปิดรับแล้วพาลจะเบ้ปากเอาว่าโฆษณาชวนเชื่ออีกแล้ว

โจทย์ใหญ่กว่าการทำสื่อแนวนี้ คือเรื่องการสร้างอุดมการณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติอย่างไรก่อน และคนจะรักชาติเอง เหมือนประเทศจีน มีปัญหาคนจีนโดนเหยียดพร้อมใจกันแบนคนเหยียด แต่เมืองไทยนี่เหมือนว่าต้องดูก่อนใครเสรีนิยม ใครสลิ่มแล้วค่อยเข้าข้าง บอกจะทำปรองดองมาห้าปี แต่มาวันนี้ปัญหาความแตกแยกดูน่ากลัวหนักกว่าเดิมอีก มันคงต้องเริ่มจากการไม่ชี้หน้าว่าอุดมการณ์ไหนผิดถูก และรับฟัง เปิดใจกัน

ซึ่งมันเป็นวิธีการที่ยากอยู่ แต่ถ้าจะทำให้ “แผ่นดินที่งดงามคืนกลับมา” ตามเพลง ก็ต้องทำให้ได้.
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    57%
  • ไม่เห็นด้วย
    43%

บอกต่อ : 213