อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

"สาวขาเหล็ก" กับเคล็ดลับชีวิต "ออย-ยุวดี พันธ์นิคม" ขอเพียงคิดสู้.. "ไม่มีคำว่าแพ้!!"

เป็น “คำถาม” ที่ตอบยากใช่เล่น...เมื่อลองให้ตั้งคำถามกับชีวิตว่า... “ถ้าหากวันหนึ่งวันใดต้องสูญเสียอวัยวะที่เคยมีไปจะทำเช่นใด?? และจะทำยังไงต่อไปกับชีวิตที่ไม่สมบูรณ์??” ซึ่งคำตอบที่ได้ก็อาจจะหลากหลาย...ตามความคิดของแต่ละคน ทว่า...เราอยากให้ลองฟัง “ออย-ยุวดี พันธ์นิคม” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมาเสนอ อาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2562 เวลา 10.30 น.

เป็น คำถามที่ตอบยากใช่เล่น...เมื่อลองให้ตั้งคำถามกับชีวิตว่า... ถ้าหากวันหนึ่งวันใดต้องสูญเสียอวัยวะที่เคยมีไปจะทำเช่นใด?? และจะทำยังไงต่อไปกับชีวิตที่ไม่สมบูรณ์??” ซึ่งคำตอบที่ได้ก็อาจจะหลากหลาย...ตามความคิดของแต่ละคน ทว่า...เราอยากให้ลองฟังคำตอบ จากหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เธอเองนั้นก็เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองเช่นกัน หญิงสาวคนหนึ่ง คนนี้คือ... ออย-ยุวดี พันธ์นิคมที่วันนี้ ทีมวิถีชีวิตมีเรื่องราว มานำเสนอ...

ออย หรือ ยุวดี พันธ์นิคม อายุ 34 ปี หญิงสาวเจ้าของเรื่องราวนี้ เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เธอเป็นพนักงานบริษัทที่บริษัท ชาญนครวิศวกรรม จำกัด และปัจจุบันเธอแต่งงานมีครอบครัวแล้ว มีลูกชาย 1 คน โดยเธอเล่าถึง “ความพิการ” ที่เกิดขึ้นกับตัวเธอให้ฟังว่า เริ่มมีสัญญาณความเจ็บป่วยมาตั้งแต่ช่วงเรียนอยู่ชั้น ม.3 ซึ่งเรียนที่โรงเรียนราชวินิต โดยเธอเริ่มมีอาการปวดขา ซึ่งความเจ็บปวดเริ่มตั้งแต่ระดับแค่ทำให้รู้สึกรำคาญ แต่หลัง ๆ อาการก็เริ่มปวดถี่เพิ่มขึ้น จนถึงขั้นปวดขาอย่างรุนแรง และอาการนี้ก็มักจะปวดซ้ำ ๆ ในเวลาเดิม คือช่วงเวลาตี 5 ซึ่งตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ของเธอคิดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการเล่นซนตามประสาเด็ก แต่หลังจากทานยามาตลอด อาการก็ไม่หาย แถมปวดหนักขึ้น และวันหนึ่งเธอก็มีอาการปวดมาก จนถึงขั้นนอนเพ้อเสียงดัง ในที่สุดทางครอบครัวจึงตัดสินใจนำตัวเธอ ส่งโรงพยาบาล ทว่าเบื้องต้นคุณหมอก็หาสาเหตุไม่เจอว่าอาการปวดเกิดจากอะไร?? สุดท้ายจึงนำเธอเข้าทำการอัลตราซาวด์และเอกซเรย์ จนมาสรุปได้ว่า...อาการปวดอาจมีสาเหตุจากโรคมะเร็งกระดูก!!!
   
แล้วก็จริง...เมื่อตรวจพบ เนื้องอกในกระดูก คุณหมอจึงผ่าชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจ และก็พบข่าวร้ายว่า...เนื้องอกนั้นคือเนื้อร้าย หรือมะเร็ง คุณหมอจึงนัดผ่าตัดด่วนในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากมะเร็งได้ลามไปที่ปอดแล้ว โดยถ้าหากไม่ผ่าตัดก็จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน  2 ปี ยอมรับว่าตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็งก็ช็อกมาก ในใจคิดว่าฉันจะตายแล้วเหรอ เพราะความคิดของเด็กวัยเรา เป็นมะเร็งเท่ากับตาย  ยิ่งพอรู้ว่าตัวเองจะต้องถูกตัดขาแน่ ๆ เราถึงกับร้องไห้โฮ ๆ คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา แต่กลัวตายมากกว่า จึงยอมให้คุณหมอตัดขา เป็นจุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของสาวคนนี้
    
เธอเล่าให้ฟังอีกว่า เห็นคุณหมอหลายคนมาประชุมกัน ขณะที่คุณหมอเจ้าของไข้ก็มาจับมือและชมว่าเธอเก่ง เพราะเป็นเด็กคนแรก ที่กล้าตัดสินใจ ส่วนพยาบาลก็บอกว่า เธอตัดสินใจถูกแล้วที่ยอมตัดขา เพราะมีคนที่เป็นแบบนี้ แล้วยื้อไว้ไม่ยอมตัด ทำให้ในที่สุดอาการก็เลวร้ายมากขึ้น จนสุดท้ายทำอะไรไม่ได้ และต้องเสียชีวิตไป อย่างไรก็ตาม ในเย็นวันนั้นพอคุณแม่เธอรู้เรื่องก็รีบมาที่โรงพยาบาล เพื่อมาพาเธอกลับบ้าน เพราะคุณแม่ไม่ยอมให้ตัดขา เนื่องจากทำใจไม่ได้ที่ลูกจะต้องพิการ
      
วันนั้นก็บอกคุณแม่ไปว่า เราตัดสินใจแล้ว แถมยังเป็นคนปลอบไม่ให้คุณแม่ร้องไห้อีกด้วย
   
ก่อนที่จะทำการผ่าตัด ก็มีจิตแพทย์มาทดสอบตลอดเวลาว่าสุขภาพจิตของเธอเป็นอย่างไร เช่น ถามว่า...คิดว่าอาการที่หนูเป็นมันมาจากสาเหตุอะไร หรือเป็นเรื่องของเวรกรรมหรือสุขภาพ หรือเป็นเรื่องความโชคร้ายต่าง ๆ ซึ่งเมื่อถึงเวลาก่อนจะผ่าตัด ทางเจ้าหน้าที่ก็พาไปรมยาสลบและบล็อกหลัง เพื่อนำเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งเธอจำได้แค่นั้น เพราะหลังจากยาสลบออกฤทธิ์ เธอก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย จนหลังการผ่าตัด เธอกลับบ้านเพื่อพักฟื้น ซึ่งช่วงเวลานี้นี่เองที่เธอยอมรับว่า...จิตใจหดหู่มาก ๆ
     
พอเราใช้ไม้เท้าจับพาดขึ้นมา ก็จะเอาขาอีกข้างยัน แต่มันไม่มีขาให้เรายันแล้ว เราก็ล้ม เพราะไม่มีขาแล้ว ซึ่งหลังผ่าตัดก็จะมีปวดแผลผ่าตัดแค่นั้น แต่ไม่รู้สึกปวดกระดูกเหมือนเมื่อก่อนที่เคยเจ็บปวดทรมานมาก ทำให้เราหลับได้สบายขึ้น จากนั้นมาชีวิตก็จะมีแค่โรงพยาบาลกับบ้าน วนอยู่แค่นี้ ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะทุกอย่างมีคนทำให้หมด เพราะตอนนั้นยังไม่ได้ขาเทียม เนื่องจากต้องให้น้ำหนักนิ่ง ต้องให้การให้คีโมผ่านไปก่อน ซึ่งระหว่างนั้น เราต้องไปทำใบรับรองว่าเป็นคนพิการ ต้องนัดคิวหล่อเบ้าทำ ขาเทียม ใช้เวลากว่า 1 ปี จึงได้   ขาเทียมมา โดยวันที่ลองใส่ สิ่งที่คิดกับสิ่งที่ได้มันต่างกันสิ้นเชิง แม้ทุกคนพยายามปลอบว่าขาเทียมก็เหมือนขาเรา ซึ่งคงเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับผู้พิการหลายคนที่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่   ที่ไม่เหมือนเดิม


      
ออย พูดถึง ขาเทียม อวัยวะใหม่ที่เธอต้องใช้ตลอดไปว่า ขาเทียมสมัยก่อนจะทำจากวัสดุไม้ ซึ่งมีน้ำหนักมาก ขณะที่เบ้าก็เป็นปูนปลาสเตอร์ที่หนักอีก จึงค่อนข้างทำให้มีปัญหาไม่น้อยกับการดำเนินชีวิต เพราะด้วยความที่ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนกับที่คิด หรือที่มีหลายคนชอบบอก เธอจึงเกิดความรู้สึกว่า...เหมือนถูกหลอก!!! จนบางวันหงุดหงิดถึงขนาดถอดขาเทียมโยนทิ้ง

ยิ่งตอนหัดเดิน ยิ่งเจ็บ เพราะเบ้าปูนจะไปกดเนื้อ ทำให้เจ็บมาก ยิ่งทำให้ไม่อยากใส่ขาเทียม ซึ่งคุณหมอก็บอกให้แข็งใจและอดทนหัดเดินบ่อย ๆ เดี๋ยวเนื้อตรงนั้นด้านก็จะหายเจ็บ เราก็คิดว่า...แล้วต้องเจ็บอีกเท่าไร ที่สุดจึงประท้วง ไม่ใส่เลย ออกไปข้างนอกก็ไม่ใช้ แต่จะใช้ไม้เท้าแทนเธอเล่าถึงความรู้สึกของเธอ ในขณะนั้น โดยออยยอมรับว่า หลังต้องเป็นคนพิการ ก็ไม่อยากให้ใครมาเยี่ยม ไม่อยากพบใคร เพราะอายที่เป็นคนไม่สมบูรณ์ แถมหัวโล้นจากการให้คีโมอีก เรียกว่าตอนนั้นร่างกายและจิตใจของเธอย่ำแย่มาก ๆ จึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งเธอเล่าถึงความรู้สึกช่วงนี้ว่า...
     
ตอนนั้นไม่อยากไปไหน เพราะอาย อีกอย่างช่วงนั้นเธอกำลังโตเป็นสาว จึงทำใจไม่ได้เลย แต่เพื่อน ๆ ของเธอก็น่ารักมาก โดยช่วงปิดเทอมจะผลัดกันมาเยี่ยม และชวนไปเที่ยวข้างนอก แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่เอาไม้เท้าไป ซึ่งเธอ   ก็ถามว่าแล้วจะไปยังไง เพราะเดินไม่ได้ เพื่อนบอกให้จับมือเดิน เพราะต้องการฝึกเธอ จนเธอเดินได้เองด้วยขาเทียม แต่ก็มีอีกปัญหาคือช่วงเจ็บแผล ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย จึงส่งผลให้รูปร่างอ้วนขึ้น จนต่อมาก็เกิดความคิดที่ว่า...อยากบอกรักตัวเอง อยากดูแลสุขภาพตัวเองแล้ว


    
เรามีแฟน จริง ๆ แฟนก็ชวนออกกำลังกายตลอด แต่เราขี้เกียจ และมีข้ออ้างว่าวิ่งไม่ได้ เดินไม่ไหว แฟนก็จะบ่น แต่เราก็บ่นกลับ (หัวเราะ) จนเมื่อเราอยากเปลี่ยนตัวเอง จึงตัดสินใจออกกำลังกาย ด้วยการฝึกเดิน จนรู้สึกสนุก และกลายเป็นความสนุกที่ได้เดินด้วยตัวเองอีกครั้งเธอระบุ ทั้งนี้ การออกมาเดินนี้ ทำให้เธอได้พบผู้คนมากมาย และบางคนพอเห็นเธอก็จะเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้รับพลังงานด้านดี จนทำให้ฮึดสู้ และต่อมาก็ได้เจองานวิ่งงานหนึ่งที่ไม่หักค่าใช้จ่าย จึงอยากจะพิสูจน์ตัวเอง จึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมในรายการนี้ โดยลงวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร
      
เราชวนให้แฟนลงวิ่งรายการนี้ด้วย แฟนก็ตกลง แต่ก็เกิดคำถามกับตัวเองตลอดว่า...จะทำได้เหรอ ๆ แต่ก็ตัดสินใจจะเอาชนะ จึงเริ่มต้นด้วยการหัดเดิน พอเจ็บก็หยุดพัก แล้วก็ลองกลับมาหัดเดินใหม่ เป็นแบบนี้จนเพิ่มระยะทางจาก 2 กิโลเมตรเป็น 5 กิโลเมตรได้อย่างที่ตั้งใจออยบอก พร้อมเล่าถึง ประสบการณ์ ในการลงแข่งขันว่า คนที่มาร่วมงาน พอเห็นเธอ ก็จะพยายามมาเดินเป็นเพื่อน มาชวนคุย จนเธอรู้สึกเพลิน ที่สุดก็เข้าถึงเส้นชัยแบบไม่รู้ตัว โดยเธอบอกว่า สังคมนักวิ่งเป็นสังคมที่น่ารัก จนทำให้เธอรู้สึกชอบและสนุกทุกครั้งที่ได้ออกมาวิ่งหรือเดินออกกำลังกาย และหลังจากเดินด้วยขาเทียมได้คล่องขึ้น ก็มีพี่คนหนึ่งแนะนำเธอว่าให้ลองไปเรียนคอมพิวเตอร์ฟรีแถวปากเกร็ด ทำให้เธอรู้สึกสนใจ จึงไปสมัครเรียน ซึ่งทำให้เธอพบว่า ยังมีคนที่แย่กว่าเธออีกมาก จนทำ     ให้ความคิดที่เคยท้อแท้สลายไป และทำให้เธออยากช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่า
          
ตอนนั้น รู้สึกเหมือนโลกกว้างขึ้น คิดอะไรได้มากขึ้น จนกลับมามองว่า แม้ตัวเองพิการ แต่ก็ยังมีประโยชน์ และยังช่วยเหลือคนอื่นได้เช่นกัน อย่างช่วงที่ไปเรียน ถ้ามีโอกาสก็จะไปช่วยอุ้มคนที่นั่งวีลแชร์ใส่รถเข็น ออยบอก และเล่าต่อว่า ระหว่างเรียน จะปรึกษาอาจารย์ตลอด เช่น อยากเรียนให้จบ ม.3 ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำให้ไปลงเรียน กศน.ควบคู่ไป ซึ่ง กศน.เรียนแค่วันอาทิตย์ ส่วนคอมพิวเตอร์เรียนวันจันทร์-ศุกร์ จนในที่สุดเธอก็เรียนจบถึง ม.6 ซึ่งในระหว่างนั้นก็ยังทำงานไปด้วย และ   ต่อมาก็ตัดสินใจลงเรียนระดับปริญญาตรีที่ มสธ. โดยเธอเรียนตั้งแต่ปี 2551 และสำเร็จการศึกษาในปี 2557 จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาเอกสารสนเทศศาสตร์ ด้วยเงินที่ได้จากการทำงาน วันรับปริญญาดีใจมาก เพราะกว่าจะมีวันนี้ได้ต้องฝ่าฟันมากมาย แม้จะนานไปสักนิด แต่ก็ภูมิใจที่สามารถตามฝันได้ หลังจากมีคนดูถูกเอาไว้เยอะ แต่เราก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นพลังจนสำเร็จ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ ก็ดีใจมากเธอบอกเราถึงความดีใจที่สามารถทำฝันเรื่องนี้ได้สำเร็จ
             
แม้เป็น “ผู้พิการ”...แต่ ออย-ยุวดี พันธ์นิคมก็บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ตอนนี้เธอมีความสุขมาก จนเคยคิดย้อนไปว่า หากไม่พิการเธออาจไม่ได้ใช้ชีวิตดี ๆ อย่างนี้ก็ได้ ซึ่งเธอฝากถึงคนที่เป็นคล้ายกับเธอว่า...อยากให้กำลังใจทุกคน โดยขอให้คิดว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบางเรื่องก็ไม่อาจไปกำหนดได้ นอกจากยอมรับและเดินหน้าต่อไป และ    เธอยังบอกด้วยว่า... กำลังใจจากคนรอบข้างนั้นสำคัญ แต่ใจตัวเองสำคัญกว่า ถ้าใจสู้ ก็ผ่านได้ ขอแค่ทำให้แต่ละวันมีความสุข    ขอแค่อย่าท้อ... ก็จะเดินหน้าต่อไปได้...”.

.....................................
เชาวลี ชุมขำ    : เรื่อง
จุมพล นพทิพย์ : ภาพ

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 42