อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 24 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 24 กันยายน 2562

อันตราย'โรคลมชักในเด็ก' ง้างปากฟันอุดหลอดลมดับ

สัปดาห์นี้แพทย์เตือน “ลมชักในเด็ก” แนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซ้ำเป็นโรคสร้างความทุกข์ให้พ่อแม่ แต่หากรักษาเร็วหายขาดได้ ย้ำความเชื่อผิด ๆ ไม่ง้างปากเด็ก เสี่ยงฟันหักหลุดไหลติดหลอดลมเสียชีวิต เสาร์ที่ 7 กันยายน 2562 เวลา 12.00 น.


ทราบกันหรือไม่ว่า “โรคลมชัก” เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทีเดียว เพราะก่อให้เกิดความพิการทางสมอง และยังเป็นโรคระบบประสาทเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก ทั่วโลกพบอุบัติการณ์ในเด็กประมาณ 41-187 ต่อแสนประชากร แต่จะพบอุบัติการณ์สูงในขวบปีแรก โดยในความเป็นจริงแล้วโรคนี้รักษาหายได้ ถ้าวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งบางอาการสังเกตยาก จุดนี้เองทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่ง...ไม่รู้ตัว ว่า “เป็นโรค” จึง...ไม่ได้รักษา

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า ถ้ามีอาการเหล่านี้ซ้ำ ๆ เช่น เหม่อลอย เบลอ จำอะไรไม่ได้ชั่วขณะ เป็นเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหาย ทำให้ไม่ทันสังเกต แม้จะไม่มีอาการเกร็ง ชัก กระตุก ควรมาพบหมอเพื่อซักประวัติ หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จะบอกได้ว่า...เป็นภาวะของโรคลมชักหรือไม่?

ทั้งนี้หลายคนที่มีอาการ เช่น เห็นภาพหมุน เห็นภาพเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ เห็นแสงจ้าสีสันหลากหลาย บางคนเห็นภาพหลอน หูแว่ว ซึ่งเมื่อได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง จึงพบว่ามีอาการของโรคลมชัก โดยประมาณร้อยละ70 จะรักษาด้วย “ยากันชัก” ที่เหลือจัดอยู่ในกลุ่ม “ดื้อยากันชัก” ซึ่งอาจรักษาหายได้ด้วยการผ่าตัด แต่ต้องผ่านการประเมินด้วยทีมคุณหมอด้านโรคลมชัก



ประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ป่วยดื้อยากันชักราวหลายหมื่นคน และมีการผ่าตัดสมองรักษาโรคลมชักประมาณ 100 กว่ารายต่อปี เนื่องจากว่าโรงพยาบาลที่รักษาโรคลมชักด้วยการผ่าตัดสมองยังมีไม่กี่แห่ง

สำหรับความชุกของโรคลมชัก พบมากโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งไทยเราประมาณการผู้ป่วยโรคลมชัก 500,000 คน เป็นผู้ป่วยเด็กประมาณ 1 ใน 3 ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีความผิดปกติจากคลื่นไฟฟ้าสมองที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าที่มากกว่าปกติ จึงเกิดอาการชักหลายรูปแบบนั้นเอง

ขณะที่สาเหตุของ “โรคลมชักในเด็ก” เกิดได้หลายสาเหตุและแตกต่างในแต่ละกลุ่มอายุ เช่น พันธุกรรม สมองบาดเจ็บจากการขาดออกซิเจน เลือดออกในสมอง ติดเชื้อที่ระบบประสาท หรือโครงสร้างเซลล์สมองผิดปกติ เป็นต้น

พญ.ไพรัตน์ แสงดิษฐ ผอ.สถาบันประสาทวิทยา ให้ข้อมูลเพิ่มว่า อาการชักในเด็กมีรูปแบบที่เฉพาะและแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น อาการชักผวาเป็นชุดในทารก อาการชักผงกหัวตัวอ่อน อาการชักเหม่อสั้น ๆ ในเด็ก เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นอาการชักที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จัก ไม่ทราบว่าเป็นโรคลมชัก จึงไม่พามาหาหมอ ทำให้การรักษาล่าช้า และเด็กอาจมีพัฒนาการช้า หรือพัฒนาการถดถอยได้ แต่หากรักษาเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสหายและพัฒนาการดีขึ้น

นอกจากนี้ผู้ป่วยเด็กก็อาจมีอาการชักแบบอื่นที่เหมือนกับผู้ใหญ่ เช่น ชักเกร็งกระตุกตาค้างที่เรียกว่า “ลมบ้าหมู” ชักแบบมีพฤติกรรมแปลก ๆ เป็นต้น ฉะนั้นพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีอาการชัก หรือสงสัยพฤติกรรมที่แปลกไปกว่าปกติที่เกิดซ้ำ ๆ ควรถ่ายคลิปวีดีโอเก็บไว้ขณะเด็กเกิดอาการ และรีบพาเด็กไปหาหมอ



การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเด็กเกิดอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัวมีดังนี้

1.ผู้ปกครองต้องตั้งสติให้ดี
2.จัดท่าเด็กให้นอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก และถ้าเห็นเศษอาหารให้กวาดออกมาจากปากได้
3.ห้ามนำอุปกรณ์ใด ๆ รวมทั้งมือเข้าไปง้างปากผู้ป่วย สิ่งนี้เป็นความเข้าใจผิดของคนทั่วไปว่ากลัวผู้ป่วยกัดลิ้น จึงงัดปาก ในความเป็นจริงแล้วการงัดหรือง้างปากเด็กอาจทำให้ฟันหักและตกลงไปอุดหลอดลม หายใจไม่ได้และเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้ ตรงกันข้ามถ้าเด็กกัดลิ้นแต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิตและรักษาได้

อย่างไรก็ดียังต้องระวังกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการ “ชักเหม่อลอย” เนื่องจากไม่รู้สึกตัวและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ว่ายน้ำแล้วเกิดจมน้ำ ชักขณะขับรถ ส่วนผู้ป่วยที่ต้องทำงานกับเครื่องจักร ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเกิดอันตรายขณะชักได้ ซึ่งผู้ใกล้ชิด คนในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ควรจะทำความเข้าใจกับโรคนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยต้องทำให้ถูกวิธี ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินว่ามีการนำช้อนหรือสิ่งของต่าง ๆ ไปงัดปาก เพื่อป้องกันการกัดลิ้นผู้ป่วย ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ซึ่งวิธีที่ถูกต้องและจดจำง่ายคือ “ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่ถ่าง ไม่กด”

อย่างไรก็ตาม อาการชักมักจะหยุดได้ภายใน 2-3 นาที ยกเว้นบางรายที่รุนแรงมากเกิน 5 นาที และหลังจากหยุดชักแล้วให้รีบพาไปส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่ 

ร่วมสนับสนุนโดย :
 





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 65