อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562

ต้นเหตุ'ข้าวเหนียวแพง' กักตุนหรือขาดแคลนจริงๆ

สัปดาห์นี้ไปดู “ข้าวเหนียวแพง” พุ่งทะยานแบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ปัจจัยจากภาวะฝนแล้งจนขาดแคลนหรือมีการกักตุนสต็อกไว้ แท้จริงอยู่ตรงไหน? พฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2562 เวลา 08.00 น.


กลายเป็นเรื่องฮือฮาเมื่อสถานการณ์ราคาข้าวเหนียวตอนนี้ทะยานแซงหน้าสูงกว่าราคาข้าวหอมมะลิไปแล้ว ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่าตอนนี้ราคาข้าวเหนียวกิโลละ 50 บาท หากคิดเป็นตันราวๆตันละ 50,000 บาท คนในวงการบอกว่าสูงที่สุดในประวัติการณ์สูงกว่าข้าวหอมมะลิที่ตันละ 35,000 บาทเท่านั้น

สำหรับราคาซื้อขายข้าวเหนียวเดือนพฤษภา ขายกันที่กิโลกรัมละ 22 บาท เดือนถัดมากรฏาคม กิโลกรัมละ 35 บาท และสิงหาคมกิโลกรัมละ 50 บาท เรียกว่าแค่สองเดือนสูงขึ้น 150% เลยทีเดียว

ขณะที่กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ออกมาชี้แจงถึงเหตุปัจจัยที่ช่วยดันให้ราคาข้าวเหนียวพุ่งทะยานแบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่อย่างที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะภาวะฝนแล้งในภาคเหนือและภาคอีสานที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวมากที่สุดได้รับความเสียหายอย่างหนัก



ปัจจัยต่อมา เพราะมีคนปลูกน้อย สาเหตุก็เนื่องมาจากราคาข้าวเหนียวเมื่อปีที่แล้วดิ่งเหวเหลือตันละ 9 พันกว่าบาท ชาวนาที่เคยปลูกข้าวเหนียวก็หันไปปลูกข้าวหอมมะลิที่ราคาดีกว่าแทน ประกอบกับ ข้าวเหนียวในสต็อกของโรงสีก็ขายหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือพ่อค้าออกกว้านซื้อเพื่อส่งมอบ ทั้งสามปัจจัยนี้ที่ทำให้ข้าวเหนียวในท้องตลาดมีน้อยไม่พอกับความต้องการ

เมื่อผลผลิตออกมาน้อยกว่าความต้องการของตลาดก็เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์หลักดีมานด์-ซับพลาย ของมีน้อยแต่ความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราคาก็สูงตามเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ดูจะตื่นตระหนกตกอกตกใจกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เตรียมหามาตรการแก้ปัญหา เพราะเกรงว่าผู้บริโภคจะเดือดร้อนถึงขั้นประกาศว่าจะใช้ พรบ.การค้าข้าว ดำเนินการแบบเด็ดขาดและเตรียมจะนำข้าวเหนียวมาบรรจุถุงมาเป็นข้าวถุงขายแก้ปัญหาขาดแคลน



นั่นแปลว่า กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่าปัญหาข้าวเหนียวขาดแคลนเป็นเพราะโรงสีและพ่อค้าคนกลางกักตุนสต็อกไว้ปั่นราคาให้สูงอย่างที่เห็นไม่ใช่ขาดแคลนแบบปกติ ขณะที่ตัวแทนสมาคมโรงสีก็ออกมาชี้แจงว่า เท่าที่สอบถามสมาชิกแล้วยืนยันว่าไม่มีการกักตุนสต็อกแต่อย่างใด ข้าวเหนียวขาดตลาดจริงๆเพราะประเทศไทยแล้งมา 2-3 ปีติดต่อกันทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ประกอบกับอุตสาหกรรมอาหารมีความต้องการข้าวเหนียวมากขึ้นทุกปี และร้านสะดวกซื้อมีเมนูข้าวเหนียวมากขึ้นจึงดันราคาให้สูงจนน่าตกใจ 

ไล่เรียงความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี หากกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่างานนี้มีการกักตุนจริงก็ต้องจัดการให้เด็ดขาดถือว่าเป็นการฉกฉวยโอกาสและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่บริโภคข้าวเหนียว

ถ้าจะให้ดีลองสาวลึกลงไปว่า งานนี้มีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่าการกักตุนหวังปั่นราคาหรือไม่ อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกร้องให้มีการนำข้าวเหนียวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวเหนียวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ซึ่งจะส่งผลเสียระยะยาวกับชาวนาไทย เพราะจะโดนข้าวเหนียวคุณภาพต่ำมาแย่งตลาดจนต้องเลิกปลูก เหมือนกับที่กระทรวงพาณิชย์เคยเปิดให้มีการนำมะพร้าวจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อแก้ปัญหามะพร้าวขาดแคลน



จนถึงวันนี้ก็ยังมีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศอยู่ เพราะโดยธรรมชาติอะไรที่ปล่อยให้เปิดเข้ามาง่ายๆ เวลาจะปิดมันปิดยากถึงปิดแล้วก็ปิดไม่สนิทยังมีช่องทางให้การนำเข้าได้เรื่อยๆ ตอนนี้ชาวสวนมะพร้าวเจ๊งไปตามๆ กัน ตรงนี้ต้องดูให้ดีอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

แต่เท่าที่ฟังมายังไม่มีใครไปดูที่ต้นเหตุว่า ข้าวเหนียวที่ราคาพุ่งกระฉูดตันละเกือบ 50,000 บาท นั้น ราคาไปโป่งตรงไหนใครได้ประโยชน์ ราคาที่ชาวนาขายได้ตันละเท่าไหร่ ถ้าชาวนาได้ราคาดี ราคาต้นทางกับปลายทางสมเหตุสมผลกัน นั่นแสดงว่าข้าวเหนียวขาดแคลนจริงๆ

ถ้าข้าวเหนียวขาดแคลนจริงๆ ชาวนาขายได้ราคาดี ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่กระทรวงพาณิชย์จะมาควบคุมโดยอ้างว่าข้าวเหนียวเป็นสินค้าควบคุมหรือมาแทรกแซงกลไกด้วยการทำข้าวเหนียวถุงถึงขายแข่ง เรื่องนี้ก็ควรเป็นไปตามกลไกตลาดเพราะผู้บริโภคเองก็มีทางเลือก เมื่อข้าวเหนียวแพงก็ไปกินข้าวประเภทอื่นแทนได้ ก็เหมือนชาวนาที่ต้องแก้ปัญหาเอง ราคาข้าวเหนียวตกต่ำก็ไปปลูกข้าวหอมมะลิ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะทำให้ราคาข้าวเหนียวต่ำลงด้วยมาตรการที่ไม่เป็นธรรมชาติ

ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเพราะการขาดแคลนข้อมูลที่ตรวจสอบหาสาเหตุจริงๆ จึงออกมาพูดกันคนละทางสองทาง ความเสียหายจึงตกอยู่กับชาวนาที่ปลูกข้าวเหนียวตาดำๆ
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 61