อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

"วิถีช่างทอบ้านปะอาว"ความหวัง"คนรุ่นใหม่สืบสาน"

ห่วงไม่มีใครมาสืบทอดต่อ เพราะถ้าไม่มีคนที่จะมาสืบทอดเรื่องนี้ ภูมิปัญญางานฝีมือนี้คงจะสูญหายไปอย่างแน่นอน” เป็นความกังวลใจของ แม่เตือนใจ แก้ววงษา วัย 72 ปี หนึ่งในสมาชิกของ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านปะอาว อาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562 เวลา 10.30 น.


 ห่วงว่าจะไม่มีใครมาสืบทอดต่อ เพราะถ้าไม่มีคนที่จะมาสืบทอดเรื่องนี้ ภูมิปัญญางานฝีมือนี้ก็คงจะสูญหายไปอย่างแน่นอน” เป็นเสียงที่สะท้อนถึงความกังวลใจของ แม่เตือนใจ แก้ววงษา วัย 72 ปี หนึ่งในสมาชิกของ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านปะอาว .เมือง จ.อุบลราชธานี ที่บอกกับเราไว้ ในวันที่เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยือน ชุมชนช่างทอผ้า ดังกล่าว ซึ่งชุมชนแห่งนี้ก็มีแง่มุมชีวิตที่น่าสนใจ ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ...
                  

“บ้านปะอาว” นั้นเป็นชุมชนเล็ก ๆ ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีออกไปราว 20 กิโลเมตร โดยประวัติบ้านปะอาวนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ museumthailand.com ระบุว่า มีประวัติเล่าต่อกันมาว่าบรรพบุรุษของบ้านปะอาวนี้ได้อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ ในสมัยพระวอ พระตา ที่เกณฑ์ไพร่พลเดินทางมาเพื่อก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี โดยภายหลังจากเมืองอุบลราชธานีได้รับการก่อตั้งสำเร็จแล้ว ได้มีพี่น้องสองคน ซึ่งเป็นไพร่พลที่ถูกเกณฑ์มาสร้างเมืองอุบลราชาธานี ได้พาหมู่ญาติของตนออกเดินทางห่างออกมาจากเมืองอุบลราชธานี เพื่อหาที่ตั้งรกรากทำกิน

จนเมื่อเดินทางถึงทำเลที่เหมาะสมซึ่งมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ผู้เป็นน้องชายก็ได้พาสมัคร พรรคพวกไปช่วยกันก่อตั้งหมู่บ้านขึ้น ซึ่งก็คือ บ้านปะอาวในปัจจุบัน ขณะที่ผู้เป็นพี่ชายนั้น หลังจากช่วยน้องชายก่อตั้งบ้านปะอาวสำเร็จ ก็ได้อพยพขึ้นไปทางทิศเหนือ โดยไปลงหลักปักฐานสร้างชุมชนขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง โดยตั้งชื่อว่าบ้านโนนเมือง ซึ่งก็คือบริเวณพื้นที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ในปัจจุบัน



     
สำหรับคำว่า ปะอาว ซึ่งเป็นชื่อของชุมชนนั้น ได้มีการสันนิษฐานกันว่า น่าจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ป๋าอาว โดยคำว่า ป๋า หมายถึง ละไว้ ทิ้งไว้ ส่วน อาว จะหมายถึง อา หรือน้องชาย ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วก็จะมีความหมายว่า เป็นบ้านที่ผู้เป็นพี่ได้ละทิ้งน้องชายไป ...นี่ก็เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของ ชุมชนทอผ้าพื้นเมืองแห่งนี้
     
ทั้งนี้ บ้านปะอาวมีภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดสืบต่อกันมายาวนานกว่า 200 ปี โดยที่เด่น ๆ คือ งานหัตถกรรมการหล่อทองเหลืองโบราณ ที่เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของที่นี่ นอกจากนั้นก็ยังมีชื่อเสียงเกี่ยวกับ “ผ้าทอพื้นเมือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสินค้าของดีที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับผู้คนในชุมชนแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภูมิปัญญาด้านการทอผ้าที่ว่านี้ก็สุ่มเสี่ยงที่จะสูญหายไป เนื่องจากขาดแคลนคนรุ่นใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยสืบทอด อาชีพช่างทอผ้า  ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้

แม่เตือนใจ ปรมาจารย์การทอผ้าบ้านปะอาว เล่าว่า... การทอผ้าของคนในชุมชนเป็นวิถีที่มีการสืบทอดกันมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งสืบทอดต่อกันมาเป็นร้อยปีแล้ว โดย แม่เตือนใจ เล่าอีกว่า นับตั้งแต่จำความได้ เกิดมาก็เห็นคนรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ ทอผ้าใช้กันเองมาตลอด ซึ่งในสมัยก่อนแต่ละบ้านจะทอผ้าเอาไว้ใช้กันเองภายในครัวเรือน




 “สมัยนั้นคนในชุมชนจะช่วยกันปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย ในพื้นที่ท้องไร่ท้องนา พอพ้นหน้าเก็บเกี่ยว ก็จะมาช่วยกันเก็บไหม เก็บฝ้าย โดยคนที่ทำฝ้ายก็ทำฝ้าย คนที่ทำไหมก็จะทำไหม จากนั้นก็จะนำมาย้อมสี และนำไปทอให้เป็นผืนผ้า แม่เตือนใจเล่าถึงภาพในอดีตของวิถีการทอผ้าบ้านปะอาว
      
พร้อมกันนี้ก็ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า  แต่ก่อนผ้าที่ทอจะเรียกว่า ผ้าเหยียบ ซึ่งจะมีลวดลายธรรมดา เป็นลายเรียบ ๆ ซึ่งผ้าที่ทอจะถูกนำมาตัดเป็นเสื้อผ้าสวมใส่กันเฉพาะคนในชุมชน โดยในอดีตจะนิยมทอผ้าหน้ากว้าง  60-70 เซนติเมตร จนมาในปี 2530 เมื่อได้มีการก่อตั้ง กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านปะอาว ขึ้น ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนหน้าผ้า ให้มีขนาดที่กว้างขึ้นเป็น 90-100 เซนติเมตร โดยกลุ่มทอผ้าในปัจจุบันนี้มีสมาชิกอยู่ประมาณ 80 คน ซึ่งหลังจากมีการก่อตั้งกลุ่มขึ้น ก็มีหน่วยงานราชการและองค์กรต่าง ๆ เข้ามาช่วยส่งเสริม และสนับสนุน อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ... เป็นต้น
      
ผ้าทอของบ้านปะอาวจะเป็นการทอผ้าด้วยมือทั้งผืน โดยมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมกาบบัว ที่เป็นผ้าเอกลักษณ์ของอุบลราชธานี รวมถึงผ้าไหมมัดหมี่ และผ้าไหมลายลูกแก้ว โดยทุกผืนที่ชาวบ้านทอขึ้นนั้น ล้วนใช้ความประณีต ความตั้งใจ และใส่ใจในทุกขั้นตอนแม่เตือนใจ ปรมาจารย์การทอผ้าคนเดิมกล่าว
      
ด้วยฝีมือการทอที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีอัตลักษณ์ ที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว ทำให้ผ้าทอบ้านปะอาวเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการจากผู้นิยมสวมใส่ผ้าทอพื้นเมืองและกลุ่มนักสะสมผ้า โดยมีการส่งออกจากพื้นที่ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งผ้าทอที่ถือเป็น ไฮไลต์ และเป็นที่ต้องการของนักสะสมผ้าอย่างมาก นั่นก็คือ ผ้าทอลายทิวมุกจกดาว

      

 
ผ้าลายทิวมุกจกดาว เป็นผ้าที่ทอได้ยาก ต้องอาศัยความอุตสาหะในการทอ โดยต้องใช้เวลาในการทอเกือบหนึ่งเดือน หรือมากกว่า จึงจะได้ผ้าทอลายนี้ออกมาสักหนึ่งผืนแม่เตือนใจ กล่าวถึง ผ้าทอสำคัญที่ว่านี้

และขยายความเรื่องนี้ให้ฟังต่อไปว่า ทิวมุกจกดาวเป็นลวดลายโบราณ เป็นผ้าที่ทอได้ยากยิ่ง เพราะมีเทคนิคการทำที่ค่อนข้างยาก ต้องใช้เวลานาน ซึ่งในอดีตจะมีเฉพาะแค่เจ้านายสตรีชั้นสูงในเมืองอุบลราชธานีเท่านั้นที่มีสิทธิสวมใส่ แต่ปัจจุบันได้มีการรื้อฟื้นการทอผ้าลวดลายนี้ที่บ้านปะอาว เพื่อที่จะอนุรักษ์ผ้าทอพื้นเมืองลวดลายโบราณนี้เอาไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อตนเองเริ่มมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

โดยปราชญ์ช่างทอผ้าพื้นเมือง รายนี้กล่าวว่าด้วยกรรมวิธีการทอที่มีเทคนิคซับซ้อน ต้องใช้เวลานาน กว่าจะทอผ้าลายนี้ขึ้นมาได้สักผืน เพราะแบบนี้จึงอดที่จะรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้ว่า... จะไม่มีคนสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าโบราณรูปแบบนี้ต่อจากเรา เพราะปัจจุบันที่บ้านปะอาวก็มีคนที่ทอผ้าลายนี้ได้เหลือเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น คนหนึ่งก็คือตัวแม่เอง ส่วนอีกคนก็คือ แม่แดง เพราะลายทิวมุกจกดาวเป็นลายผ้าที่ใช้เทคนิคเยอะ ที่สำคัญช่างทอที่จะทอต้องมีสมาธิและความอดทนสูง  จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากที่จะทอผ้าลายนี้ ซึ่งตอนนี้ทั้งตัว แม่เตือนใจกับแม่แดง ต่างคนต่างก็อายุมากขึ้น จึงเป็นห่วงว่าลวดลายผ้าโบราณรูปแบบนี้จะสาบสูญไปจากบ้านปะอาว พร้อม ๆ กับเรา 2 คนแม่ เตือนใจบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล 
            
พร้อมกับย้ำว่า ปัจจุบันน่าเป็นห่วง เพราะเด็กรุ่นใหม่ ๆ ในชุมชนไม่ค่อยอยากเรียนรู้การทอผ้ามากนัก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนผู้ที่จะมาสืบทอดภูมิปัญญาของชุมชนด้านนี้ต่อไป และที่สำคัญ ช่างทอที่ยังคงทอผ้ากันอยู่ แต่ละคนนั้นก็มีอายุปาเข้าไป 70-80 ปีแล้ว ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ก็มีโอกาสที่ผ้าทอบ้านปะอาวนี้จะสูญหายไป...
    
จริง ๆ ก็พยายามปลูกฝังรุ่นเด็กให้มาสืบทอดการทอผ้า ด้วยการพาไปอบรมเรียนรู้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเหมือนกัน แต่ก็น้อยลง เพราะเด็กรุ่นใหม่มองว่ายาก และค่าตอบแทนก็น้อย จึงไม่มีใครที่คิดจะยึดอาชีพช่างทอเป็นอาชีพเลี้ยงตัว แต่ตัวของแม่เองนั้น ก็พยายามจะสอนลูกหลานของตัวเอง โชคดีที่ลูกสาวเขาสนใจ และตอนนี้ก็มีหลาน ๆ อีก 2 คนที่สนใจขอเข้ามาฝึกหัดการทอผ้า ซึ่งตอนนี้ก็สามารถทอผ้าขึ้นชิ้นงานเป็นผ้าผืนได้แล้ว ถึงแม้จะเป็นลายทั่ว ๆ ไป ลายเรียบ ๆ ยังไม่ใช่ลายที่สลับซับซ้อนมากนัก แต่แค่นี้แม่ก็ดีใจแล้ว เพราะอย่างน้อยก็มีคนที่สืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมืองนี้ต่อจากเราแม่เตือนใจบอกเราด้วยแววตาที่ยังคงมีความหวังในการที่จะมี ผู้สืบสาน” ผ้าทอดั้งเดิม
                 
ก่อนจากกันวันนั้น แม่เตือนใจ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า... อยากให้ทุก ๆ โรงเรียนให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมืองมากขึ้นกว่านี้ โดยถ้าหากเป็นไปได้ อยากให้มีหลักสูตรสอนและฝึกอบรมให้นักเรียนทุกคนทอผ้าเป็น ซึ่งถึงแม้ช่างทอผ้าเป็นอาชีพที่ไม่ง่าย แต่ก็เป็นอาชีพที่ทำให้ภูมิใจ ซึ่งถ้าคนรุ่นใหม่หันมาสนใจมาก ๆ เชื่อว่าภูมิปัญญาการทอผ้าที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน...จะคงอยู่ต่อไป...”.

รายงาน : บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 28