อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

วางบึ้ม'ทำลายภาพลักษณ์' เครื่องยนต์ปั๊มศ.ก.ดับวูบ

สัปดาห์นี้กับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดป่วนเมืองกรุง เสียหายมหันต์ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างยับเยิน พฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2562 เวลา 08.00 น.


เหตุการณ์ลอบวางระเบิดในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ พร้อมกันหลายๆ จุดในวันที่ 1และ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้อีก 4 จุดประตูน้ำเป็นย่านการค้าเก่าแก่ ซึ่งจุดที่ลอบวางระเบิดและไฟไหม้ในพื้นที่ใกล้ๆ กันและอยู่ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพประชุม "รัฐมนตรีอาเซียน" และประเทศคู่เจรจากว่า 30 ประเทศพอดิบพอดี

การประชุมครั้งนี้มีขึ้นระหว่าง 29 ก.ค.-3 ส.ค.นี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, จีน, รัสเซีย, ออสเตรเลีย, แคนาดา, สหภาพยุโรป, อินเดีย, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เกาหลีใต้, คูเวต, บังกลาเทศ, เกาหลีเหนือ, มองโกเลีย, ปากีสถาน, ปาปัวนิวกินี, ติมอร์-เลสเต, ศรีลังกา, นอร์เวย์, เปรู, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี และร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศในกลุ่มอาเซียนอีก 10 ประเทศ



แม้สถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่ากับเมื่อสิบปีก่อน แต่ก็เป็นการ “ฉีกหน้า” รัฐบาลใหม่และคงเป็นที่กล่าวขวัญกันไปอีกนานพอสมควร เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศส่วนใหญ่ที่มาร่วมประชุมมีคณะสื่อมวลชนติดตามมารายงานข่าวอย่างใกล้ชิด ดังนั้นในรายงานข่าวที่ส่งกลับประเทศของเขาก็ต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ระเบิดที่กรุงเทพฯ พอๆกับรายงานผลการประชุมอย่างแน่นอน

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการท้าทายมีเป้าหมายดิสเครดิตรัฐบาลชุดใหม่หมาดๆ แต่ความเสียหายตามมาอย่างมหันต์คือ “ภาพลักษณ์ประเทศ” ที่ทำท่าจะดีขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งคงต้อง “ติดลบ” ไปอีกนาน อันที่จริงแต่ละครั้งที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้คนไทยจะเข้าใจสถานการณ์ว่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่สื่อต่างชาติโหมกระพือข่าวไปทั่วโลกสร้างความหวาดกลัวให้นักลงทุนนักท่องเที่ยวที่คิดจะมาเที่ยวประเทศไทยต้องคิดหนัก อาจต้องชะลอแผนไปก่อนหรือไปเที่ยวประเทศอื่นแทน



ลองหลับตานึกดูหากเราเป็นคนข้างนอกภาพที่จินตนาการว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์ราชการ อยู่ในเมืองหลวง เป็นย่านธุรกิจสำคัญปล่อยให้คนร้ายเล็ดลอดเข้ามาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายได้อย่างไร โดยที่หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองไม่ระแคะระคายและไม่ได้แจ้งเตือนให้ประชาชนทราบก่อนล่องหน้า

นั่นหมายความว่า การทำงานของหน่วยงานด้านข่าวกรองและด้านความมั่นคงของไทยไร้ประสิทธิภาพอย่างมิอาจปฏิเสธได้

อย่าลืมว่าในปลายปีนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมระดับสุดยอดผู้นำเป็นงานใหญ่จะมีระดับผู้นำประเทศในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศและคู่เจรจาอีก 30 ประเทศ เที่ยวนี้อาจจะมีผู้นำสหรัฐฯ ไม่แน่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์มาเองหรือจะให้รองประธานาธิบดีมาแทน หรือผู้นำจีน อาจเป็นประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หรือนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง คนใดคนหนึ่งและนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีประเทศอื่นๆ มาร่วมประชุมที่กรุงเทพฯกันอย่างคึกคัก

งานใหญ่เป็นงานหน้าตาของประเทศ หากใครคิดร้ายลอบวางระเบิดทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและประเทศไทยเหมือนที่ผ่านๆมา ก็คงจะฉวยโอกาสนี้ ดังนั้นการปรับปรุงระบบข่าวกรอง และหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงการยกระดับมาตรฐานของมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยซ้ำซาก



อย่างที่บอกข้างต้นว่างานนี้ถึงแม้สถานการณ์จะไม่ร้ายแรงเหมือนเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ก็สร้างความเสียหาย ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างยับเยิน

สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยปีนี้อาการร่อแร่ เพราะเศรษฐกิจโลกและเงินบาทแข็งค่า พอมีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดต้องทรุดลงไปอีก เพราะนักท่องเที่ยวทุกวันนี้มีทางเลือกมากมาย

ยิ่งถ้าจับใครไม่ได้หรือได้แค่พวกหางแถวยิ่งจะทำให้นักลงทุน นักท่องเที่ยวยิ่งขาดความเชื่อมั่น ไม่มั่นใจความปลอดภัย นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ที่วางแผนมาเที่ยวบ้านเราก็คงต้องชะลอออกไป



ที่สำคัญพื้นที่เป้าหมายแรกในลอบวางระเบิด คือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในย่านช็อปปิ้งหรูกลางกรุงมีห้างสรรพสินค้าและโรงแรมชื่อดังตั้งอยู่มากมาย นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยแต่ละปี 30 ล้านคน ส่วนใหญ่จะต้องแวะมาช็อปปิ้งสินค้าในห้างเหล่านี้ก็คงแหยงๆไม่กล้ามา ธุรกิจในย่านนี้ได้รับผลกระทบเต็มๆ ยิ่งนักท่องเที่ยวหลักๆ ที่มาบ้านเราเป็นนักท่องเที่ยวจีน ธรรมชาตินักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะอ่อนไหวกับเรื่องความปลอดภัยมากๆ มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ แบบนี้ก็จะหายไปนานกว่าจะกลับมาใหม่

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงส่งผลกระทบทางตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจค้าปลีกของไทยเต็มๆ ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ตัวเล็กๆ ตัวสุดท้ายที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจทดแทนเครื่องส่งออกที่กำลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆ แต่กำลังจะดับวูบเช่นเดียวกัน.
.................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 43