อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562

ความเชื่อปรัมปราพันปี 'กินฉี่ตัวเอง'ดีจริงหรือ?

สัปดาห์นี้แพทย์ไขสงสัย กินฉี่ตัวเองผลเสียมากกว่าผลดี ที่สำคัญสะสมของเสียเพิ่มอีก แม้ร่างกายขจัดทิ้งไปแล้ว แต่กลับกินเข้าไปหมุนเวียนสู่ในร่างกายอีกครั้ง เสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ต้องบอกเลยว่าเรื่องของ “ลัทธิกินฉี่ตัวเอง” ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้กลับมาอีกระลอก เพราะก่อนหน้าหลายสิบปีก็เคยมีคนออกมาเปิดเผยว่า “กินฉี่ตัวเอง แล้ว...มีความรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น” แต่ที่ล่าสุดเรื่องนี้กลายเป็นกระแสอีกครั้งและทำเอาวงการสาธารสุขสั่นสะเทือนก็ว่าได้ เพราะเมื่อก่อนไม่ได้มีโซเซียลฯ ที่ทุกคนจะแชร์อะไรก็ได้เหมือนกับยุคปัจจุบันนี้ที่คลิกเดียวข้อมูลทั้งเท็จและจริงก็ข้ามโลกไปไกลแล้ว

ในเรื่องนี้แฟนเพจ @thaimedcouncilของแพทยสภา โดย .กิตติคุณ นพ.เกรียง ตั้งสง่า อายุรแพทย์โรคไตและอดีตนายกสมาคมโรคไตแห่งประ​เทศไทย ให้ข้อมูลว่า การกินฉี่ตัวเองมีตำนานความเชื่อมานับพันปี ว่าใช้รักษาโรคบางอย่างได้ รวมไปถึงมะเร็ง แต่เป็นความเชื่อปรัมปรา (myth) มากกว่าเป็นความจริง (fact) เมื่อลองไปค้นหาข้อมูลกลับไม่มีหลักฐานทางวิชาการอะไรที่เชื่อถือได้มาสนับสนุน

หลายคนอาจจะสงสัยว่า...ในปัสสาวะนอกจากน้ำแล้วมีอะไรบ้าง ?

ปัสสาวะมีน้ำมากกว่า 95% โดยน้ำหนักที่เหลือเป็นสารต่าง ๆ ที่ร่างกายขับออกมา การที่ร่างกายต้องขับออกก็เพราะเป็นของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ และถ้าคั่งค้างในร่างกายจะเกิดผลเสียได้ เมื่อถามว่าปัสสาวะมีน้ำถึงกว่า 95% แล้วยังถือว่าปัสสาวะมีความเข้มข้นอีกหรือไม่? คำตอบก็คือ...ใช่ ถือว่าปัสสาวะเข้มข้น เนื่องจากสรีระวิทยาของสัตว์บก คือ จำเป็นจะต้องเก็บน้ำและเกลือโซเดียมไว้ในตัว เพื่อให้รักษาปริมาตรของเลือดและพลาสมาที่ไหลเวียนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ปริมาณพลาสมาที่ถูกกรองมีจำนวนถึง 140 ลิตร/วัน แต่เรามีน้ำปัสสาวะเพียง 1-2 ลิตร/วัน แปลว่าอีก 138 ลิตรของน้ำจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียน แต่ของเสียจากน้ำพลาสมา 140 ลิตรจะมารวมอยู่ในน้ำปัสสาวะ 1-2 ลิตร ด้วยเหตุนี้ปัสสาวะจึงมีฤทธิ์กัดกร่อนมากพอควร



ส่วนประกอบในปัสสาวะมี 3 ประเภทใหญ่ ๆ

1.สารส่วนเกินจากแมตาบอลิซึม (metabolic waste) ที่เกิดจากการเผาผลาญของการสันดาปในร่างกาย ที่มากที่สุดคือยูเรีย นอกจากนี้ก็มีกรดฟอสเฟต สารประกอบซัลเฟต จากการเผาผลาญโปรตีน ทำให้ปัสสาวะเป็นกรด มีกรดยูริก มีสารประกอบคีโตนจากการสลายสารพวกไขมัน มีกรดอินทรีย์อีกมากมาย เนื่องจากสารเหล่านี้มักมีคุณสมบัติเป็นกรด และเนื่องจากคนเป็นสัตว์บก ร่างกายมีการดูดน้ำจากไตกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียน ปัสสาวะจึงมีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำพอควร

ความเป็นกรดของปัสาวะ (มีค่า pH ประมาณ 5-6.5) หากกินฉี่เข้าไปในช่วงท้องว่าง อาจทำให้เกิดผลเสียต่อเยื่อบุผนังลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหารได้อีกด้วย ลองสังเกตดูผู้ป่วยที่ใส่ผ้าอ้อมที่เปียกชุ่มน้ำปัสสาวะอยู่ตลอด ไม่ช้าไม่นานก็จะเกิดแผลที่บริเวณก้น ไม่ใช่เพราะเป็นแผลกดทับอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการกัดกร่อนด้วยปัสสาวะที่หมักหมมในผ้าอ้อม

เมื่อพิจารณาด้วยตรรกะของหลักการวิวัฒนาการ ธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตจะพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ในเมื่อสารของเสียในปัสสาวะเป็นสารที่ธรรมชาติได้วิวัฒนาการมานาน และกำจัดออกมา (จากร่างกาย) ทางปัสสาวะ แสดงว่าร่างกายไม่ต้องการ ถ้ามีสะสมมากจะไม่ดี

นพ.เกรียง ระบุด้วยว่า ถ้าของเสียในปัสสาวะมันเป็นของดีจริง ธรรมชาติจะไม่ปล่อยทิ้งไปอย่างแน่นอน ด้วยวิวัฒนาการจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ มาจนเป็นลิงและคน เป็นเวลานับล้านปี หากของเสียในปัสสาวะมีประโยชน์ ธรรมชาติจะพัฒนาสร้างระบบเรียกคืนนำกลับเข้ามาใช้ใหม่ แต่ร่างกายขจัดออกแสดงว่าไร้ประโยชน์

แล้วเราจะนำปัสสาวะ (ที่มีของเสียผสมอยู่) มากินมาดื่มเข้าไปใหม่เพื่ออะไร ?

ในคนไข้โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตขับของเสียเหล่านี้ไม่ได้ เพราะปัสสาวะน้อยลงมาก ทำให้มีของเสียคั่งในร่างกาย เช่น ยูเรีย กรดอินทรีย์ฟอสเฟต และอื่น ๆ จนทำให้ร่างกายมีอาการแสดงต่าง ๆ นอกจากนี้ภาวะไตวายรุนแรง จนไม่สามารถขับน้ำปัสสาวะออกมา คนไข้กลุ่มนี้จะเสียชีวิตในที่สุด เพราะมีการสะสมของของเสีย (ซึ่งควรถูกขับออกทางปัสสาสวะ) มาคั่งอยู่ในกระแสเลือด ฉะนั้นแล้วจะดื่มน้ำปัสสาวะเข้าไปเพื่ออะไร?



2.ยาหรืออนุพันธ์ของยาที่ทานเข้าไป ยาชนิดละลายได้ในน้ำจะถูกขับออกจากร่างกายทางไต ส่วนยาชนิดละลายได้ในสารไขมันจะถูกขับทางตับ ดังนั้นการกินฉี่ตัวเองจึงมีโอกาสได้รับสารของยากลับเข้าสู่ร่างกายอีก ก็จะมีความเสี่ยงที่ยาจะสะสมอยู่ในร่างกายมากเกิน ตัวอย่าง เช่น การตรวจยาเสพติด หรือยาโด๊ปก็ตรวจจากฉี่

3.ปัสสาวะอาจมีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสอื่นปนเปื้อนออกมาได้ การดื่มน้ำปัสสาวะจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคเหล่านี้กลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

แล้วในปัสสาวะพอจะมีสารที่มีประโยชน์อยู่บ้างหรือไม่ ?

คุณหมอ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ก็น่าจะมีบ้าง แต่มีจำนวนน้อย เช่น มีสาร prostaglndin เป็นสารเคมีตามธรรมชาติในร่างกายที่มีคุณสมบัติเหมือนฮอร์โมน บางจำพวกอยู่ นอกจากนี้ก็มี urokinase ที่มีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือดได้ ฮอร์โมนหลายตัวก็ถูกขับออกทางปัสสาวะ เช่น estradiol เป็นกลุ่มฮอร์โมนที่ผลิตโดยรังไข่ของผู้หญิง, progesterone คือฮอร์โมนเพศหญิงที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมภาวะไข่ตกและการมีประจำเดือน, erythropoietin เป็นฮอร์โมนในร่างกายที่ผลิตขึ้นจากไต ทำหน้าที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มระดับฮีโมโกลบิน แต่อย่างที่อธิบายว่ามีน้อยมาก ก็ไม่คุ้มที่จะกินปัสสาวะตัวเอง เพียงเพราะเสียดายฮอร์โมนเหล่านี้ เพราะมันจะเข้าทำนอง “ได้ไม่คุ้มเสีย”
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม : แพทยสภา 


คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่  

ร่วมสนับสนุนโดย :
 

 



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 283