อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562

เรื่องขี้ลืมกับภาวะสมองเสื่อม (หลงลืม) แตกต่างกันอย่างไร

ก่อนจะพูดเรื่องขี้ลืมและสมองเสื่อมขอพูดเรื่อง “ความจำ” ก่อน ความจำ เป็นหน้าที่หนึ่งของสมองซึ่งเป็นหน้าที่  ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและเป็นเครื่องชี้วัดความสามารถของสมอง ผู้ที่จำได้ดี จำแม่น ก็จะได้รับการขนานนามว่าเป็นคนสมองดี เสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น.

       
   ก่อนจะพูดเรื่องขี้ลืมและสมองเสื่อมขอพูดเรื่อง ความจำก่อน
        
  ความจำ เป็นหน้าที่หนึ่งของสมองซึ่งเป็นหน้าที่  ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและเป็นเครื่องชี้วัดความสามารถของสมอง ผู้ที่จำได้ดี จำแม่น ก็จะได้รับการขนานนามว่าเป็นคนสมองดี
       
    ขบวนการจำ : เริ่มต้นจาก 1) มีสิ่งเร้า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความรู้สึก มากระตุ้นประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เกิดการรับรู้และบันทึกเป็นความจำ ขั้นตอนนี้ทางการแพทย์เรียกว่าการลงทะเบียน   (registration) 2) การจัดเก็บข้อมูล (storage) 3) การดึงข้อมูลออกมาใช้ (retrieval) กระบวนการขั้นที่ 1 จะต้องมีความใส่ใจหรือการจดจ่อ (attention) เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้   การจัดเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างดี ถ้ามีสิ่งกระตุ้นเข้ามาแต่ไม่มีการจดจ่อ   หรือไม่มีสมาธิอยู่กับสิ่งนั้นก็ไม่เกิดเป็นความจำ เช่น พระเทศน์ ญาติโยม   นั่งประนมมือฟังพระเทศน์แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าพระเทศน์เรื่องอะไร เพราะไม่ได้เอาใจใส่จดจ่อลงไปกับสิ่งที่ได้ยินจึงไม่เกิดเป็นความจำ
       
     คนจำนวนมากบอกว่า ขี้ลืม เช่น จอดรถ เดินออกมาจากรถได้ไม่ถึง 10 ก้าว ก็จำไม่ได้ว่าล็อกรถหรือยัง เดินกลับไปดูก็พบว่าล็อกแล้ว แต่ทำไมถึงจำไม่ได้ อย่างนี้เป็นเพราะเกิดกระบวนการการล็อกรถ (มือกดล็อก) แต่ขาดการจดจ่อ ตั้งใจ ใช้เวลาชั่วขณะ จึงไม่เกิดเป็นความจำ ไม่ได้เรียกว่า ขี้ลืม เพราะจริง ๆ ยังไม่ได้จำเลย
        
    แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่กินเวลายาว ๆ เช่น การกินอาหาร การไปเที่ยว ไปงานแต่งงาน มีกระบวนการก่อนไป ระหว่างไป และหลังไปมากมายหลายสิ่ง ร่างกายจะค่อย ๆ เก็บข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นความจำ ซึ่ง จะกระจ่างชัดเจนเพียงใดขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึกในขณะนั้นร่วมด้วย ถ้าสุข สนุก หรือมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็จะจำได้ดี แต่ถ้ามีเรื่องขุ่นคาใจ เสียใจ น้อยใจ การบันทึกข้อมูลก็อาจไม่ชัดเจนเท่าคนอื่น ๆ พอรื้อฟื้นก็อาจจะได้รายละเอียดไม่เท่ากัน
        
   สรุปว่า การบันทึกความจำต้องมีสิ่งกระตุ้น มีการจดจ่อ และอารมณ์ความรู้สึกที่ดีจึงจะบันทึกความจำได้ดี ในผู้ป่วยสมองเสื่อม  โดยเฉพาะสมองเสื่อมจากอัลไซเมอร์ บกพร่องเรื่องการบันทึกข้อมูล (registration) เหตุการณ์ใหญ่ที่น่าสนใจ อารมณ์ดี แต่เก็บข้อมูลไม่ได้  และจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลย เช่น กรณีผู้สูงอายุที่เคยถอดแหวนตัวเองให้หลานสะใภ้ในวันแต่งงานของหลานชายเพื่อรับขวัญหลานสะใภ้ แต่พอมาเจอกันภายหลังกลับถามหลานสะใภ้ว่า “แหวนฉันไปอยู่กับเธอได้อย่างไร” นี่เป็นการลืมเหตุการณ์ไปทั้งช่วงที่แสดงถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น และ  น่าจะเป็นอาการของภาวะสมองเสื่อม
    
   ลองมาดูกันอีกทีว่ากระบวนการของการจำและความเคยชินอย่างไหนที่เรียกว่า ขี้ลืม อย่างไหนที่เรียกว่า ภาวะสมองเสื่อม จากกรณีตัวอย่าง การเก็บกุญแจรถ ดังนี้
 
      .....ปกติพอเอารถจอด เข้าบ้านเรียบร้อยนางสาว ก.  จะเก็บกุญแจใส่กระเป๋าไว้ทุกครั้งตามความเคยชิน จนร่างกายจดจำแล้วว่ากุญแจจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเท่านั้น เมื่อจะหยิบใช้ก็จะหยิบจากในกระเป๋าออกมาได้ทันทีอย่าง ไม่ต้องลังเล หรือคิดก่อนว่าจะอยู่ตรงไหน วันหนึ่งเกิดเก็บไว้ผิดที่ด้วยความที่รีบและคุยโทรศัพท์ไปด้วยดันไปวางไว้   ที่ข้างทีวี พอจะหยิบใช้กลับไปหาในกระเป๋าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอและ  นึกไม่ออกว่าเอาไปวางไว้ที่ไหน
        
     อย่างนี้ไม่เรียกว่าสมองเสื่อม แต่เป็นเพราะการวางกุญแจรถขณะนั้นเป็นการวางไปอย่างงั้นเอง วางส่ง ๆ จึงไม่ได้จดจำจดจ่อกับการ กระทำ เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่านางสาว ก. ยังไม่มีความจำเกิดขึ้นเลย จึงทำให้นึกไม่ได้ว่าวางกุญแจไว้ที่ไหน จะเรียกว่าลืมก็ไม่ได้เพราะยังไม่ได้จำ ย้ำกันอีกที แต่...ถ้าหากนางสาว ก. วางกุญแจรถอยู่ที่เดิมอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนที่ แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งกลับไปหากุญแจรถอีกที่หนึ่ง เช่น โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะกินข้าว หรือข้างทีวี เป็นต้น ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ว่าน่าจะมีความไม่ปกติเกิดขึ้นแล้ว.

...........................................................
ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 24