อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

เมื่อพญามังกรคำราม ใกล้อวสานม็อบฮ่องกง

ครบรอบ 30 ปีพอดีหลังเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน เมื่อปี 2532 มีส่วนที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง อาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562 เวลา 09.30 น.


ครบรอบ 30 ปีพอดีหลังเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน เมื่อปี 2532 พรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่รอบใหม่ และมีบริบทหลายส่วนที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง เขตบริหารพิเศษซึ่งอยู่ภายใต้การเป็นดินแดนอาณานิคมของสหราชอาณาจักรนานถึง 99 ปี ก่อนมีการส่งมอบคืนเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2540 หรือเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตลอดระยะเวลาที่สหราชอาณาจักรเป็นผู้ปกครองฮ่องกงในยุคที่จักรวรรดิยังคงมีอิทธิพล สหราชอาณาจักรวางรากฐานและพัฒนาฮ่องกงจนมีความเจริญในทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ถึงขั้นที่ว่าเกาะขนาดเล็กแห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินและการค้าระดับต้นของโลก
        
อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า พัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจของฮ่องกงที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเจริญกว่าแผ่นดินใหญ่ในช่วงหนึ่งนั้น เป็นไปตามโครงสร้างทุนนิยมตามแบบอดีตเจ้าอาณานิคม จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายว่าเมื่อใกล้ถึงเวลาต้องส่งมอบดินแดนแห่งนี้กลับคืน สหราชอาณาจักรจึงพยายามหว่านล้อมรัฐบาลปักกิ่ง เพื่อขอต่อเวลาปกครองฮ่องกงต่อไป แต่หากกล่าวถึงเรื่องดินแดนแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จีนจะยินยอม ยิ่งกับประเทศตะวันตกที่เคยกดขี่จีนให้เสียเปรียบมาตลอดด้วยแล้ว



    
 เรื่องของฮ่องกงเป็นประเด็นที่อยู่ในความคิดของนายเติ้ง เสี่ยวผิง มาตลอด ชายร่างเล็กเจ้าของฉายา “เสือเตี้ย” เมื่อถึงเวลาต้องเจรจากับนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรในเวลานั้น คือนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ซึ่งว่ากันว่าหอบความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมถึงกรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2525 ด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ของจีนมาเป็นอย่างดี และเชื่อมั่นว่าความสามารถของเธอที่ก่อนหน้านั้นสามารถจัดการกับวิกฤติการณ์หมู่เกาะฟอล์กแลนด์กับอาร์เจนตินาได้แล้ว จะสามารถทำให้รัฐบาลปักกิ่งต้องยอมศิโรราบและยอมรับข้อเสนอของเธอได้ แต่เมื่อนายเติ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มแต่น้ำเสียงจริงจังว่าแผ่นดินใหญ่ต้องได้รับอธิปไตยเหนือ “อาณาเขตทั้งหมดของฮ่องกง” กลับคืนมาตามกำหนดเท่านั้น และการอ้างสนธิสัญญาสมัยราชวงศ์ชิงนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะแผ่นดินใหญ่ไม่เคยยอมรับ
     
ท่าทีอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแออาจส่งผลให้แธตเชอร์และทีมงานอาจแก้สถานการณ์กันหน้างาน ด้วยการยื่นข้อเสนอแปลกประหลาดมากมายที่อาจคิดขึ้นได้ตอนนั้นพอดี อาทิ การที่สหราชอาณาจักรจะส่งมอบฮ่องกงกลับคืนให้แก่จีนตามข้อตกลง แต่ขอคงสิทธิในฐานะ “ผู้ปกครองร่วม” ต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าเสือเตี้ยไม่มีทางยอมรับข้อเสนอพิลึกพิลั่นของ “นางสิงห์เหล็ก” แต่ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ประนีประนอมกันได้ และผลการเจรจาครั้งนั้นนำไปสู่การลงนามใน “ปฏิญญาร่วม” เมื่อปี 2527 ที่เมื่อวิเคราะห์สาระสำคัญแล้วพบว่า การเจรจาของรัฐบาลแธตเชอร์ประสบความสำเร็จเพียงประเด็นการรักษาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการไม่เปลี่ยนแปลง “รูปแบบการดำเนินวิถีชีวิตของชาวฮ่องกง” ซึ่งเป็นหนึ่งในที่มาของหลักการบริหารประเทศและดินแดนภายใต้อาณัติในแบบ “1 ประเทศ 2 ระบบ” เป็นเวลา 50 ปี หรือจนถึงปี 2590 ซึ่งเมื่อครบกำหนดฮ่องกงจะผนวกเข้าเป็น “ส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่” พูดให้ง่ายก็คือเป็นมณฑลใหม่นั่นเอง
        
กระนั้นข้อตกลงดังกล่าวกลับสร้างบรรยากาศไม่แน่นอนปกคลุมไปทั่วเกาะฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ชาวฮ่องกงล้วนสับสนและไม่มั่นใจได้เต็มร้อยว่า การมีสถานะเขตบริหารพิเศษแบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ จะผสานเข้ากับความเป็นคอมมิวนิสต์ของแผ่นดินใหญ่ได้มากเพียงใด นอกจากนี้ รูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันมานานถึง 99 ปี ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก บวกกับปัญหาภายในฮ่องกงเองที่ก่อนแผ่นดินใหญ่จะเข้ามาอย่างเต็มตัว ความเป็นทุนนิยมที่อยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม สร้างความเหลื่อมล้ำให้แก่สังคมฮ่องกงจนขยายวงกว้าง ชัดเจนจากการที่ผืนดินซึ่งอาจเรียกได้ว่า “ทุกตารางนิ้ว” ของฮ่องกง มีค่าประดุจทองคำ เพราะพื้นที่เพียง 1,100 ตารางกิโลเมตร ไม่มีทางเพียงพอให้ประชากรมากกว่า 7 ล้านคนอยู่อาศัย แล้วไหนจะชาวต่างชาติและประชาชนจากแผ่นดินใหญ่ซึ่งเข้ามาทำมาหากินในฮ่องกงอีก




สำหรับการประท้วงที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮ่องกงเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง แต่สถานการณ์ได้เบี่ยงประเด็นไปจากร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างฮ่องกงกับแผ่นดินใหญ่ มาเก๊า และไต้หวัน ซึ่งจุดเริ่มต้นของร่างกฎหมายมาจากคดี “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่ชายหนุ่มชาวฮ่องกงสังหารแฟนสาวระหว่างท่องเที่ยวในไต้หวันด้วยกัน คณะผู้บริหารฮ่องกงจึงต้องการให้มีกฎหมายนี้ เพื่อส่งตัวชายคนดังกล่าวให้ไปรับโทษที่ไต้หวัน แต่เรื่องของ “ความเป็นจีน” เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก จะออกกฎหมายเฉพาะกับรัฐบาลไทเปก็ดูท่าจะไม่ดี ผู้ร่างกฎหมายจึงพ่วงมาเก๊าที่เป็นเขตบริหารพิเศษของแผ่นดินใหญ่เหมือนกัน และรัฐบาลปักกิ่งเข้าไปด้วย นัยว่า “เพื่อความเสมอภาค”
        
แต่ “ความเป็นคอมมิวนิสต์ของแผ่นดินใหญ่” สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวฮ่องกง ด้วยความคิดว่ากฎหมายนี้อาจมีผลกับพวกตนในอนาคต โดยเฉพาะกับแกนนำของฝ่ายประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เข้าออกเรือนจำในฮ่องกงกันมาแล้วคนละหลายรอบ แม้รัฐบาลฮ่องกงยอม “ระงับร่างกฎหมายอย่างไม่มีกำหนด” อย่างไรก็ตาม การประท้วงกลับเดินหน้าต่อและข้อเรียกร้องเบี่ยงประเด็นไปมาก ที่รวมถึงการให้คณะผู้บริหารลาออก และการอ้างถึง “เสรีภาพอย่างแท้จริง” ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยังไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าหมายถึงอะไร แต่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำธงชาติของประเทศตะวันตกบางประเทศมาโบกแทน แล้วโยนธงชาติจีนทิ้งน้ำ  อีกทั้งพ่นสเปรย์สีดำทำลายตราสัญลักษณ์ของฮ่องกงที่อยู่ในสภา ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้วว่า กลุ่มคนพวกนี้ต้องการอะไร
        
ไม่ว่าสถานการณ์ประท้วงในฮ่องกงครั้งนี้ที่เลยเถิดไปมากแล้วจะยุติอย่างไร แต่มองไปทางไหนก็ไม่มีหนทางที่กลุ่มผู้ประท้วงจะสามารถอ้างว่า “เป็นชัยชนะ” ของตัวเองได้เลย เมื่ออีกฝ่ายคือรัฐบาลปักกิ่งซึ่งก็คือพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีอุดมการณ์แน่วแน่มั่นคงในการ “รวมชาติจีนให้เป็นหนึ่งเดียว” ชะตากรรมของผู้ประท้วงและอนาคตของฮ่องกงอยู่ในกำมือของแผ่นดินใหญ่นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มก่อเหตุแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงใกล้ถึงวันชาติจีน 1 ต.ค. ที่ปีนี้ครบรอบ 70 ปีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าจะบีบให้ขาดใจตายเมื่อไหร่ หรือจะยอมคลายให้มีโอกาสลืมตาอ้าปากอีกครั้งเมื่อใดเท่านั้นเอง.



ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 69