อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

วิกฤติใหม่ในแคชเมียร์ อินเดียกระชับพื้นที่

  ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียใต้ และยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึงมหาอำนาจอีกหลายประเทศ คือการที่รัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบันซึ่งมีจุดยืนชาตินิยม ฝ่ายขวา นำโดยพรรคภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี อาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2562 เวลา 09.30 น.


ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียใต้ และยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึงมหาอำนาจอีกหลายประเทศ คือการที่รัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบันซึ่งมีจุดยืนชาตินิยมฝ่ายขวา นำโดยพรรคภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศกฤษฎีกา “ฉบับเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ” ยกเลิกมาตรา 370 ของรัฐธรรมนูญ แล้วมาตรา 370 ที่ว่านั้นคืออะไร?
        
มาตรา 370 แห่งรัฐธรรมนูญอินเดียมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2493 หรือ 3 ปีหลังการได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร มาตราดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติข้อที่ 22 ในรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการบริหารจัดการอำนาจพิเศษ อำนาจชั่วคราว และการถ่ายโอนอำนาจเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งวรรคที่ 1 ของมาตรา 370 เชื่อมโยงกับมาตรา 35 (เอ) ว่าด้วยการมอบอำนาจพิเศษทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้แก่รัฐชัมมูและกัศมีร์ ซึ่งเป็นภูมิภาคแคชเมียร์ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐบาลกลางในกรุงนิวเดลี ในการปกครองตัวเองได้อย่างเต็มที่มาตลอด ถึงขั้นห้ามชาวอินเดียจากรัฐอื่นครอบครองที่ดิน เข้าไปทำงานราชการ หรือมีสิทธิสมัครสอบชิงทุนเข้าไปศึกษายังสถาบันในพื้นที่ อีกทั้งยังห้ามสตรีซึ่งมีชื่อเป็นประชากรของรัฐครอบครองอสังหาริม ทรัพย์ หากแต่งงานกับชายที่มาจากรัฐอื่น และมาตรการนี้ยังครอบ คลุมถึงทายาทด้วย
       
อย่างไรก็ตาม ประโยคสำคัญของมาตรา 370 ระบุไว้ว่า การจัดสรรและรับรองอำนาจให้แก่รัฐชัมมูและกัศมีร์มีสถานะเสมือนเป็น “เขตปกครองพิเศษ” เป็นการกระจายอำนาจที่ “ไม่ได้มีผลบังคับใช้ถาวร” นั่นหมายความว่าตามความเป็นจริงแล้วรัฐบาลกลางในกรุงนิวเดลีจะระงับหรือยุติการใช้มาตรานี้เมื่อใดก็ได้ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนไม่มีรัฐบาลอินเดียชุดใดดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ ซึ่งอาจเป็นเพราะภูมิภาคแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับ “มรดกบาป” ที่สหราชอาณาจักรทิ้งไว้ให้อินเดียและปากีสถานจัดการกันต่อเอง โดยไม่อยู่ช่วยคลี่คลายให้เรื่องจบแบบเด็ดขาดเสียก่อน


        
เป็นที่ทราบกันดีว่าอินเดียและปากีสถานต่างอ้างกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเหนือภูมิภาคแคชเมียร์ ทำสงครามทั้งเต็มรูปแบบและสู้รบกันประปรายอีกหลายระลอก จนตกลงกันเองนำไปสู่การหยุดยิงและกำหนดแนวเส้นควบคุม (แอลโอซี) เมื่อปี 2515 ที่แม้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเจรจา แต่อินเดียและปากีสถานต่างยอมรับกันเองว่า แอลโอซีคือเส้นแบ่งเขตแดนในแคชเมียร์ ซึ่งส่วนของอินเดียคือรัฐชัมมูและกัศมีร์ ส่วนของปากีสถานแบ่งเป็นภูมิภาคอาซาด ชัมมู-แคชเมียร์ และกิลกิต บัลติสถาน
       
ด้วยเหตุนี้ การยกเลิกมาตรา 370 ที่ก็คือการยุบรัฐชัมมูและกัศมีร์โดยปริยาย เพื่อเตรียมแบ่งเป็นรัฐใหม่ 2 รัฐ คือรัฐชัมมูและกัศมีร์ซึ่งลดอาณาเขตลง และมีพรมแดนทางตะวันตกติดกับแอลโอซี และรัฐลาดักห์ โดยพลเมืองส่วนใหญ่ของรัฐชัมมูและกัศมีร์เป็นชาวมุสลิมและจะยังคงมีสภาเป็นของตัวเอง ส่วนรัฐลาดักห์ที่พลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ แต่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกัน อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลกลางในกรุงนิวเดลีโดยตรง หมายความว่ายังไม่มีสภาเป็นของตัวเอง ในความเป็นจริงการแบ่งเขตการปกครองครั้งใหม่ของอินเดียครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการแบ่งจังหวัดใหม่ และในทางทฤษฎีถือเป็นกิจการภายในอย่างชัดเจน แต่ในเมื่อการแบ่งอาณาเขตใหม่กลับเกิดขึ้นบนส่วนที่เป็นหนึ่งใน “จุดร้อน” ทางภูมิศาสตร์ การเมืองโลก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงระแคะระคายปากีสถานอย่างช่วยไม่ได้ และดูแล้วรัฐบาลอิสลามาบัดคงทำได้เพียงการร้องเรียนต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เท่านั้นในเวลานี้ แต่คู่กรณีที่อยู่เลยออกมาหน่อยคือจีนนั้นอาจมีประเด็นให้ต้องเคลียร์ใจกับอินเดียมากหน่อย ด้วยปัญหาการปักปันเขตแดนในภูมิภาคลาดักห์ที่ยังไม่ลงตัว
       
รัฐบาลของโมดีนั้นประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมฮินดู ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของอินเดีย แม้มีความเป็นไปได้สูงมากว่ากลุ่มการเมืองมุสลิมในแคชเมียร์จะไม่เห็นด้วย และอาจมีการฟ้องร้องกันถึงศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ประเมินจากทิศทางลมเชื่อว่าโมดีและทีมงานเตรียมแผนการ “กระชับพื้นที่แคชเมียร์” ไว้นานระยะหนึ่งแล้ว และอาจมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อพรรคบีเจพีชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้เป็นรัฐบาลสองสมัยติดต่อกัน เห็นได้จากการทยอยเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่อย่างเงียบ ๆ จนอาจเกือบถึง 100,000 นายแล้ว การกักบริเวณแกนนำทางการเมืองท้องถิ่นฝ่ายตรงข้าม และตัดการสื่อสารทุกอย่างที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะนานแค่ไหน แต่ลำดับขั้นตอนที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าภาครัฐนั้นเตรียมการอย่างเป็นระบบ และต้องมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับการชุมนุมประท้วงในพื้นที่ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะสร้างความรู้สึก “โดดเดี่ยวและสูญเสีย” อาณาเขต และยิ่งมองรัฐบาลกลางเป็น “ผู้รุกราน” มากขึ้น เพราะการปรับเปลี่ยนสถานะเช่นนี้จะทำให้เกิดความรู้สึก “ถูกทรยศ” แม้มหาราชาแห่งแคชเมียร์เลือกที่จะอยู่กับอินเดียมากกว่าก็ตาม
      
อย่างไรก็ดี มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อาจจะเหมือนเกี่ยวแต่จะมองว่าไม่เกี่ยวก็ได้ เพราะในอีกซีกโลกหนึ่งนั้น อดีตเจ้าอาณานิคมแห่งชมพูทวีปกำลังวุ่นวายกับการจัดการนำตัวเองออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ตามมติของประชาชนเมื่อปี 2559 ให้ราบรื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายในสิ้นเดือนต.ค.นี้ แต่ยังติดตรงประเด็นพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับไอร์แลนด์ซึ่งเป็นคนละประเทศแต่ตั้งอยู่บนเกาะเดียวกัน ว่าจะหาทางออกกันอย่างไร เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากเสียประโยชน์ทั้งนั้น.

----------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%