อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562

ศักยภาพการแข่งขัน'ร่วง' สัญญาณเตือนไทยกำลังลำบาก

สัปดาห์นี้สะท้อนดัชนีความสามารถในการแข่งขัน ปี 62 ร่วง 2 อันดับ จุดอ่อนเรื่องคอรัปชั่น ส่งสัญญาณเตือนจะนิ่งเฉยไม่ได้ พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ช่วงนี้ดูเหมือนว่าสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยออกมาในด้านลบเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่พุ่งกระฉูด การส่งออกติดลบ การท่องเที่ยวแม้จะไม่เลวร้ายแต่ก็ไม่ได้เพริศแพรวดั่งที่คิด อันเนื่องมาจากค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ล่าสุดก็มีสัญญาณเตือนให้รู้ว่าขีดความสามารถของไทยเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ “เวิร์ลอีโคโนมิกส์ฟอรัม” ได้รายงานดัชนีความสามารถในการแข่งขัน ประจำปี 2562 ระบุว่า ปีนี้ไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 40 จากทั้งหมด 141 ประเทศโดยลดลงจากอันดับที่ 38 ในปีที่แล้ว แต่ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 67.5 คะแนนในปีที่ผ่านมาเป็น 68.1 คะแนนในปีนี้ แสดงให้เห็นว่าศักยภาพการแข่งขันของไทยเวทีโลกเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย โดยมีคะแนนเพิ่มแค่ 0.6คะแนน แต่อันดับร่วงจากเดิม 2 อันดับก็สะท้อนว่า การพัฒนาศักยภาพยังคงต้วมเตี้ยมค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ

ในรายงานยังระบุอีกว่า ไทยมีจุดแข็ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ด้านสาธารณสุข และด้านระบบการเงินที่ดี ทั้ง 4 ด้านนี้ได้ 85 คะแนนขึ้นไปจากเต็ม 100 คะแนน แต่ก็ยังคงมีจุดอ่อนไม่น้อยกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพแวดล้อมของหน่วยงานที่มีการคอร์รัปชั่นเพิ่มสูงขึ้น ด้านการแข่งขันภายในประเทศ เนื่องจากตลาดภายในประเทศถูกผูกขาดโดยทุนขนาดใหญ่ไม่กี่ราย ทำให้ภาคธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถเติบโตและขยายธุรกิจได้ยาก เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไทยก็กังวลเช่นกัน



ขณะที่ ด้านทักษะแรงงานที่สะท้อนออกมาจากการขาดทักษะรอบด้านของผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา รวมถึงการขาดการฝึกทักษะในการคิดวิเคราะห์ (critical thinking) ซึ่งแต่ละด้านได้เกิน 50 คะแนนเล็กน้อย และสุดท้ายที่ได้คะแนนต่ำสุดคือด้านความสามารถทางนวัตกรรมที่ได้เพียง 43.9 จาก100 คะแนน เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง เพราะยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ในการหารายได้เข้าประเทศ จากผลคะแนนที่ออกมาหน่วยงานที่เกี่ยวต้องเหนื่อยแน่ๆ

แต่ต้องแสดงความยินดีกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งสิงคโปร์และเวียดนาม โดยในรายงานดังกล่าวระบุ “สิงคโปร์” สามารถโค่นแชมป์เก่าอย่างสหรัฐอเมริกา และก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันอันดับที่ 1 ของโลกได้ในปีนี้ด้วยคะแนน 84.8 คะแนนจาก 83.5 คะแนนในปี 2018



ขณะที่เวียดนามก็ไม่น้อยหน้าและกำลังเป็นดาวรุ่งแห่งอาเซียนที่เริ่มหายใจรดต้นคอไทยใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แม้ว่าจะได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 67 ในปีนี้ แต่เป็นประเทศที่มีการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันอย่างก้าวกระโดดมากที่สุดในโลก โดยสามารถก้าวขึ้นมาได้ถึง 10 อันดับจากอันดับที่ 77 ในปี 2018 อีกด้วย

ดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของประเทศ เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุน เข้ามาทำมาค้าขาย ซึ่งจุดอ่อนของไทยที่ไทยได้คะแนนค่อนข้างต่ำอย่างเรื่องคอรัปชั่นเป็นสิ่งที่นักลงทุนบางประเทศเขาให้ความสำคัญอย่างมาก เอกชนบางประเทศประกาศเลยว่าจะไม่ลงทุนในประเทศที่มีปัญหาคอรัปชั่น

หรืออย่างกรณีที่แรงงานขาดทักษะ ขาดการคิดวิเคราะห์ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจนักลงทุน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ที่น่าห่วงที่สุดและถือว่าเป็นข้อเดียวที่สอบตก นั่นคือ เรื่องนวัตกรรม ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมน้อยมาก

รายงานดังกล่าวคล้ายจะส่งสัญญาณเตือนไทยว่า จะนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องเร่งปฏิรูปอะไรก็ตามที่เห็นว่าเป็นตัวขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มิเช่นนั้นอีกไม่นานเวียดนามคงจะแซงไทยได้ไม่ยาก ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศเวียดนามเอาจริงเอาจังในการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายที่รื้อใหม่ทั้งหมดเพื่อลดขั้นตอนในการขอรับการส่งเสริมการลงทุน เอาจริงเอาจังกับการทุจริตคอรัปชั่น จะเห็นว่าที่ผ่านมามีบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องติดคุกเพราะใช้หน้าที่ในการหาผลประโยชน์ แม้แต่รัฐวิสาหกิจเวียดนามก็ปฏิรูปสำเร็จมาแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คะแนนพุ่งพรวด

ตรงข้ามกับไทยที่ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมาไม่รู้กี่คณะ แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า มีคณะกรรมการชุดต่างๆมากมายเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคการค้าการลงทุน มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไม่รู้ว่ากี่ชุด แต่จนถึงวันนี้ทุกอย่างเงียบหายไปกับสายลม จะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจก็ถูกเอ็นจีโอ.สหภาพฯต่อต้าน

จึงไม่แปลกใจที่ประเทศไทยไปไม่ถึงไหนเสียที แต่รายงานฉบับนี้เหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าขืนไม่ทำอะไร เราคงไม่มีที่ยืนบนเวทีโลก.
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 150