อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2562

โรคหลอดเลือดสมองแตก รู้รีบรักษาหนี'อัมพาต'ได้

สัปดาห์นี้แนะสังเกตอาการ “โรคหลอดเลือดสมอง” ยิ่งอายุมาก-น้ำหนักตัวสูง ต้องระวังเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง หากรู้เร็วรีบรักษาห่างไกลอัมพฤกษ์-อัมพาต แม้เป็นซ้ำแต่ป้องกันได้ถ้าหมั่นดูแลตัวเอง จันทร์ที่ 30 กันยายน 2562 เวลา 12.00 น.


คุณยาย OK ไปตรวจสุขภาพประจำปีมา ก็เลยมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง แต่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองนะคะ เป็นเรื่องของเพื่อนใหม่วัยใกล้เคียงกันที่รู้จักกันที่โรงพยาบาล ลูกหลานพามารักษา “โรคหลอดเลือดสมอง” ส่วนผลตรวจของคุณยายนั้น …กรดยูริกสูงนิดหน่อย” เดี๋ยววันหลังจะนำเกร็ดความรู้เรื่องความเสี่ยงโรคเกาต์มาฝากกัน
 
แต่วันนี้จะพาไปรู้จัก “โรคหลอดเลือดสมอง” กันก่อน ที่ผ่านมาเราเคยได้ยินเรื่องอันตรายของโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (Stroke) และคิดว่าเป็นโรคหนึ่งที่น่ากลัว แต่ก็ยังเฉยไม่ค่อยจะดูแลตัวเองกันเท่าไหร่ รู้หรือไม่อันตรายจากโรคนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด วันหนึ่งอาจเป็นเราที่นั่งอยู่ดี ๆ เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยวหน้าเบี้ยว หรือปวดหัวอย่างรุนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน
 
ในอดีตโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันนี้กลับพบในคนวัยทำงานยุคใหม่เพิ่มขึ้น เพราะโรคหลอดเลือดสมองอุดตันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ฉะนั้นทุกคน…มีความเสี่ยง!!! 
 


พญ.ปฏิมา วีณะสนธิ แพทย์ด้านประสาทวิทยาอายุรศาสตร์ รพ.พระรามเก้า บอกว่า เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื้อสมองถูกทำลาย และการทำงานของสมองบางส่วนหรือทั้งหมดผิดปกติและเกิดอาการทันทีทันใด ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
 
1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โดยหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้ประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง ส่วนหลอดเลือดสมองอุดตัน เกิดจากการมีลิ่มเลือดจากหัวใจไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง
 
2. หลอดเลือดตีบ แตก หรือฉีกขาด เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบาง ซึ่งเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง หรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น จากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้แตกง่าย ส่งผลทำให้เกิดเลือดออกในสมอง และเกิดความเสียหายต่อสมองตามมา
 
สำหรับวิธีการสังเกตอาการโรคหลอดเลือดสมองในเบื้องต้นตามหลัก FAST มีดังต่อไปนี้
 
F (Face) ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าเบี้ยว หรือปากเบี้ยวด้านใดด้านหนึ่ง หรือผู้ป่วยบางท่านอาจมีอาการระหว่างทานอาหาร เช่น อาหารไหลออกจากปาก หรือน้ำลายไหลออกจากมุมปากด้านใดด้านหนึ่ง ทดสอบง่าย ๆ ได้โดยให้ผู้ป่วยลองยิ้ม หรือยิงฟัน
 
A (Arms) อาการแขนขาอ่อนแรง ผู้ป่วยจะขยับแขนขาด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ โดยอาจจะเป็นเฉพาะขา หรือเป็นทั้งแขนขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นด้านเดียวกัน ทดสอบง่าย ๆ โดยการให้ผู้ป่วยลองยกแขนขาทั้งสองข้าง ถ้าตกด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่ามีความผิดปกติ
 
S (Speech) ผู้ป่วยจะมีอาการพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ เหมือนลิ้นคับปาก หรือบางคนมีอาการพูดไม่ออก หรือฟังคำสั่งไม่รู้เรื่อง ญาติบางคนคิดว่าผู้ป่วยสับสน ทดสอบได้ง่าย ๆ ด้วยการให้ผู้ป่วยพูดตามในคำง่าย ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือชี้ให้ดูปากกา นาฬิกา แล้วถามว่าของสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร หรือให้ทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น ชูสองนิ้ว เป็นต้น
 
T (Time) เพราะเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง การรีบนำผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีภาวะโรคหลอดเลือดสมองจากการสังเกตหลัก FAST ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมองตามระยะเวลาที่มากขึ้น เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปเซลล์สมองจะเสียหายมากขึ้น หากได้รับการรักษาที่รวดเร็ว จะช่วยลดความเสียหายของเนื้อสมอง ช่วยเพิ่มโอกาสรอด และลดเสี่ยงอัมพาตได้ที่ไม่เกิน 4.5 ชม. หลังจากพบอาการ
 


ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง จะมีอะไรบ้าง ???
 
ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะโรคอ้วน เป็นต้น 
 
ส่วนการรักษาขึ้นอยู่กับชนิด ความรุนแรง และระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการ ถ้าผู้ป่วยเข้ามารักษาแบบทันทีทันใด โอกาสห่างไกลจากความพิการและอัตราการเสียชีวิต ก็จะลดน้อยลงมากเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคนี้แล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก และอัตราการเกิดซ้ำมากกว่าคนปกติ
 
อย่างไรก็ตาม โรคนี้ป้องกันได้ถ้าหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก ลดการรับประทานอาหารจำพวกที่มีรสเค็มจัด หวานจัด มันจัด เพิ่มผักผลไม้ งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี  เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่มาของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองด้วย.  
.............................................
คอลัมน์ : แก่ไม่กลัว กลัวไม่แก่
โดย “คุณยาย OK”  
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay


คลิกติดตามอ่านการดูแลผู้สูงวัยได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 53