อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562

IT chapter 2 : สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต่างเติบโต

สัปดาห์นี้เบื่อหน่ายการเมืองหันมาดูหนัง IT chapter 2 : สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต่างเติบโต มีมุมคิดที่คาดไม่ถึง รู้สึกได้อะไรเยอะกว่าหนังสยองขวัญ พฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562 เวลา 12.00 น.


ปกติก็ไม่ค่อยเขียนเรื่องแนะนำภาพยนตร์เท่าไรนัก แต่จะให้เขียนการเมืองก็เบื่อหน่ายเหลือเกินกับประเด็นอภิปรายทั่วไปเรื่อง นายกฯ ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ คือมันสาละวันเตี้ยลงๆ วนๆ อยู่แค่จะมาวันไหน นายกฯ มาเองหรือไม่ เดิมจะตั้งกระทู้แต่พอออกข่าวปุ๊บนายกฯ มีงานออกต่างจังหวัด คราวนี้เลยขออภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ซึ่งพิรี้พิไรกันอยู่นานกว่าจะได้ว่า ตกลงให้ 18 ก.ย.วันเดียว ก่อนปิดประชุมสภาฯ

ฝ่ายค้านจะเอาอภิปราย 2 วันให้ได้ อันนั้นถ้าเป็นเรื่องให้ชี้แจงที่มาเงินที่รัฐบาลจะเอาไปใช้ลดแลกแจกแถมทำโครงการประชานิยม มันก็น่าสนใจ เพราะคนก็อยากรู้ว่า เราจะได้รับผลกระทบจากการรีดภาษีของรัฐบาลอย่างไร แต่เรื่องถวายสัตย์ฯ เอาสั้นๆ ง่ายๆ ถามอะไรไปเชื่อได้ว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะตอบอยู่แค่ยืนยันถวายสัตย์ฯ ครบถ้วน มีปัญหาให้ไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ..ตีฝีปากยังไงได้มาคำตอบเดียวอย่างนี้เสียเวลา



วันนี้ก็เลยเลี่ยงๆ ชวนคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การเมืองบ้าง เรื่องภาพยนตร์ก็น่าจะดี คนดูหนังเดี๋ยวนี้เขาดูอะไรที่ลึกกว่าความบันเทิง แต่เหมือนกับว่า ดูแล้วจะได้ข้อคิดอะไรดีๆ เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตบ้าง เพจหนังที่เอาคำคม เอาแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังมานำเสนอจึงโผล่ขึ้นมาหลายเพจ คนก็ชอบอ่านและไปหาหนังมาดู ว่า บางอย่างที่เขานำเสนอมันตรงกับที่เราคิด หรือมันตรงกับชีวิตเรา หรือความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ยังนิยามไม่ได้และถูกทำให้ชัดขึ้น

หนังบางเรื่องจะทั้งเสนอตรงๆ หรือทั้งซ่อนสาระอะไรบางอย่างที่สำคัญ อาทิ การวิพากษ์ หรือการตั้งคำถามต่อปัญหาสังคมในยุคนั้นๆ หนังเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเหตุการณ์ยุคสมัย ซึ่งไม่ใช่รูปแบบข่าว แต่เป็น “บันทึกแฝง” เกี่ยวกับความคิดหรือสภาพของสังคม อย่างเช่นเราดูหนังเรื่อง parasite ของผู้กำกับพงจุนโฮ ก็เป็นหนังที่บันทึกถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำในเกาหลี และวิพากษ์ปัญหาของมันว่า “แม้คนรวยที่ดูเป็นมิตร แต่สุดท้ายก็มองคนจนต่ำกว่า”



หนังบางเรื่องก็หน้าหนังแบบนึง แต่ข้างในหักพล็อตกันแบบคาดไม่ถึง หนังที่เป็นตำนานในหมู่คอหนังคือ “ผู้หญิงห้าบาป” ซึ่งหลายคนยกเป็นหนัง cult ( คือหนังเฉพาะกลุ่มคนดูที่ยอมรับแนวนี้ได้ ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงห้าคนที่ผลัดกันเล่าเรื่องน่าอายเกี่ยวกับการมีเซ็กส์ของตัวเองที่น่าจะเรียกว่าเป็นบาป สุดท้ายคนที่รับกรรมจากบาปที่สุดคือรายที่มีเซ็กส์ไม่สวมถุง จึงติด HIV หนังเรื่องนี้จึงกลายเป็นหนังโฆษณาถุงยางที่ยาวที่สุด และเป็นหนังแฟนตาซีด้วย

หนังที่อยากพูดถึงในวันนี้คือหนังที่เพิ่งเข้าใหม่ไปในบ้านเรา ซึ่งต้องขอแจ้งเตือนไว้ก่อนว่า ***ข้อเขียนนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง*** เพราะมันเป็นประเด็นที่น่าหยิบยกมาพูดถึง หนังเรื่องนั้นคือเรื่อง “itมันโผล่มาจากนรก” chapter 2 ซึ่งเมื่อสองปีก่อน ภาคแรกกลายเป็นหนังฮิตถล่มทลาย หนังเรื่องนี้สร้างจากนิยายของนักเขียนแนวสยองขวัญชื่อดัง สตีเว่น คิงส์ ซึ่งนักดูหนังสยองขวัญรู้จักกันดี หนังของคิงส์ที่ดังๆ มีหลายเรื่อง

ปีนี้เราจะได้ดูหนังที่น่าจะเรียกว่า “ภาคต่อ” ของคิงส์อีกเรื่อง คือ doctor sleep ซึ่งมีฉบับแปลไทยชื่อเรื่อง “ลางนรก” ที่ว่าเป็นภาคต่อ เพราะมันเป็นเรื่องต่อจาก the shining กำกับโดยผู้กำกับสแตนลี่ย์ คูบริค ซึ่ง the shining เป็นเรื่องที่คิงส์เขียนเกี่ยวกับแดนนี่ เด็กที่มีญาณวิเศษ ส่วน doctor sleep พูดถึงเรื่องของแดนนี่ตอนโต ที่เข้าไปเกี่ยวพันกับเด็กมีญาณวิเศษอีกคน ซึ่งถูกกลุ่มอมนุษย์ลึกลับที่เรียกว่ากลุ่ม “สัจจะสมาน” ( เรียกตามฉบับแปล ) ตามล่า

ย้อนกลับไปสองปีก่อน it ภาคแรกออกฉาย พูดถึงชีวิตวัยเยาว์ของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า loser group ( กลุ่มขี้แพ้ ) คือเป็นพวกที่ถูกคนอื่นรังแกเพราะบุคลิก อย่างเช่น อ้วน มีลักษณะออกเนิร์ดๆ ขี้วิตกจริต พวกนี้มารวมตัวเป็นเพื่อนกัน ในช่วงหนึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่เด็กหายไป หนึ่งในนั้นคือน้องชายของบิล ที่เป็นเด็กกลุ่มขี้แพ้ ทำให้พวกเด็กๆ ต้องรวมตัวกันคลี่คลายปริศนา และพบกับความสยองที่มาในรูปแบบตัวตลกชื่อ “เพนนี่ ไวส์”



เพนนี่ ไวส์ มีรูปร่างอย่างไรแน่ไม่มีใครรู้ แต่มันจะเปลี่ยนร่างไปตามสิ่งที่แต่ละคนกลัวได้  ( ซึ่งเรื่องนี้มีข่าวว่า สตีเว่น คิงส์ เลือกใช้ลุคส์ตัวตลกเพราะตัวเองก็ออกจะกลัวๆ ตัวตลก และมีคนที่มีอาการโฟเบียกลัวตัวตลกจริงๆ ) ทุก 27 ปี มันจะตื่นขึ้นมาในเมืองเดอรี่ เพื่อจับคนกินเป็นอาหาร เด็กๆ ต่อสู้จนเอาชนะมันได้ แต่เด็กหญิงในกลุ่มคือเบเวอร์ลี่ กลับมีญาณว่า เพนนี่ ไวส์ จะกลับมาอีกใน 27 ปี จึงทำพิธีสาบานกันว่า ถ้าเป็นจริงทุกคนต้องกลับมาสู้กับมัน

และใน 27 ปีต่อมา ไมค์ ที่ยังอาศัยอยู่ในเมืองเดอรี่ ในรัฐเมน ได้รับสัญญาณว่า “เพนนี่ ไวส์” กลับมาแล้ว จึงเรียกระดมพลกลุ่มขี้แพ้ทั้งหมดให้กลับมาเพื่อต่อสู้กับมันตามที่เคยสาบานกันไว้ กลุ่มนี้แต่ละคนที่ต่างก็มีชีวิตแตกต่างกันไปก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และเหมือนเพนนี่ ไวส์ ก็รอคอยการกลับมาของพวกนี้อยู่เช่นกัน เพียงแต่คราวนี้ ไมค์มั่นใจว่า จะฆ่ามันได้สำเร็จ เพราะได้ศึกษาถึงพิธีกรรมโบราณในการฆ่ามันไว้แล้ว



กลุ่มขี้แพ้รวมตัวกันอีกครั้ง แล้วก็ต้องเจอกับความสยองขวัญอะไรต่างๆ มากมาย มีทั้ง jump scare scene หรือที่เราเรียกกันว่า “ฉากตุงแช่” และออกแบบปีศาจด้วยรูปลักษณ์บิดเบี้ยวน่ากลัว ตามวิธีของเพนนี่ ไวส์ ที่จะแปลงตัวเป็นอะไรก็ตามที่เหยื่อกลัวได้  “กลุ่มขี้แพ้” ก็หาวิธีจัดการ โดยล่อปีศาจมาขังไว้ในวัตถุคล้ายๆ ปิรามิดแล้วมันจะทำลายปีศาจได้เอง ก่อนที่จะเกิดเหตุวิกฤตขึ้นมาเมื่อพิธีกรรมนั้นไม่สำเร็จในครั้งแรก เพราะ “ขาดความเชื่อ”

เพนนี่ ไวส์แปลงร่างกลายเป็นปีศาจยักษ์ที่ไล่ฆ่า “กลุ่มขี้แพ้” แต่ 27 ปีต่อมาหลังจากการเผชิญหน้าครั้งแรก แม้ความกลัวยังคงอยู่ในจิตใจ แต่ที่สุดแล้ว ทุกคนพบว่า มันต้องมีการสร้างศรัทธาเชื่อมั่นว่า ต้องเอาชนะเจ้าเพนนี่ ไวส์ให้ได้ ทุกคนต่างบอกใส่มันว่า มันเป็นแค่ตัวตลกน่าสมเพช ขี้แพ้ ร่างยักษ์ของเพนนี่ ไวส์หมดความมั่นใจ จนลดขนาดลงเหลือตัวนิดเดียว และในที่สุดก็สามารถกำจัดมันได้เป็นการถาวร จะไม่มีเหตุการณ์สยองเกิดซ้ำอีกในเมืองเดอรี่





ดูๆ ไปมันมีอะไรให้คิดมากกว่าหนังสยองขวัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่อง “การเติบโตขึ้นและการเผชิญหน้ากับปัญหา” ในวัยเยาว์ กลุ่มขี้แพ้อาจรวบรวมความกล้ากำจัดปีศาจได้ชั่วคราว แต่เมื่อโตขึ้นมา ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรต่างๆ ทำให้มุมคิดเปลี่ยนไป ..เพนนี่ ไวส์ ก็เหมือนกับปัญหาข้อหนึ่งที่สร้างความกลัว เช่นกลัวการเปลี่ยนแปลง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราไม่กล้าทำอะไรกับมัน และเรามักจะมองปัญหามันใหญ่เกินจริง

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าอย่างไร สุดท้าย ชีวิตของเราก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา เมื่อมองมันอย่างพิเคราะห์ อาศัยศรัทธาในตัวเราเอง ว่า “กูไม่กลัวมึง” เราก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา อาจหดขนาดของมันให้เล็กและสามารถจัดการกับมันได้ จากที่เดิม เบเวอร์ลี่ย์ ตัวเอกในกลุ่มบอกว่า “เห็นนิมิตว่าพวกเราต้องตายกันหมด” แต่นั่นก็คือความกลัว เมื่อสุดท้ายการร่วมแรงร่วมใจกัน เราก็จัดการกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคในชีวิตได้

ดูหนังบางทีมันก็มีมุมคิดที่คาดไม่ถึง อย่าง it chapter 2 มันทำให้รู้สึกอะไรเยอะกว่าหนังสยองเยอะเลย.
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : ผู้หญิง 5 บาป , Major Group , IT: Chapter Two


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    40%
  • ไม่เห็นด้วย
    60%

บอกต่อ : 251