อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562

สัญญาณร้ายทุเรียนไทย ต้องสร้างแบรนด์รักษาฐาน

อกสั่นขวัญแขวนกันอีกแล้วค่ะ!! … กับชาวสวนทุเรียนไทย ที่เพิ่งอิ่มอกอิ่มใจ นับเงินนับทอง หายใจคล่อง สบายตัว กับการปลูกทุเรียนขายมาได้ไม่กี่เท่านั้น จันทร์ที่ 9 กันยายน 2562 เวลา 08.00 น.


แต่ข่าวคราวที่ว่า “จีน ทดลองปลูกทุเรียนสำเร็จ” ก็คืบคลานเข้ามา กลายเป็นหนามบ่งใจ ทำเอาหายใจไม่ทั่วท้องอย่างบอกไม่ถูกกันอีกครั้ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกมาเตือนบรรดาชาวสวนทุเรียนและคนที่เกี่ยวข้องแบบดังๆ

เวลานี้…“มณฑลไหหลำ” ของจีน สามารถทดลองเพาะปลูกได้สำเร็จแล้ว จากการนำต้นพันธุ์ “ซานโน” จากมาเลเซียมาทดลองปลูก ที่เมืองซานย่า จนเป็นผลสำเร็จแล้ว ที่สำคัญยังได้ผลเป็นที่น่าพอใจอีกต่างหาก!!



ถือเป็นการบอกข่าว!! ส่งข่าว!! ส่งสัญญาณ!! เตือน… มาถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในไทยอย่างชัดเจน ที่ต้องตื่นตัวโดยไม่ตื่นตูม โดยให้ความใส่ใจ ให้ความสำคัญและหันมาดูผลสำเร็จนี้ อย่างมีนัยยะ

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรของมณฑลไหหลำ เอง จะย้ำ อันที่จริงแล้ว มณฑลไหหลำ “ปลูกทุเรียน” มาหลายสิบปีแล้ว เพียงแค่ว่า…ผลทุเรียนที่ออกมานั้น รสชาติยังไม่ถูกอกถูกใจ แถมมีผลผลิตที่ต่ำ จึงไม่ได้เพาะปลูกให้เป็นล่ำเป็นสันอะไรมากนัก

ขณะเดียวแม้เวลานี้ผลการทดลองปลูกทุเรียนซานโน ที่ออกมาจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่เกษตรกรชาวจีน จะลงมือปลูก ด้วยความที่…ยังมีความเสี่ยง ที่ไม่สามารถควบคุมสภาพภูมิอากาศได้

การส่งข่าวเรื่องนี้…ถือว่ามีความสำคัญกับชาวสวนไทยไม่น้อยทีเดียว เพราะอย่าลืมว่า เวลานี้ประชาชนชาวจีน นิยมชมชอบการบริโภค “ทุเรียน” ของไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์ “หมอนทอง” ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า “เสพติด” กันทีเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ “ทุเรียนไทย” ยังสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศจีน ได้มากถึง 80% ทีเดียว และแม้ว่าประเทศจีนจะเป็นประเทศที่ใหญ่ ที่ประชากันนับพันล้านคน การครองส่วนแบ่งตลาดมากขนาดนี้ ใช่ว่า “ใครอื่น” จะแย่งชิงตลาดได้ง่าย ๆ



เรื่องนี้ไม่เถียง… แต่ที่น่ากลัวที่สุด คือ “จีน” ที่ขึ้นชื่อว่า…ประเทศมหาอำนาจในแดนตะวันออก ทำได้ทุกด้านเพื่อพัฒนาประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพิงต่างประเทศมากจนเกินไป

ไม่ว่าจะเป็น ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เทคโนโลยี่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่จีนสามารถพัฒนาได้จนประสบความสำเร็จ

คิดดูเอาเองแล้วกัน หากจีนสามารถพัฒนาสายพันธุ์ทุเรียนซานโน ได้สำเร็จ โดยไม่ว่าจะปลูกที่ไหนก็ปลูกได้ หรือหากปลูกได้ในสภาพภูมิอากาศของจีน อนาคตตลาดทุเรียนไทยจะเป็นอย่างไร?

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ หรือเรื่องที่ “มองข้าม” ได้อีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นลำไย จะเป็นข้าวหอมมะลิ หรืออื่น ๆ “จีน” ก็สามารถทำได้สำเร็จมาแล้ว แม้ยังตีตลาดสินค้าไทยไม่ได้ทั้งหมด ไม่ได้ทั้ง 100% ก็ตามเถอะ

ขณะเดียวกันแม้หลายฝ่ายหลายมุมมอง จะมองว่าสายพันธุ์ซานโน ก็คนละสายพันธุ์กับหมอนทอง ที่เป็นที่นิยมของชาวจีน แต่ถ้าหากวันใด “ซานโน” ติดตลาดติดลิ้นคนจีนขึ้นมาล่ะ …หมอนทองจะเอาอะไรไปสู้เค้า?

แล้วก็ไม่ใช่ความสำเร็จของ “จีน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เพื่อนบ้านของไทยทั้งเวียดนาม ทั้งมาเลเซีย เอง ก็ได้พัฒนาสายพันธุ์ทุเรียนเพื่อแข่งขันกับไทย แถมยังส่งออกไปขายที่จีนแล้ววันละ 500 ตัน

ไม่เพียงเท่านี้ด้านมาเลเซีย เอง ก็ได้โปรโมททุเรียนพันธุ์ “มูซานคิง” ว่าเป็นทุเรียนที่คุณภาพดีที่สุดในโลก แถมยังได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดทุเรียนโลกมาด้วยอีกต่างหาก แม้ในด้านผลผลิตยังไม่สามารถสู้ไทยได้ก็ตาม



การส่งสัญญาณครั้งนี้ เชื่อว่าอาจทำให้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นเกิดอาการสะดุ้ง!! กันขึ้นมาบ้าง แต่คนที่ต้องสะดุ้งรวมทั้งต้องตื่นตัว ให้มากที่สุดก็หนีไม่พ้นบรรดาชาวสวนทุเรียนไทยนั่นแหล่ะ

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเร่งพัฒนาสายพันธุ์ เร่งควบคุมมาตรฐานให้ได้การรับรองทั้งมาตรฐานจีเอ็มพี มาตรฐานจีเอพี ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานสำคัญด่านแรกที่จะสามารถส่งออกไปขายที่จีนได้

ขณะเดียวกันการสร้างความแตกต่าง การสร้างแบรนด์ไทย ให้เป็นที่ขึ้นชื่อ เป็นที่ยอมรับ ว่าเป็นทุเรียนหมอนทองของไทย เป็นแบรนด์ไทยอย่างแท้จริง ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีและรักษาไว้ซึ่งตลาดใหญ่ของทุเรียนไทย

ณ เวลานี้ ต้องยอมรับว่า เกษตรกรหลายพื้นที่หลายจังหวัด ต่างหันมาปลูกทุเรียนกับทั้งนั้นด้วยอนาคตอันหอมหวาน ด้วยเป็นที่ชื่นชอบของต่างประเทศ ด้วยราคาที่งดงามที่นำมาซึ่งรายได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นเหมือนกับยางพารา หรือลำไย

แต่สุดท้ายหากไม่เร่งพัฒนาสายพันธุ์ ไม่ขึ้นทะเบียนจีไอ ปล่อยการปลูกเป็นไปตามธรรมชาติ คือแล้วแต่ฝนฟ้าอากาศ ที่สำคัญภาคราชการไม่เข้ามาช่วยส่งเสริม เชื่อเถอะอนาคตตลาดจีน 80% อาจหายไปในพริบตาก็เป็นไปได้.

...........................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โด “ช่อชมพู” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 48