อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

เมื่อมหาอำนาจมุ่งสู่ไทย กลเกมขาใหญ่ในอาเซียน

โลกของเรามีระบอบการปกครองหลายแบบ หลายประเทศอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ และสาธารณรัฐแบบกึ่งประธานาธิบดี อาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562 เวลา 09.30 น.


โลกของเรามีระบอบการปกครองหลายแบบ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งรูปแบบสังคม วัฒนธรรม และคุณลักษณะของประชากรในประเทศนั้น หลายประเทศอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐซึ่งมีทั้งรัฐสภาที่มีประธานาธิบดีมีอำนาจเต็ม และสาธารณรัฐแบบกึ่งประธานาธิบดี ซึ่งประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและผู้ใช้อำนาจบริหาร ที่รวมถึงการสามารถแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีได้เอง
   
อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองดังกล่าวข้างต้น บุคคลซึ่ง “เสมือนเป็นผู้ทรงอิทธิพล” รองจากประธานาธิบดี อาจไม่จำเป็นต้องเป็นรองประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเสมอไป แต่เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ ยิ่งการดำรงตำแหน่งนี้ในฐานประเทศมหาอำนาจด้วยแล้ว ในหลายกรณีอาจถือได้ว่าคำกล่าวของ รมว.การต่างประเทศ สามารถอ้างแทนทรรศนะหรือจุดยืนของประธานาธิบดีได้เลยทีเดียว
      
ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกับ “เนื้อชิ้นโต” ที่บรรดาประเทศมหาอำนาจซึ่งเป็น “ไฮยีนา” ล้อมวงจับจ้องกันด้วยสายตาหิวกระหาย เพราะเนื้อชิ้นนี้แม้ดูภายนอกถือเป็นเนื้อระดับพรีเมียม มีคุณภาพดียิ่งนัก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลับยังไม่มีไฮยีนาตัวไหนสามารถแย่งชิงเนื้อชิ้นนี้ไปได้ทั้งชิ้น กลับกลายเป็นว่าจะฉีกครั้งเดียวก็ไม่ขาดเพราะกลับมีเส้นเอ็น แถมกัดไปบางจุดยังเจอกระดูกแทรกอยู่เข้าเสียอย่างนั้น


       
อย่างที่ทราบกันดีว่าปีนี้ไทยทำหน้าที่ประธานหมุนเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตลอดทั้งปีอาเซียนมีการประชุมย่อยหลายร้อยรายการ แต่มีการประชุมสำคัญประจำปีซึ่งเป็นที่จับตาของทั้งในและนอกภูมิภาคมีไม่กี่รายการ หนึ่งในนั้นคือการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และการประชุมร่วมกับคู่เจรจา ซึ่งประเทศที่เป็นคู่เจรจาล้วนแล้วแต่เป็นมหา อำนาจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะระดับโลกอย่างสหรัฐ จีนและรัสเซีย ตลอดจนระดับเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตเหมือนกันว่า การประชุมระดับสำคัญของอาเซียนมักเกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดทุกครั้งไป ยกเว้นคราวนี้ที่นายรี ยอง-โฮ รมว.การต่างประเทศของเกาหลีเหนือไม่มา



นอกเหนือจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังห่างไกลจาก “การคลี่คลายอย่างสมบูรณ์” และทั้งนายหวัง อี้ รมว.การต่างประเทศจีน และนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ อาจสนทนาเรื่องนี้บ้าง เพราะในเวลาเดียวกันคณะผู้แทนของทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเรื่องนี้กันที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน พร้อมคำเตือนล่วงหน้าว่าทุกฝ่าย “อย่าหวังอะไรมาก” เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่สามารถ “สร้างความเปลี่ยนแปลง” ทั้งในทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเป็นได้ทั้งพื้นที่คานอำนาจและพื้นที่ของการแสวงหาผลประโยชน์ จากกรณีพิพาททะเลจีนใต้ที่รัฐบาลปักกิ่งและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน ต่างอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกับจีน โดยคู่กรณีชัดเจนที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นฟิลิปปินส์และเวียดนาม แต่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ เรียกเสียงวิจารณ์ไม่น้อยเมื่อกล่าวต่อที่ประชุมสภาคองเกรสในกรุงมะนิลา เมื่อเดือนที่แล้วว่า “หากสี จิ้นผิง บอกว่าอยากมาตกปลาในทะเลจีนใต้ เขาคงไม่มีอิทธิพลพอที่จะไปห้ามไม่ให้อีกฝ่ายล่องเรือเข้ามา”
       
ถึงเรื่องทะเลจีนใต้จะยังตกลงกันไม่ได้ แต่รัฐบาลปักกิ่งสามารถมองข้ามเรื่องนั้นได้ ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นพ่อค้าล่องสำเภาค้าขายมาแต่โบราณ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือเส้นทางสายไหมใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 จีนขยายอิทธิพลเข้ามาอย่างแนบเนียนด้วยการแทรกซึมในรูปแบบของความช่วยเหลือเป็นตัวเงิน และโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่แย่งชิงอย่างหนักกับญี่ปุ่นมาตลอด ซึ่งตอนนี้เรื่องราวซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อญี่ปุ่นมีข้อพิพาทการค้ากับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผลจากการ “สะกิดแผลเก่า” และเกาหลีใต้ไม่ปิดบังว่าต้องการเสียงสนับสนุนจากอาเซียนในเรื่องนี้
        
แต่แน่นอนว่าญี่ปุ่นซึ่งลงทุนในภูมิภาคนี้ด้วยเม็ดเงินมหาศาลย่อมไม่มีทางอ่อนข้ออย่างง่ายดาย และในกรณีนี้ฝ่ายที่ “นั่งจิบน้ำชา” นั่งดูอยู่เงียบ ๆ คือจีน ว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายได้อย่างไร อีกทั้งการทะเลาะกันระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นในครั้งนี้กลายเป็นการดึงสหรัฐให้เข้ามาร่วมวงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหาก “พันธมิตร” สำคัญของอเมริกาในเอเชียตะวันออกบาดหมางกันเอง แน่นอนว่า “เข้าทาง” จีนและรัสเซียทันที ที่ตอนนี้ความร่วมมือทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประธานา ธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งแสดงท่าทีใกล้ชิดสนิมสนมกันอย่างเปิดเผยในหลายงาน
      
แม้ยังไม่อาจบอกได้ว่าการที่สหรัฐต้องตกอยู่ในสถานะ “กาวใจ” แบบจำเป็นให้กับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น จะส่งผลกระทบอะไรต่อแผนการของปอมเปโอในการเข้าร่วมประชุมอาเซียนและการเยือนไทยครั้งนี้หรือไม่ แต่การที่ในระยะหลังรัฐบาลวอชิงตันพยายามเน้นย้ำยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิก” มากขึ้น หลังวางแผนมานาน ด้วยการพยายามดึงอินเดียให้เข้ามาร่วมกรอบดังกล่าว ซึ่งหากอินเดียยอมเข้ามาใกล้ชิดกับอาเซียนตามแนวทางนี้มากขึ้น นอกจากการเป็นหนึ่งในประเทศคู่เจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค  (อาร์เซป) ที่อาเซียนและคู่เจรจาอีก 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะเป็นการส่งเสริมบทบาทและการมีปากมีเสียงของอาเซียนบทเวทีระหว่างประเทศได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ดูเหมือนสหรัฐมองแผนอินโด-แปซิฟิกในเชิงลบมากกว่า เพื่อสกัดกั้นจีนและรัสเซียที่ไม่ว่าอย่างไรก็คือปรปักษ์ และเมื่อปรปักษ์ทั้งสองจับมือกันแน่นมากขึ้นเท่าไหร่ “พลังของความเป็นปรปักษ์” ส่งถึงสหรัฐมากขึ้นเท่านั้น
       
แผนการที่อยู่ในหัวของบรรดาประเทศที่เจรจากับอาเซียนนั้นเป็นปัจจัยซึ่งยากแก่การควบคุม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การที่อาเซียนเป็นภูมิภาคซึ่งมีความหลากหลายทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม การปกครอง และเศรษฐกิจ เป็นได้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ท่ามกลางการเดินเกมเชิงรุกแบบอ่อนโยนของบรรดามหาอำนาจ ไทยในฐานะประธานอาเซียนหรือ “ผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปีนี้ ต้องพยายามประสานความร่วมมือภายในภูมิภาคและบูรณาการความร่วมมือจากทั้งภายนอกและภายใน เพื่อกระชับความเป็นเอกภาพของอาเซียน ว่าแม้อยู่บนความแตกต่าง แต่ก็เป็นคุณลักษณะที่เป็นเกราะคุ้มกันให้อาเซียนสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมานานกว่าครึ่งศตวรรษ.

----------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 67