อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562

"อาหารเสริมรักษาเบาหวาน มีจริงหรือ?"

การรักษาเบาหวาน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ การรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมซึ่งประกอบด้วยการควบคุมอาหารการออกกำลังกาย และการรักษาด้วยยา มีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาล และลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานส่วนอาหารเสริมรักษาเบาหวานมีหลายอย่าง มีทั้งที่มีและไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 08.30 น.

ในปัจจุบันการรักษาเบาหวาน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ การรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมซึ่งประกอบด้วยการควบคุมอาหารการออกกำลังกาย และการรักษาด้วยยา ไม่ว่าจะเป็นยารับประทานหรือยาฉีด การรักษาดังกล่าวมีหลักฐานจากงานวิจัยที่บ่งว่าเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาล และลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานส่วนอาหารเสริมรักษาเบาหวานมีหลายอย่าง มีทั้งที่มีและไม่มีหลักฐานทางการแพทย์

นอกจากนี้แต่ละผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยังมีความแตกต่างในคุณภาพปริมาณ รูปแบบผลิตภัณฑ์ และความบริสุทธิ์ของสารที่ออกฤทธิ์ ดังนั้นอาหารเสริมต่าง ๆ ที่มีการโฆษณาขายกันมากมายในเว็บไซต์ต่าง ๆ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับในการรักษาโรคเบาหวานหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน อาหารเสริมเหล่านี้ ได้แก่วิตามินบี 3 (nicotinamide) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ พบในเนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ และมีเป็นยาเม็ดที่ใช้รักษาระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด เชื่อว่าสามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้ มีการศึกษาพบว่าการให้ nicotinamide ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานที่พึ่งการฉีดอินซูลิน) สามารถลดปริมาณยาฉีดอินซูลิน เชื่อว่ายานี้อาจทำให้เซลล์ตับอ่อนทำงานได้นานขึ้น อย่างไร
ก็ตามเป็นการศึกษาในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นหลัก นอกจากนี้วิตามินนี้มีผลข้างเคียงแม้ว่าจะรับประทานในขนาดน้อย ๆ เช่น หน้าแดง และถ้าเพิ่มปริมาณอาจมีผลข้างเคียงอื่น ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ่ายเหลว เป็นต้น

วิตามินดี เป็นวิตามินชนิดละลายในไขมัน รูปแบบที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินดี 2 หรือ ergocalciferol พบได้เฉพาะในพืชเท่านั้น และอีกรูปแบบ คือ วิตามินดี 3 หรือ cholecalciferol ได้รับจากการสังเคราะห์ที่ผิวหนังเมื่อโดนแสงแดดอ่อน ๆ และจากอาหารโดยแหล่งอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี เช่น ไข่แดง ปลาทะเล ตับ นม หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่เสริมวิตามินดีลงไปเพิ่มเติม หรืออาจรับประทานเพิ่มในรูปแบบอาหารเสริม เชื่อว่ากระตุ้นการหลั่งอินซูลินและลดการอักเสบที่ก่อให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำมีการทำงานของเซลล์ตับอ่อนที่เกี่ยวข้องต่อการสร้างอินซูลินลดลง แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายการศึกษาพบว่า การให้วิตามินดีในรูปอาหารเสริมแก่ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ลดระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร ไม่ลดระดับ Hemoglobin A1c (HbA1c) และไม่ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ดังนั้นยังไม่เป็นที่แนะนำในการให้วิตามินดีเสริมเพื่อรักษาโรคเบาหวาน

วิตามินอี (tocopherol) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จัดเป็นหนึ่งในวิตามินที่สำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ โดยวิตามินอีจะช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอักเสบในร่างกาย มีหน้าที่คอยดูดซับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย หรือที่เรียกว่า สารต้านอนุมูลอิสระ พบได้ในพืชผัก ผลไม้ เมล็ดพืช หรือ ธัญพืช แต่ก็พบว่าออกซิเจน ความร้อน หรือการแช่แข็งเป็นเวลานานสามารถทำลายวิตามินอีได้ ดังนั้นการบริโภคผักหรือผลไม้สดจะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินอีให้แก่ร่างกาย จากการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การให้วิตามินอีในรูปอาหารเสริมแม้ว่าจะให้ในปริมาณสูงพบว่าไม่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและการทำงานของเซลล์ตับอ่อน ดังนั้นยังไม่เป็นที่แนะนำในการให้วิตามินอีเสริมในผู้เป็นเบาหวานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล อาจมีการใช้วิตามินอีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไขมันเกาะตับและมีตับอักเสบร่วมด้วย เพื่อลดการอักเสบของตับ แต่หลักฐานสนับสนุนประโยชน์ของวิตามินอีในเรื่องนี้ก็ยังมีไม่มากนัก

วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับวิตามินอี ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนในการลดระดับน้ำตาล จึงไม่แนะนำในการให้วิตามินซีเสริมในผู้เป็นเบาหวานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล

วิตามินเค เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด โดยรูปแบบที่สามารถพบจากธรรมชาติ ได้แก่ phylloquinone (K1) ซึ่งได้มาจากแหล่งอาหาร เช่น พืชผักใบเขียว อย่างผักโขม บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง และ menaquinones (K2) ซึ่งได้มาจากแหล่งอาหาร เช่น ถั่วเหลืองหมัก ชีส ไข่ เนื้อสัตว์ มีการศึกษาจำนวนไม่มากที่ศึกษาเรื่องของวิตามินเคในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าการรับประทาน phylloquinone ที่ได้จากอาหารมีความสัมพันธ์กับการลดลงของภาวะดื้ออินซูลิน อย่างไรก็ตามยังคงมีข้อมูลที่จำกัด ส่วน menaquinones มีการศึกษาจำนวนน้อย พบว่าสารนี้ลดภาวะดื้ออินซูลินและลดระดับน้ำตาลได้ แต่ข้อมูลยังมีไม่มาก ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม

ลูกซัด (funugreek) เป็นสมุนไพรที่คล้ายกับโคลเวอร์ที่พบตามภูมิภาคแถบเมดิเตอร์เรเนียน ตะวันออกกลาง อินเดีย และจีนเมล็ดลูกซัดถูกใช้ประกอบอาหาร ใช้ทำยา เนื่องจากลูกซัดเป็นเมล็ดที่มีกลิ่นแรงคล้ายกับไซรัปเมเปิ้ล ทั้งนี้ใบจากต้นลูกซัดเองก็สามารถรับประทานได้ เชื่อว่าลดระดับน้ำตาลเนื่องจากเป็นพืชที่มีกากใยมากสามารถลดการดูดซึมน้ำตาลจากทางเดินอาหาร และเชื่อว่าเมล็ดลูกซัดประกอบด้วยกรดอะมิโนอิสระที่กระตุ้นสารหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีการศึกษาพบว่าลูกซัดลดระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร ลดระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) และลดระดับน้ำตาลหลังอาหารได้ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกถึงขนาดและรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะนำมาใช้รักษาเบาหวานได้ นอกจากนี้ มีผลข้างเคียง ได้แก่ จุกเสียด คลื่นไส้ และ ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกง่าย

โครเมียม (chromium) คือ แร่ธาตุที่พบได้น้อยแต่จำเป็นต่อสุขภาพ มีหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่เป็นไตรวาเลนต์โครเมียม (trivalent chromium) พบได้ในอาหารและอาหารเสริม แหล่งอาหารที่พบโครเมียม ได้แก่ ปลา หอย เนื้อสัตว์ ธัญพืช ถั่ว ปริมาณที่ต้องการเพียง 50-200 ไมโครกรัมต่อวัน เชื่อว่าแร่ธาตุนี้มีผลทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้นานขึ้น มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายการศึกษา พบว่าการให้อาหารเสริมโครเมียมไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลหลังอดอาหารและระดับ HbA1c แต่มีเพียงบางการศึกษาพบว่าอาหารเสริมโครเมียมสามารถลดระดับน้ำตาลได้ อย่างไรก็ตามคงต้องรอข้อมูลจากการศึกษาที่น่าเชื่อถือได้มากกว่านี้ นอกจากนี้พบว่าอาหารเสริมประเภทนี้มีรายงานพบความผิดปกติของการทำงานของไตและตับ เมื่อบริโภคในขนาดที่สูงและเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ดังนั้นควรระมัดระวัง การบริโภคโครเมียมในผู้ที่มีโรคไตหรือตับอยู่เดิม

อบเชย (cinnamon) เป็นเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหาร หรือขนมหวาน เชื่อว่าลดภาวะดื้ออินซูลิน มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายการศึกษา พบว่าอบเชยสามารถลดระดับน้ำตาลได้เล็กน้อย มีความแตกต่างของขนาดที่นำมาใช้ ตั้งแต่ 120 มก./วัน จนถึง 6 กรัม/วัน และรูปแบบผลิตภัณฑ์มีหลากหลาย เช่น น้ำสกัดอบเชย แคปซูล ผงอบเชย เป็นต้น โดยชนิดของอบเชยที่นำมาใช้ คือ อบเชยจีน หรือ Cinnamon cassia ซึ่งพบว่ามีรายงานความผิดปกติของการทำงานของตับในผู้ที่มีโรคตับมาก่อน หรือเคยได้รับอบเชยชนิดนี้ในขนาดที่สูงและเป็นเวลานาน รวมทั้งอาจจะรบกวนระดับของยาต้านการแข็งตัวของเลือดเมื่อใช้ร่วมกัน แม้ว่าจะมีข้อมูลของอบเชยในการลดระดับน้ำตาลอยู่บ้าง แต่ข้อมูลในเรื่องขนาดที่ใช้และผลในระยะยาวยังไม่ชัดเจน ดังนั้นยังคงไม่แนะนำการใช้อบเชยในการรักษาเบาหวาน

โสม (ginseng) ใช้รากของโสมที่พบว่ามีสาร ginsenosides ซึ่งอาจจะช่วยลดระดับน้ำตาลหลังอาหารจากการลดภาวะดื้ออินซูลิน และ/หรือ กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน มีทั้งโสมที่เป็นของอเมริกาและ ของเอเชีย จากการศึกษาในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวนไม่มากนัก พบว่าโสมลดระดับน้ำตาลหลังอดอาหารได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังคงขาดข้อมูลเรื่องของขนาดที่ใช้อย่างเหมาะสมและขาดการติดตามผลเมื่อให้ไปเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งการรบกวนระดับยาอื่น ๆ นอกจากนี้มีผลข้างเคียง เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เป็นต้น โดยสรุปปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำสำหรับอาหารเสริมในผู้เป็นเบาหวานที่มีข้อมูลชัดเจนว่าลดระดับน้ำตาลได้ดี และขาดข้อมูลของขนาด และรูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการติดตามผลหลังบริโภคอาหารเสริมเหล่านี้ในระยะยาว โดยเฉพาะผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์.

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ใจ อันทานนท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ

--------------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 18