อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562

มังกรแดงสู่ทศวรรษที่8 ยืนหยัด"สังคมนิยมแบบจีน"

ว่ากันว่าหนึ่งในความใฝ่ฝันอันสูงสุดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มีต่อจีน คือการ “สร้างชาติใหม่” ให้เป็นแผ่นดินที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ภายในปี 2592 แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ต้องการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่” ในเวลาเดียวกัน อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 09.30 น.

ว่ากันว่าหนึ่งในความใฝ่ฝันอันสูงสุดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มีต่อจีน คือการ “สร้างชาติใหม่” ให้เป็นแผ่นดินที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ภายในปี 2592 ซึ่งจะเป็นปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบ 100 ปีพอดี หลังอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ของจีนอีกครั้ง แต่จะเป็นในทางการเมืองมากกว่า นั่นคือการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ครบรอบ 100 ปี ในปี 2564 แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ต้องการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่” ในเวลาเดียวกัน

หลังผ่านพ้นยุคของประธานเหมา เจ๋อตง “บิดาแห่งชาติ” ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมที่บริหารโดยพรรคคอมมิวนิสต์ จีนเผชิญกับช่วงเวลาวุ่นวายและยากลำบากในทุกด้าน ก่อนเข้าสู่ยุคสมัยแห่ง “การปฏิรูปและการเปิดประตูสู่โลกภายนอก” อย่างจริงจัง ด้วยนโยบาย “ก่ายเก๋อไคฟ่าง” ซึ่งก็คือแผนยุทธศาสตร์ “การเปิดประเทศและการปฏิรูป” ตามแนวทางที่ริเริ่มโดยนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ และอดีต รมว.การคลังของจีน ซึ่งได้สร้าง “จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์” ที่ชาวจีนยกให้เป็น “การปฏิวัติครั้งที่สอง” ต่อจากการปฏิวัติครั้งใหญ่ทางวัฒนธรรมในสมัยของประธานเหมา แต่แผนยุทธศาสตร์ของนายเติ้ง เสี่ยวผิง ได้เป็นพื้นฐานในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องให้แก่จีน และเป็นพัฒนาการที่ไม่มีทางหยุดยั้งได้โดยง่าย จากการที่ผู้นำจีนรุ่นหลังสานต่อและบูรณาการแนวคิดของนายเติ้ง เสี่ยวผิง ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
“ความเป็นสังคมนิยม” ของจีนในระยะหลังเรียกได้ว่า “เป็นแบบเฉพาะตัว” มากขึ้น ชัดเจนในด้านเศรษฐกิจที่มีความเป็นทุนนิยมมากขึ้น แม้อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ “เศรษฐกิจสังคมนิยมแบบจีน” ทั้งที่มีกฎระเบียบควบคุมอย่างเคร่งครัดตามแบบฉบับของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่จีนกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงตามเมืองใหญ่เฉพาะกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ หรือเมืองเซินเจิ้นซึ่งกำลังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศในอนาคต และ “การเปิดรับ” ตามแบบฉบับของจีน ตอนนี้บนถนนในย่านใจกลางเมืองใหญ่มีรถยนต์ราคาแพงแล่นกันขวักไขว่ และร้านค้าหรูสัญชาติตะวันตกต้องเปิดสาขา หรือออกผลิตภัณฑ์สำหรับจำหน่ายที่ตลาดจีนโดยเฉพาะ ซึ่งในทางทฤษฎีเมื่อจำนวนประชากรมาก กำลังซื้อสูงย่อมมากตามไปด้วย



อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าตอนนี้จีนจะพัฒนาทุกตารางนิ้วของประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลและประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ให้เข้าถึง “ความเจริญแบบสังคมนิยมได้” จีนมีจุดเริ่มต้นจากการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่มีชนกรรมาชีพเป็นกำลังหลัก และอาชีพหลักของชาวจีนจำนวนมากยังขึ้นอยู่กับการเกษตร แต่รัฐบาลสามารถนำความเจริญทางเทคโนโลยีจากตะวันตกเข้ามาบูรณาการกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและคุณภาพของผลผลิต ควบคู่ไปกับการสรรค์สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมขึ้นมาด้วยตัวเอง จริงอยู่ที่ในหลายกรณีการได้มาซึ่งวัตถุดิบหรือวิธีการในการพัฒนานั้นต้องใช้ “การแย่งชิง” แต่ว่ากันตามสัจธรรมเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของการแข่งขันเพื่อการพัฒนาอยู่แล้ว หากต้องการให้ประเทศก้าวขึ้นสู่ความเป็นใหญ่ ผู้นำ “คิดการใหญ่ใจต้องนิ่ง” และ “มองการณ์ไกล”

ผ่านมาแล้ว 70 ปี ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 8 หลังการปฏิวัติ จีนยังคงเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ในสายตาของผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลกไม่ได้มองเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐมองจีน “เป็นภัยคุกคาม” ในแทบทุกด้านยิ่งกว่ารัสเซียเสียอีก ในสายตาของทรัมป์ถือว่าจีนเป็นคู่แข่ง ทุกด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจที่สหรัฐขาดดุลการค้ามาตลอด ความเป็น นักธุรกิจของทรัมป์คือการจุดชนวนสงครามการค้าด้วยมาตรการ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” ด้วยการตั้งกำแพงภาษี ที่กลายเป็นการปลุกกระแสชาตินิยมของชาวจีนในทันที ที่หลังจากถูกกดขี่ข่มเหงจากกลุ่มประเทศซึ่งเรียกตัวเองว่ามหาอำนาจมายาวนาน เมื่อพัฒนามาถึงจุดนี้ได้ จีนไม่เกรงกลัวที่จะแลกเช่นกัน และด้วยสัญชาตญาณของการเป็นพ่อค้าเรือสำเภาที่อยู่ในสายเลือด จีนย่อมทราบดีว่าทรัมป์เป็นคนที่อารมณ์ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจได้ตลอดเวลา การยื้อเกมสงครามการค้าให้ยาวนานที่สุดน่าจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จีนกำลังเลือกใช้ ในขณะที่จีนใช้ช่วงเวลานี้เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของตัวเองให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการทหารและนโยบายที่เกี่ยวข้อง สหรัฐและจีนเป็นคู่แข่งและคู่ต่อสู้กันมายาวนาน แม้ไม่ได้สู้รบปรบมือกันเองโดยตรง แต่เป็นเรื่องของ “เกมสงคราม” ที่รัฐบาลวอชิงตันใช้มาแล้วหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ ที่คู่พิพาทกับรัฐบาลปักกิ่งคือหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้ามา “กวนน้ำให้ขุ่น” ของสหรัฐ ถือเป็นบททดสอบความอดทน การรับมือกับความท้าทาย และการแก้ไขภาวะวิกฤติของจีน ในเวลาเดียวกับการรักษาสมดุลอำนาจและความสัมพันธ์กับประเทศคู่กรณีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศก็คือสังคมขนาดใหญ่ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง การแสวงหาผลประโยชน์ การเอาตัวรอดและความได้เปรียบเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองหรือผู้บริหารประเทศต้องเป็น “ผู้นำ” พาพลเมืองที่ดูแลอยู่ทั้งหมดให้ก้าวไปข้างหน้าให้ได้ เหมือนปัจเจกบุคคลที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ก้าวถอยหลัง

ตามประวัติศาสตร์ถือว่าจีนเป็นหนึ่งในอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดของโลก ด้วยอารยธรรมที่ยาวนานกว่า 5,000 ปี และในฐานะ “จีนใหม่” จีนก็สามารถเดินทางมาไกลมาก อีก 1 ทศวรรษนับจากนี้จีนยังคงมีเรื่องมากมายให้แก้ไข ให้เผชิญหน้าและพัฒนา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่ชะลอตัวด้วยผลกระทบจากการสู้รบทางเศรษฐกิจ สงครามเทคโนโลยี และสงครามการเมืองที่รวมถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั้งในทิเบตและซินเจียง ที่ตะวันตกจะเพิ่มแรงกดดันจีนต่อไป เพื่อหวังสร้างอาการสะดุดในการพัฒนาด้านอื่น นอกเหนือจากสถานการณ์ที่ “ใครก็ไม่รู้” จุดชนวนจนติดแล้วในฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษอันยาวนานที่ผ่านมา หรือแม้แต่ย้อนกลับไปนานกว่านั้นก่อนเป็น “จีน” ในแบบทุกวันนี้ จีนใช้กลยุทธ์แบบ “หลี่ไต้เถ้าเจียง” หรือ “ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ” ที่หมายถึงเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้จีนลุกขึ้นมาได้จนตะวันตกเกรงอกเกรงใจมากขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

ในวันที่ 1 ต.ค. 2572 จะเป็นช่วงเวลาแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบ 80 ปี บุคคลที่ยืนกล่าวสุนทรพจน์จากจุดที่เรียกว่า “ประตูสันติภาพแห่งสรวงสวรรค์” ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ประธานเหมา เจ๋อตง ประกาศชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์เหนือกองกำลังของนายเจียง ไคเช็ก และสถาปนา “จีนใหม่” ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2492 อาจยังคงเป็นประธานาธิบดีที่ชื่อสี จิ้นผิง คนเดิม แต่จีน ณ เวลานั้น จะเปลี่ยนแปลงไปจาก 7 ทศวรรษที่ผ่านมา นี้มากเพียงใด จะมีการปฏิรูปอะไรใหม่หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม.

----------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 23