อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562

"วัยเก๋าทีมชาติ" กีฬา "เอ็กซ์ตรีม" ชีวิต "ไม่หยุดความฝันกับคำว่าแก่"

เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย จากเรื่องราวของหญิงรายนี้ถูกเปิดเผยออกสู่สังคม “นักกีฬาสเกตบอร์ดทีมชาติไทย วัย 62 ปี” จนกลายเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้กับหลาย ๆ คน วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับ “ป้าเจี๊ยบ-นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย” อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 10.30 น.


   รียกเสียงฮือฮาไม่น้อย หลังจากเรื่องราวของหญิงรายนี้ถูกเปิดเผยออกสู่สังคม กับบทบาท นักกีฬาสเกตบอร์ดทีมชาติไทย วัย 62 ปี จนเรื่องราวของหญิงสูงวัยรายนี้กลายเป็น แรงบันดาลใจ ให้กับหลาย ๆ คน ทั้งกับคนวัยหนุ่มสาว รวมไปถึงผู้สูงอายุ ที่ได้รับการจุดประกายให้ออกมาทำในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งวันนี้ ทีมวิถีชีวิต จะพาไปทำความรู้จักกับเจ้าของเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ คน ไปทำความรู้จักวิถีชีวิตของป้าเจี๊ยบ-นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย คนนี้...
                     
       e e e e          
    
       นงลักษณ์ ชัยฤทธิไชย หรือป้าเจี๊ยบ ปัจจุบันอายุ 62 ปี เป็น นักกีฬาสเกตบอร์ดดาวน์ฮิลล์ หรือ ลองบอร์ด ทีมชาติไทย โดยเป็นนักกีฬาในสังกัดทีม zazu ซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวคือลูกชายและ  หลานชายอีก 3 คนอยู่ในทีม โดยชื่อเสียงของป้าเจี๊ยบเป็นที่กล่าวถึงมาก หลังจากได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสเกตบอร์ดดาวน์ฮิลล์ ในกีฬาซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยขณะนี้ป้าเจี๊ยบซุ่มฝึกซ้อมและ  เก็บตัวอยู่ที่ จ.แพร่



    ป้าเจี๊ยบเล่าประวัติตัวเองให้ฟังว่า เป็นคน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ภาคพิเศษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังเรียนจบ ป้าเจี๊ยบก็ได้ไปทำงานเป็นพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อน ที่จะออกมาเปิดบริษัททัวร์นำเที่ยวชาวต่างชาติเป็นของตัวเอง และสร้างครอบครัวจนมีลูก 2 คน เป็นชาย 1 หญิง 1 นั่นคือ ดี้-โสธีระ นักร้องนำวงมิราคูลัส และ จ่าเอกหญิงโสธิดา รับราชการเป็นทหารเรือ (ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อ) โดยป้าเจี๊ยบเล่าถึงจุดเริ่มต้นการเล่น สเกตบอร์ด ว่า รู้จัก กีฬาเอ็กซ์ตรีม มาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะพี่ชายของเธอเป็นนักดนตรีที่เดินทางจากบ้านมาเรียนต่อกรุงเทพฯ เมื่อถึงช่วงปิดเทอม เธอก็มักจะขึ้นมาเที่ยว และติดตามพี่ชายไปเล่นดนตรีที่โคลีเซียม ทำให้รู้จักกับกีฬาโรลเลอร์เบลด เป็นครั้งแรก               
        
      พ่อแม่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาดู จึงปล่อยเราเล่นไปเรื่อย ๆ ซึ่งนิสัยเราก็จะดื้อ ๆ อาจเป็นดีเอ็นเอของเด็กต่างจังหวัด จริง ๆ เพื่อนผู้หญิงป้าก็มีนะ แต่เพื่อนผู้ชายจะเยอะกว่า ซึ่งก๊วนป้าจะมีรุ่นพี่ผู้ชายเป็นหัวโจก พอถึงวันหยุดก็จะชวนกันไปปั่นจักรยาน เล่นน้ำคลอง เดินเที่ยวตามรางรถไฟ หรือไม่ก็ไปขึ้นเขา โดยเวลามีงานวัดป้าจะชอบไปดูมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง และอยากลองเล่นมาก เพราะรู้สึกว่ามันดูโลดโผนดีป้าเจี๊ยบคนดังเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวในอดีต
      
      และย้อนฉากชีวิตต่อไปว่า เมื่อถึงช่วงปิดเทอม ป้าเจี๊ยบจะขึ้นมากรุงเทพฯเพื่อไปหาพี่ชาย ซึ่งเวลาที่พี่ชายไปเล่นดนตรีที่โคลีเซียมป้าเจี๊ยบก็จะตามไปด้วย จนได้ไปเห็นคนเล่นโรลเลอร์เบลด ก็เกิดความสนใจ เพราะดูน่าสนุกมาก ป้าเจี๊ยบจึงไปเช่ารองเท้าโรลเลอร์เบลดมาเล่น จนตัดสินใจซื้อกลับไปเล่นที่บ้าน โดยใช้พื้นที่ในตลาดปากช่องเป็นสถานที่ฝึกซ้อม แต่ผ่านไปสักพักก็ไม่มีโอกาสได้เล่นอีกเลย จนเมื่อกระแส กีฬาไอซ์สเกต บูม ป้าเจี๊ยบเห็นก็รู้สึกอยากเล่น เพราะมีสถานที่ให้เล่นเป็นเรื่องเป็นราว จึงไปหัดเล่น พร้อมกับพาลูก ๆ ในวัย 3-4 ขวบ ไปฝึกเล่นด้วย ต่อจากนั้นก็ค่อย ๆ ห่างจากไอซ์สเกต จนเมื่ออายุ 53 ปี ป้าเจี๊ยบเริ่มป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ทำให้ต้องหยุดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรักษาตัวเอง ซึ่งป้าเจี๊ยบบอกว่าเป็นช่วงชีวิตที่หดหู่มาก ๆ


        
     ช่วงนั้นเหมือนชีวิตหยุดชะงัก โลกทั้งใบที่เคยกว้างก็แคบเหลือเพียงรั้วบ้าน เพราะการออกไปนอกบ้านเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่าย ป้าต้องพักรักษาตัว 2-3 ปี ต้องให้คีโม ฉายแสง ซึ่งเป็นอะไรที่เบื่อมาก จนวันหนึ่งร่างกายเริ่มมีกำลัง เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้มากขึ้น ลูกชายก็เลยพาออกไปเดินออกกำลังกายเบา ๆ ที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน โดยเขาเอาสเกตบอร์ดไปเล่นด้วย พอเขาพัก เราก็เห็นสเกตบอร์ดว่างอยู่ ป้าก็เอามาลองเล่น และคิดในใจว่า...เฮ้ย!! เรายังไถได้อยู่ แล้วป้าก็ไถเล่นรอบสนามเลย ก็เริ่มจากตรงนั้น จากนั้นก็เล่นมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ป้าเจี๊ยบบอก
       
      พร้อมขยายความให้ฟังอีกว่า ปัจจุบันหายป่วยแล้ว และมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเล่นกีฬา จากตอนแรกที่เล่นโดยไม่ได้คาดหวังอะไร เพียงแค่ความสนุก จนเมื่อรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น แถมจิตใจที่เคยห่อเหี่ยวก็กลับสดชื่นขึ้น สามารถใช้ชีวิตกับลูก ๆ ได้ ก็เลยเล่นสเกตบอร์ดเรื่อยมา เพราะการเล่นกีฬาชนิดนี้ร่างกายได้ขยับในทุกส่วน ไม่ใช่แค่ใช้เท้าหนึ่งขึ้น  ไปยืนแล้วเอาเท้าหนึ่งไถ แต่ต้องทรงตัวบนกระดานให้ได้ หรือเวลาเข้าโค้งก็ต้องเอี้ยวตัวเพื่อเลี้ยว หรือต้องย่อตัวและเกร็งกล้ามเนื้ออีก ผลลัพธ์คือ หัวใจได้ทำงาน  พอหัวใจทำงาน ทุกอย่างก็ดีขึ้น ทำให้จากนั้นเธอไม่มีอาการป่วยจากโรคอะไรอีกเลย
       
      วันแรกที่ถือสเกตบอร์ดออกไปสู่สาธารณะเป็นวันสเกตบอร์ดโลก เราก็ออกไปไถเล่นด้วย ก็เป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร ทีนี้เด็ก ๆ ที่เล่นสเกตบอร์ดเห็นป้า ก็ถามว่าป้าจะเล่นจริง ๆ เหรอ เราก็บอกว่าจริง (หัวเราะ) เด็ก ๆ ก็มองแล้วก็ทักกันเยอะ บางคนก็ตะโกนว่า เฮ้ยเจ๋งอะ (หัวเราะ) เรียกว่าทำให้ช่องว่างระหว่างวัยรุ่นกับคนแก่หายไปป้าเจี๊ยบเล่าถึงเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้ม อย่างไรก็ตาม แต่ก็มีบางคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุบางคน ที่มองว่า... อันตราย แต่ป้าเจี๊ยบก็บอกว่า ไม่เคยคิดอย่างนั้น เพราะกีฬาชนิดนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด แถมถ้าเล่นอย่าง    ถูกต้อง ยังช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้ชีวิตสดชื่นอีกด้วย เพราะเป็นกีฬาที่ใช้ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่สมองจนถึงปลายเท้า
     
      “
สเกตบอร์ดดาวน์ฮิลล์ มันเป็นสเกตที่เล่นลงเนินด้วยความเร็ว ดังนั้นเราจะต้องมีสติ เพราะสเกตบอร์ดเป็นไม้กระดานแผ่นหนึ่ง กับ   ล้อสี่ล้อ ไม่มีเบรก ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเลี้ยวอะไรทั้งสิ้น ใช้ร่างกายตั้งแต่เท้าจนถึงข้างบน ฉะนั้นทุกส่วนของร่างกายจะพัฒนา ช่วยทำให้เรา แข็งแรงขึ้น เป็น ข้อดีของกีฬาชนิดนี้จากประสบการณ์ของป้าเจี๊ยบ ซึ่งหลังจากที่หัดเล่นลองบอร์ดมาเป็นเวลา 6 ปี โดยจับกลุ่มกันไปเล่น ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีเนินสูง ที่สุดความฝันของป้าเจี๊ยบก็เป็นจริง เมื่อ  กีฬาซีเกมส์ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ได้บรรจุให้กีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทสเกตบอร์ดดาวน์ฮิลล์รวมอยู่ในการแข่งขัน ซึ่งป้าเจี๊ยบก็ฝ่าฟันจนได้รับ    คัดเลือกติดทีมชาติไทยไปแข่งขันกีฬาชนิดนี้ แถมเป็น 1 ใน 3 คนของนักกีฬาหญิงที่มีอายุมากที่สุดอีกด้วย
        
    ทางสมาคมกีฬาเอ็กซ์สตรีมแห่งประเทศไทยเขาประกาศรับสมัครนักกีฬาสเกตบอร์ดดาวน์ฮิลล์ เพื่อคัดตัวเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ผู้หญิงที่เล่นกีฬานี้มีไม่เยอะ และวันที่มาคัดตัวก็มีแค่ 6 คน และเลือกคัดเอาแต่ความเร็วเลย ซึ่งใครทำเวลาได้เร็วสุดก็ชนะไป ตอนที่ติดคัดตัวใหม่ ๆ ป้าจะบอกกับทุกคนว่า คุณสามารถเอาเด็ก ๆ มาแทนเราได้เลยนะ เพราะเราอายุเยอะแล้ว ไม่อยากให้สังคมมีข้อสงสัยว่าอายุขนาดนี้แล้วจะไปแข่งกับใครได้ไหม (หัวเราะ) เพราะเด็ก ๆ จะกระดูกแข็งแรงกว่าเรา แต่ทุกคนก็ยืนยันว่าป้าเจี๊ยบทำได้อยู่แล้ว เราก็เลยตั้งใจฝึกซ้อมให้เต็มที่ เพราะถือเป็นเกียรติของเราที่ติดทีมชาติด้วย ป้าเจี๊ยบเล่าให้เราฟัง
       
      และกับการบาดเจ็บและความเสี่ยงจากการเล่นกีฬาชนิดนี้   ป้าเจี๊ยบบอกว่า ตอนแข่งหรือตอนฝึกซ้อมก็มีล้มบ้าง เจ็บบ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งคนข้างนอกจะมองว่าเสี่ยง แต่จริง ๆ แล้วมีการป้องกันที่ดีอยู่ ซึ่งการเล่นกีฬาทุกชนิดก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ดังนั้นนักกีฬาจึงต้องมีวิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย ล้มยังไงไม่ให้เจ็บ ไม่ให้กระดูกหัก อีกอย่างก็รู้ตัวเองดีว่าอายุมากแล้ว ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังมากกว่านักกีฬาวัยเด็ก ๆ โดยป้าเจี๊ยบบอกเราว่า  ในทีมทุกคนมักจะเรียกเธอว่า แม่เจี๊ยบ ซึ่งก็ยอมรับว่าแรก ๆ วางตัวไม่ถูก จึงไม่ค่อยจะกล้าคุยกล้าเล่นกับเด็ก ๆ เพราะตัวเองอายุมาก แต่พออยู่ ๆ ไปกลับกลายเป็นว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มากมายจากเด็ก ๆ จนเริ่มปรับตัวได้ จนสุดท้ายก็กลายเป็นเพื่อน กลายเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน
        
      ส่วนความคาดหวังในกีฬาสเกตบอร์ดนี้ ป้าเจี๊ยบบอกว่า เล่นโดยไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะเริ่มเล่นจากความรัก และเมื่อชีวิตมาไกลถึงขนาดนี้ จนได้ติดทีมชาติเป็น นักกีฬาทีมชาติ ก็คิดว่า เกิดเป็นคนก็ต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งการได้ไปแข่งกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้จึงตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุดอย่างสุดความสามารถ
        
    “
จะได้เหรียญหรือเปล่าไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนรู้ว่าประเทศไทยก็มีกีฬาประเภทนี้ด้วย เป็นความรู้สึกของ นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมวัยเก๋าอย่างป้าเจี๊ยบ กับโอกาสเหลือเชื่อที่ได้รับในฐานะ นักกีฬาทีมชาติในวัยสูงอายุ
                       
      e e e e          
            ก่อนลากัน ป้าเจี๊ยบ บอก ทีมวิถีชีวิต ว่า บางทีก็เคยนั่งคิดทบทวนย้อนไปว่า ถ้าวันนั้นไม่คว้าสเกตบอร์ดลูกออกมาเล่น ชีวิตของเธอวันนี้จะเป็นยังไง จะอยู่ในสภาพไหน (หัวเราะ) อาจจะเป็นแม่บ้าน   อยู่กับบ้าน เลี้ยงหมา เลี้ยงนก ไปตามเรื่องตามประสาคนแก่ แต่พอได้เข้ามาสู่ โลกของกีฬาสเกตบอร์ด สิ่งที่ทำให้ได้ค้นพบคือ นอกจากจะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้ชีวิตแล้ว ยังได้พบเจอกับมิตรภาพใหม่ ๆ จากเพื่อนต่างวัยอีกด้วย... ตั้งแต่ได้มาเล่นกีฬาชนิดนี้ เราได้พบกับสังคมที่ดีมาก น่ารักมาก ๆ ทำให้เราเป็นคนแก่ที่มีเพื่อนที่ต่างวัย เพราะคนที่อายุใกล้เคียงกับเราที่สุดก็ห่างจากเราเกือบครึ่งหนึ่ง ดังนั้นความห่างระหว่างวัยไม่เป็นปัญหาในการที่จะคบค้าสมาคมกัน แค่มีใจรักเหมือนกันในสิ่งเดียวกันก็อยู่ร่วมกันได้ ฉะนั้น ถ้าใครคิดอยากจะทำอะไร  ที่ชอบ ก็แค่ก้าวเดินออกมาจากความกลัว แต่เราต้องตัดความกังวลก่อน แล้วคิดต่อเลยว่าจะทำอะไรเพื่อตัวเอง คิดได้แล้วก็ต้องทำทันที ที่สำคัญ อย่าไปคิดว่าตัวเองแก่ เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลข
ที่สำคัญ...
      
      อย่าคิดว่าไม่ไหว..ถ้ายังไม่ได้ลอง.  

..........................................................
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง/ต่อพงศ์ รังสิโกสัย : ภาพ
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 23