อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

ฟื้น'พลังบวร'ร่วมกันสืบสาน วิถีถอนกล้า-ดำนาบุญ

สัปดาห์นี้ร่วมกันฟื้น “พลังบวร” สืบสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง "วิถีถอนกล้า ดำนาบุญ" ขับเคลื่อนสร้างสังคมคุณธรรม สังคมแห่งความสุข พุธที่ 7 สิงหาคม 2562 เวลา 11.00 น.


ตั้งแต่อดีตมาสังคมไทยถูกขับเคลื่อนเกื้อกูลด้วย “พลังบวร” ได้แก่ บ้าน, วัด, โรงเรียน ต่างฝ่ายต่าง เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน แต่ด้วยในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและวิธีการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหลวงหรือต่างจังหวัด แทบไม่เห็นวิถีชีวิตแบบเดิมในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะวิถีการทำนา ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทำให้วิถีการทำนาแบบเดิมๆ นั้น เปลี่ยนไป เด็กและเยาวชนไม่เคยได้สัมผัสบรรยายแบบดั่งเดิม





แต่สำหรับที่นี่ ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีแนวคิดที่จะทำ “พิพิธภัณฑ์ชาวนามีชีวิต” จึงได้ชักชวนชาวบ้าน เด็กนักเรียนมาร่วมกันสืบสาน วิถีถอนกล้า ดำนาบุญ ซึ่งปีนี้จัดกิจกรรมขึ้นเป็นปีที่ 5 แล้ว



ในปีนี้กิจกรรมถอนกล้า ดำนาบุญ ได้จัดขึ้นในวันที่ 20 ก.ค. 2562 โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ คณะสงฆ์อำเภออรัญประเทศ, ผู้นำชุมชนบ้านหนองสังข์, ร.ร.บ้านหนองสังข์, ชาวบ้านทุ่งตะลุมพุก จ.ปราจีนบุรี, วิทยาลัยชุมชนจังหวัดสระแก้ว, กองการเจ้าหน้าที่อบจ.สระแก้ว สำนักงานจังหวัดสระแก้ว, สหกรณ์โคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้ว, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอำเภออรัญประเทศ, บ้านหนองหัวช้าง, บ้านหนองแคน, บ้านหันทราย, บ้านหนองบัว, บ้านซับสมบูรณ์ และมีคนมาร่วมกิจกรรมประมาณ 200 คน ทุกคนร่วมกันดำนาบุญจำนวน 5 ไร่ ซึ่งจากได้ผลผลิตแล้วข้าวเหล่านี้ จะเป็น “กองทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ร.ร.บ้านหนองสังข์”



นี่เป็นการดำนาบุญอย่างแท้จริง ซึ่งในปีที่แล้วได้มอบข้าวเปลือกให้กองทุนนี้จำนวน 600 ถัง นอกจากดำนาบุญในครั้งนี้ จะได้สร้างบรรยากาศของความสามัคคีของชาวบ้าน ยังปลูกฝังให้ เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้วิถีการถอนกล้า ดำนา อันเป็นอาชีพหลักของบรรพบุรุษอีกด้วย

และในนาบุญในสำนักปฏิบัติธรรมป่าโมกข์ธรรมารามนั้น ยังมีป้ายสอนธรรมะในทุ่งนา เพื่อเป็นการสอนธรรมะแก่ผู้คน หลายครั้งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนสาวก ท่านยกตัวอย่าง อุปมาอุปมัยจากสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะเรื่องของธรรมชาติ ในครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ ทรงยกตัวอย่าง เรื่อง “การไถนา” โดยที่พระพุทธองค์ทรงตอบคำถามของพราหมณ์ที่เป็นชาวนา (กสิกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 สังยุตตนิกาย สคาถาวรรค)



วันหนึ่ง พราหมณ์คนหนึ่งกำลังเตรียมคราดไถ เพื่อหว่านข้าว มองเห็นพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จออกบิณฑบาตในตอนเช้า พราหมณ์เกิดความสงสัย จึงกล่าวว่า "เขาต้องไถนา หว่านข้าว จึงมีข้าวกิน พระพุทธเจ้าก็ควรที่จะไถนาหว่านข้าวเสียก่อน แล้วจึงบริโภคข้าวเหมือนอย่างที่เขาทำอยู่"

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เราก็ไถและหว่านแล้วจึงบริโภคเหมือนกัน”

พราหมณ์สงสัยหนักกว่าเดิม ถามว่า “ไม่เห็นมีไถ มีคราดเลย”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
"ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็น
แอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและประฏัก
เรมีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้ว ในการบริโภค
อาหาร เราทำการดายหญ้าด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราเป็นเครื่องให้แล้ว
เสร็จโยคะ ไปไม่ถอยหลัง ยังซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก
นี่คือการไถ เราไถอย่างนี้แล้ว ย่อมมีอมฤตเป็นผล ครั้นไถอย่างนี้แล้ว
ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้"




วันนี้หากในสังคมไทย ฟื้นคำว่า “พลังบวร” มาขับเคลื่อนในการสร้างสังคมคุณธรรม สังคมแห่งความสุข น่าจะเป็นคำตอบหนึ่งให้กับสังคมได้อย่างดีทีเดียว

ผมเคยสัมภาษณ์พระพรหมบัณฑิต ท่านกล่าวว่า ปัจจุบันคณะสงฆ์กำลังปฎิรูปเพื่อให้ “วัดเป็นศูนย์กลาง” ของชุมชน โดยใช้พลังบวรในการขับเคลื่อน พูดคุยกับท่านมาผ่านมาได้น่าจะ 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวัดไหนมีบทบาทหรือเป็นศูนย์กลางของชุมชนได้จริงเหมือนกับสำนักปฏิบัติธรรมป่าโมกข์ธรรมาราม จ.สระแก้ว ผมว่าอนาคตคณะสงฆ์คงต้องเลือกวัดนำร่องหรือวัดตัวอย่างในการใช้พลังบวร เพื่อเป็นแบบอย่างให้วัดอื่นนำไปปฎิบัติบ้าง..
..................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 87