อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

"ความดันโลหิต ท่านเข้าใจถ่องแท้ ลึกซึ้งแล้วหรือยัง?" ตอนที่ 2

เรื่องความดันโลหิตสูง ควรเป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนควรรู้จัก รู้จริง นำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.30 น.

เรื่องความดันโลหิตสูง ควรเป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนควรรู้จัก รู้จริง นำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในตอนที่ 1 ได้เสนอความรู้ไปแล้วในหัวข้อ

- ความดันโลหิตสูงคืออะไร

- เมื่อไหร่จึงจะเรียกว่าความดันโลหิตสูง

- การวัดความดันโลหิตที่เหมาะสม

- ค่าความดันโลหิตเป้าหมายในการรักษา

- ความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร อันตรายแค่ไหน ถ้าไม่รักษา

- การเกิดภาวะแทรกซ้อน

- ดัชนีมวลกาย (BMI)

- อาหารสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง



กลุ่มโรคอ้วนลงพุง

เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดหลาย ๆ อย่างในคนคนเดียวกัน

ผู้ป่วยจะมีลักษณะดังนี้

1. พุงโต เส้นรอบเอวมากกว่า 90 ซม. ในผู้ชายและมากกว่า 80 ซม. ในผู้หญิง

2. ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.

3. ระดับไขมันเอชแอลดีแอลคอเลสเตอ รอล ซึ่งเป็นไขมันดีน้อยกว่า 40 มก./ดล. ในผู้ชาย และน้อยกว่า 50 มก./ดล. ในผู้หญิง

4. ระดับความดันโลหิตสูงมากกว่า 130/85 มม.ปรอท

5. ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 100 มก./ดล.

ผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคอ้วนลงพุงจะต้องมีข้อ 1 คือ พุงโต ร่วมกับอีก 2 ข้อ

ใน 4 ข้อที่เหลือและผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มโรคอ้วนลงพุง ควรปรึกษาแพทย์เพราะจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นทวีคูณ



การลดการกินเค็มในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “เค็ม” และ “เกลือ” ในความหมายของแพทย์ก่อน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหลายท่านคงเคยได้รับคำถามจากแพทย์ว่า “ชอบกินเค็มหรือไม่” หรือเคยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า “ไม่ควรกินเค็ม” คำว่า “เกลือ” หรือที่นักวิชาการบางท่านอาจใช้คำว่า “เกลือแกง” นั้นหมายถึงสารที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าโซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride, NaCI) ซึ่งคนทั่วไปใช้ปรุงอาหารเพื่อให้รสเค็ม เกลือโซเดียมนี้เองที่มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและยังก่อให้เกิดผลเสียอื่น ๆ ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดของเราด้วย ดังนั้นเมื่อพบแพทย์แนะนำว่า ไม่ควรกินเค็มจึงมีความหมายให้ผู้ป่วยลดปริมาณการบริโภคเกลือลงนั่นเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างการกินเค็มกับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

โดยทั่วไปเมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ดังจะเห็นได้จากผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป การศึกษาวิจัยทางการแพทย์จากหลายประเทศได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ยิ่งกินเค็มมากก็จะยิ่งส่งเสริมให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นมากด้วย หรือเพิ่มโอกาสต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงนั่นเอง การกินเค็มนอกจากจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ และหลอดเลือดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในทางตรงกันข้ามการติดตามในประชากร ที่ไม่ใช้เกลือในการปรุงอาหารเลยพบว่า ความดันโลหิตของประชากรกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุดังในประชากรทั่วไปแสดงให้เห็นว่า การกินเค็ม เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลส่งเสริมให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง



ผลเสียของการกินเค็มและประโยชน์ของการลดการกินเค็ม

การศึกษาวิจัยในระยะต่อมายังพบอีกว่า การกินเค็ม ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายไม่เพียงแต่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การกินเค็มยังส่งผลกระทบต่อหัวใจ ไต และมีผลต่อประสิทธิภาพในการใช้ยาลดความดันโลหิต ผลเสียของการกินเค็มและประโยชน์ของการลดการกินเค็มในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง อาจจะมากกว่าในประชากรทั่วไปที่ยังมีความดันโลหิตจัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ผลเสียและประโยชน์ดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้คือ

1. การกินเค็มส่งเสริมให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และการลดการกินเค็มมีผลช่วยลดระดับความดันโลหิตประสิทธิภาพของการลดความดันโลหิตนี้จะยิ่งมากขึ้น หากปฏิบัติร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น การลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่อ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การหยุดสูบบุหรี่ เป็นต้น

2. การกินเค็มมีผลทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาขึ้น โดยอาจไม่สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิต หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ คนที่กินเค็มแม้จะไม่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง แต่ก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาได้ ซึ่งก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

3. การกินเค็มมีผลทำให้อัตราการกรองของเสียผ่านไต เพื่อขับถ่ายออกทางปัสสาวะมากขึ้นหรือกล่าวง่าย ๆ คือ ทำให้ไตต้องทำงานมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีผลทำให้อัตราการขับโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย (อัลบูมิน) ออกทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งการตรวจพบปริมาณอัลบูมินที่มากขึ้นในปัสสาวะถือเป็นตัวบ่งชี้ภาวะไตเสื่อมในระยะแรก ทั้งจากโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ผลกระทบต่อการทำงานของไตดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้แม้ความดันโลหิตจะไม่ได้สูงขึ้นเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงที่หัวใจไม่ควรออกกำลังกายเฉพาะแต่ในวันสุดสัปดาห์ ซึ่งจะไม่ได้ผล ไม่จำเป็นต้องวิ่ง แนะนำให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำหรือการเดินก็เพียงพอ



อาการที่ท่านควรจะรีบปรึกษาแพทย์

1. เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงคล้ายมีอะไรมาบีบรัดบริเวณใต้กระดูกหน้าอกตรงกลางอาจเจ็บร้าวไปถึงขากรรไกร และแขนซ้ายและอาจมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก คลื่นไส้ หายใจลำบาก หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมจนถึงหมดสติได้

2. เจ็บบริเวณหน้าอกหรือท้องอย่างเฉียบพลันและรุนแรงร้าวทะลุไปหลัง

3. เหนื่อยง่ายผิดปกติ

4. ใจสั่นชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ

5. ปวดศีรษะเฉียบพลันร่วมกับอาการปวดตึงบริเวณท้ายทอยโดยเฉพาะมีอาการอาเจียนร่วมด้วย

6. แขนขา ซีกหนึ่งซีกใดอ่อนแรงหรือชาแม้จะเป็นเวลาสั้นในระยะเป็นนาทีและหายเองได้ก็ตาม

7. ตาข้างใดข้างหนึ่งมองไม่เห็นเฉียบพลันในระยะเป็นนาที และกลับเห็นได้ดีคงเดิม

8. ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยและขมับ 2 ข้างร่วมกับอาการตามัว

9. ขาบวมตอนสาย ๆ โดยเฉพาะมีอาการหน้าบวมในตอนเช้าด้วย

10.ปวดขาข้างใดข้างหนึ่งหรือ 2 ข้างหลังจากเดินระยะไม่ไกลต้องหยุดพักให้หายปวดแล้วจึงจะเดินต่อได้ และระยะเวลาที่เดินได้ในครั้งต่อ ๆ มาจะสั้นลง.

--------------------------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 29