อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562

สารพันปัญหาวันนี้ เรากำลังอยู่ในโลกที่ไม่น่าอยู่?

สัปดาห์นี้ไปดูสารพันปัญหาจนอยากตั้งคำถาม เรากำลังอยู่ในโลกที่ไม่น่าอยู่? เราแค่อยากมีชีวิตที่ดี แต่ถ้าสุดกลั้นก็อาจระเบิดได้ พฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ช่วงนี้มีข่าวที่มันทำให้เราอยากตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ ตั้งแต่เรื่อง กอ.รมน.ฟ้องเอาผิด 7 พรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการตาม ป.อาญา ม.116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก  เนื่องจากไปพูดในพื้นที่ภาคใต้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และมีเนื้อหาบางตอนที่อ่อนไหว ไปพูดในพื้นที่ที่อ่อนไหว   คือพูดถึงมาตรา 1 เกี่ยวกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในรัฐไทย  เขาเกรงจะกระทบความมั่นคง  แต่คนก็สงสัยว่า “มีการเมืองเบื้องหลังหรือไม่”

ฝ่ายค้านก็ไม่ยอม สู้กลับโดยแจ้งความกลับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ( กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ในข้อหาหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ ทาง กอ.รมน.เขาก็บอกก็สู้กันไป ตามกระบวนการศาลแล้วกัน แต่ขณะเดียวกัน ในกระบวนการศาลก็ถูกตั้งคำถามขึ้นมาในช่วงไล่เลี่ยกันอีก ว่า ถูกแทรกแซง ชี้นำ ครอบงำหรือไม่



จากกรณีที่นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ถ่ายคลิปยิงตัวเองในศาล พร้อมออกแถลงการณ์ยาวเหยียดที่ทำให้เชื่อว่า “มีกระบวนการแทรกแซงการพิพากษา” กลายเป็นคำขวัญติดปากคนในขณะนี้ไปเลยว่า “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน” ซึ่งเรื่องนี้ทางนายไศลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาได้ตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว โดยรายงานคณะกรรมการตุลาการใน 15 วัน

เอาแค่สองเรื่องนี้ มันทำให้เรารู้สึกเหมือน “ประเทศมันไม่น่าอยู่” เพราะมันรู้สึกมีอะไร “หมกเม็ด” อยู่หลายเรื่องที่เป็นเรื่องของกลุ่มผู้มีอำนาจ ประชาชนเองก็ได้แต่มองตาปริบๆ ไป พูดอะไรไม่ค่อยจะได้ ความไม่ชัดเจนอะไรทำให้คิดกันไปต่างๆ นานาว่า “ความจริงเบื้องหลังมันเป็นอย่างไร” ยิ่งเรื่องศาล ระบบเขารักษาเกียรติยศ การสอบอะไรก็ไม่ได้จะให้เปิดเผยชัดนักในขณะที่คนมีคำถามเรื่องนี้เต็มหัวไปหมด แต่ก็ต้องรอผลสอบออกมาชัด



ความไม่เปิดเผยที่ทำให้คิดกันไปต่างๆ นานา พอมีอินเทอร์เนตเข้ามา มันก็เกิด “ทฤษฎีสมคบคิด” เต็มไปหมด บ้างก็ว่าผู้พิพากษาคนที่ยิงตัวเองนั้นฝักใฝ่พรรคอนาคตใหม่ ( อนค.) และ “หาทางช่วย” ในช่วงที่พรรคกำลังโดนมรสุมเรื่องคดียุบพรรค หรือคดีหุ้นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค. พอถามว่า “ใครมันจะลงทุนเพื่อสนองการเมืองขนาดนั้น” ก็โดนไล่ให้ไปดูว่าเมืองนอกเขาก็มี เคยได้ยินไหม suicide bomb ระเบิดพลีชีพ

สังคมนี้มันมีอะไรที่พูดกันไม่ได้ โดยมีการใช้อำนาจกดทับไว้มากเกินไปหรือเปล่า ? อันนี้ก็แล้วแต่จะคิดกัน เราว่ากันว่า สื่อมวลชนประเทศนี้ชอบทำข่าวอะไรไร้สาระ พริตตี้ดื่มเหล้าตายก็เป็นข่าวยาว เสี่ยกำมะลอหลอกสาวแต่งงานทิ้งหนี้ไว้ให้ 6 ล้าน ก็เป็นข่าวต่อเนื่องหลายวัน แต่นั่นคือข่าวของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจ ซึ่งสื่อก็เล่นกันเต็มที่ แต่พอเป็นข่าวที่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจ บางทีมันก็มีการเลือกเซนเซอร์ เลือกระวังตัวเอง กลัวผลกระทบ





สังคมที่คนตั้งคำถามกับอะไรไม่ได้ ตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจไม่ได้ สงสัยอะไรไม่มีคำตอบ มันทำให้เกิดภาวะความคับข้องใจ บางครั้งมันเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่ข้างในใจ รอวันประทุ รอวันระเบิดขึ้นมาเมื่อเราเริ่มจะเห็นว่า “มันมีความไม่ยุติธรรม” โดยเฉพาะในเด็ก วัยรุ่นรุ่นใหม่ๆ การตั้งคำถาม การวิพากษ์กับสังคม กับวิธีคิดอะไรก็มีมากขึ้น เพราะการเสพสื่อที่มีมากขึ้น ทำให้เด็กเหล่านี้รู้ว่า “โลกมันมีอีกด้านหนึ่งให้คิด” และเลือกที่จะเชื่ออุดมการณ์ฝั่งไหนก็ได้

จะว่าไป ช่วงนี้ก็มีหนังที่มีคนบอกว่า “น่าจะเข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้” คือคนที่โดนสังคมกดดัน โดนสังคมเปลี่ยน จากคนที่อยากใช้ชีวิตปกติธรรมดาๆ กลายเป็นคนอีกแบบหนึ่งที่กลายเป็นขั้วตรงข้ามไปเลย หนังเรื่องนั้นคือเรื่อง Joker ที่วาคีน ฟีนิกซ์ แสดงนำ เข้าฉายอยู่ขณะนี้ จะเล่าเรื่องนี้ก็คิดว่าคงไม่ spoiled เพราะนี่ก็ยังไม่ได้ดู ค่าที่มีคนขู่เหลือเกินว่า หนังมันตึงเครียด จมจ่อมมาก สำหรับคนที่จิตใจอ่อนไหวหรือมีภาวะซึมเศร้าไม่ควรดู

ขนาดในอเมริกาเขายังเตือน ว่า ระวังจะดูแล้วรู้สึกโลกไม่สวย อยากจะใช้ความรุนแรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา เขายกกรณีที่ตอนหนังเรื่อง batman : the dark knight เข้าฉายที่มี Jokerเป็นตัวร้ายเหมือนกัน  ก็เคยเกิดกรณีกราดยิงในโรงหนังมาแล้ว ..นี่ก็เห็นขู่กันเยอะจนชักจะไม่กล้าไปดู แต่อ่านผ่านๆ พอเข้าใจแก่นเรื่องอยู่ว่า “สังคมกดดันทำให้คนกลายเป็นปีศาจได้อย่างไร” หรือขณะเดียวกัน “สังคมสามารถกระทำความรุนแรงต่อคนเราได้อย่างไรบ้าง”



หนังที่ว่าด้วยแนวคิดแบบนี้ เอาจริงมันก็มีมาเรื่อยๆ ที่สังคมทำให้คนธรรมดาเปลี่ยนไปเลวร้ายขึ้น อย่างในเกาหลี เรื่องที่ดังก็ peppermint candy งานกำกับชิ้นแรกๆ ของผู้กำกับอีชางดอง หรือหนังไทยที่น่าจะเรียกๆ ว่า คลุมๆ กับแนวคิดได้ ก็อย่างทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น ของ มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ( กระทั่งคำพิพากษา จากบทประพันธ์ของชาติ กอบจิตติ ก็น่าจะใช่ ) ที่คนธรรมดาๆ คนปกติ ไม่อาจสู้กับคนที่มีอำนาจได้

เรามาดูๆ ในสังคมไทยกันว่า มันมีหลายคำถามที่เรารู้สึกว่า เราไม่ได้รับคำตอบที่มันน่าจะฟังขึ้นเลย ตั้งแต่เรื่องการออกแบบรัฐธรรมนูญ ระบบเลือกตั้ง ที่จะต้องให้มีบทเฉพาะกาลให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ทำไม  5 ปี ถามผู้มีอำนาจก็อ้างแค่ว่า “เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง” เพราะเขาเพิ่มอำนาจ ส.ว.ไง..ที่ให้ติดตามการทำงานของรัฐบาลว่า เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศหรือไม่

เราได้ระบบการเลือกตั้งที่คิดคะแนนแบบเอื้ออาทร ที่เชื่อหรือไม่ว่า จนวันนี้ยังมีคนที่งงกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเราได้ “คนหน้าเดิม” มาเป็น ส.ว. จากการเลือกของ คสช. ซึ่งหลายคนเขาเบะปาก รู้สึกเหมือนโดนดูถูกสติปัญญามาก ที่ก่อนเลือกนายกฯ ส.ว.บอกว่ามีความเป็นกลางและมีดุลยพินิจเอง ถ้าโลกสวยพอจะเชื่อก็แล้วแต่ แต่ถ้าไม่ก็ทำให้เกิดความคิดกันไปว่า “ใครมันจะไม่รับรองให้คนที่เลือกตัวเองมามีตำแหน่งใหญ่”



พอได้นายกฯ คนเดิมมา ก็เกิดเสียงโจมตีเรื่องนายกฯ มักจะกล่าวอะไรที่ออกมาในเชิง “ไม่น่าจะเป็นคุณ” เช่นเรื่องคนไทยไม่ค่อยใช้ google บ้างล่ะ หรือวิพากษ์วิจารณ์คนรุ่นใหม่ในเชิงลบ กระแสความไม่พอใจก็ว่อนในอินเทอร์เนตเต็มไปหมด แถมเรื่องเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี ก็ถูกครหาว่า เลือกคนที่อาจมีคุณสมบัติด่างพร้อย ..หรือเร็วๆ นี้ก็มีข่าวให้คนตั้งคำถามกันอีกว่าเกิดอะไรขึ้นที่อยู่ๆ ตำรวจหลายร้อยคนลาออก มันคือ “สัญญาณ” อะไรหรือเปล่า

ความไม่พอใจต่างๆ มันมีความสะสมขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากความไม่รู้ เพราะบางปัญหาไม่ได้ถูกคลี่คลายมาอย่างจริงจัง หรือถูกคลี่คลายออกมาแบบ “ค้านสายตา” ซึ่งมันมีโอกาสที่จะยิ่งเพิ่มแรงกระเพื่อมใน “คลื่นใต้น้ำ” แบบที่ถึงวันนึงอาจเอาประชานิยมมากลบกระแสไม่อยู่ และกลายเป็นที่น่าคิดว่า “วันหนึ่งไทยจะเหมือนฮ่องกงหรือไม่” ที่คนรุ่นใหม่รวมตัวกันเคลื่อนไหวบนท้องถนนไปเลยมากกว่าการตั้งคำถามในโซเชี่ยลมีเดีย

คนเราก็แค่อยากใช้ชีวิตที่ดี แต่ภาวะสะสมความขุ่นข้องหมองใจก็ทำให้เกิดแรงระเบิด.
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 223