อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

พลาดจาก'เกาเข่า'มาซวยซ้ำที่ไทยกับ'นายหน้า'แสบ

สัปดาห์นี้สะท้อนปัญหานักศึกษาจีนพลาดสอบ “เกาเข่า” มุ่งมาเมืองไทยเข้ามหาลัยดังภาครัฐ-เอกชน กลับซวยซ้ำเจอ “นายหน้า” แสบ หลอกอ้างจัดการให้ อาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 น.


ทุกปีในเดือนมิถุนายนจะเป็นเดือนของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของประเทศจีน หรือที่เรารู้จักในชื่อของ “เกาเข่า” (Gaokao) ซึ่งเป็นการทดสอบที่มาตรฐานในการเข้าศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาของจีน โดยในปีนี้ได้กำหนดวันสอบไว้คือวันที่ 7 และ 8 มิถุนายน สองวัน ซึ่งทั่วประเทศจะพร้อมใจกันเพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมของการสอบให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการงดการใช้เสียงดัง ลดการใช้รถเพื่อช่วยการจราจร ช่วยเหลือเด็กที่เข้าร่วมสอบให้ได้รับความสะดวกในการเดินทางไปสอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยละเลยคือ การป้องกันการทุจริตในการสอบ โดยมีบทลงโทษทางกฎหมายอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยในจีนนั้นก็มีไม่เพียงพอกับจำนวนเด็กนักเรียน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กสามารถที่จะเลือกที่จะไปเรียนต่อยังต่างประเทศได้

ประเทศตะวันตกจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญ แต่ทว่าเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงกว่ามาก รวมทั้งการดำเนินการในการสมัครเข้าเรียนก็ไม่ได้ง่ายนัก ต้องผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษในระดับดี จึงทำให้เด็กจำนวนหนึ่งสนใจที่จะเดินทางมาเรียนยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ง่ายกว่า และไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเด็กจีนเหล่านี้



ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยจำนวนมากก็ยินดีและอยากจะต้อนรับการเข้ามาเรียนของนักศึกษาจีนเช่นกัน หากแต่การพูดคุยหรือตลาดมหาวิทยาลัยในไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักศึกษาจีนและผู้ปกครองมากนัก รวมถึงภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารก็เป็นปัญหาใหญ่อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการไม่เข้าใจระบบการรับเด็กจากจีน ไม่เข้าใจตลาดจีน การไม่รู้จักธรรมชาติของนักศึกษาจีนและผู้ปกครองจีน รวมถึงการไม่เข้าใจระบบการศึกษาของจีน จึงเป็นช่องว่างให้เหล่าบรรดาคนที่เราเรียกว่า “นายหน้า” เข้ามาช่วยดำเนินการการรับนักศึกษาจีนแทนการรับตรง

เมื่อมหาวิทยาลัยในไทยก็อยากได้เด็กจีนมาเรียน ในขณะที่เด็กจีนที่พลาดหวังจากการสอบเข้าในประเทศก็อยากจะมายังไทย จึงทำให้เกิดอาชีพนายหน้าที่จะหาเด็กมาเรียน บรรดานายหน้าเหล่านี้จึงไม่แปลกเลยที่ส่วนมากเป็นคนจีนที่กินค่าหัวคิวทั้งสองฝ่าย คือ เก็บจากฝ่ายคนที่ประสงค์จะมาเรียนที่ไทย และก็เก็บจากมหาวิทยาลัยไทยที่ต้องการนักศึกษาจีน



อย่างไรก็ตาม โดยความเข้าใจของคนจีนต่อการจัดระดับของมหาวิทยาลัยในประเทศจีนนั้น มักจะจัดเป็นมหาวิทยาลัยเกรด 1 หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำ มหาวิทยาลัยเกรด 2 หรือมหาวิทยาลัยธรรมดารองลงมา มหาวิทยาลัยเกรด 3 คือมหาวิทยาลัยที่ระดับรองจากมหาวิทยาลัยเกรด 2 และมหาวิทยาลัยเกรด 4 หมายถึงพวกมหาวิทยาลัยเทคโนฯ หรืออาชีวะ

ซึ่งจากที่คนจีนแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็นระดับชั้น ทำให้คนจีนก็แบ่งมหาวิทยาลัยในไทยเป็นเช่นนี้เช่นกัน คือ เกรด 1 คือมหาวิทยาลัยดังของรัฐ เกรด 2 คือมหาวิทยาลัยดังเอกชน และมหาวิทยาลัยของรัฐในระดับรองลงมา เกรด 3 คือมหาวิทยาลัยเอกชนทั่วไป และมหาวิทยาลัยรัฐในระดับทั่วไป เกรด 4 คือมหาวิทยาลัยเทคนิคหรือพวกอาชีวะต่างๆ



ปัญหาคือคนจีนส่วนมากไม่ใช่ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยรัฐบาลของไทยที่ดังๆ นั้นเข้ายาก แต่ก็ยังคิดว่าน่าจะมีโอกาส เพราะจากคำโฆษณาชวนเชื่อว่าทำให้ได้ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยทั่วไปก็ถูกพวกนายหน้าพูดเสียเลิศเลอว่าเป็นมหาวิทยาลัยดังของไทย คนจีนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับไทยก็หลงเชื่อ จนถึงขั้นจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายสารพัดผ่านตัวกลางเหล่านี้ จนเมื่อมาถึงไทย ก็ถูกนำมาปล่อยไว้ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ โชคดีบ้าง โชคร้ายบ้าง เพราะบางคนก็เจอนายหน้าหลอกเอาแค่เงิน แต่ยังจ่ายค่าเล่าเรียนและดำเนินการให้จริง แต่ข้างที่โชคร้ายบ้างก็อาจจะติดต่อให้ แต่ก็ดันเก็บค่าเล่าเรียนเอาไว้เอง แล้วบอกว่าจ่ายให้มหาวิทยาลัยนั้นเรียบร้อยแล้ว ทำให้ต้องมาเจรจากับมหาวิทยาลัยนั้นและจัดการแก้ปัญหากันไป ส่วนพวกโชคร้ายที่สุดก็คือ ไม่ได้ติดต่ออะไรให้เลย แต่เก็บทั้งค่าเรียน ค่าหอ ทุกอย่างเสร็จสรรพ แล้วก็ลอยแพเด็กจีนนั้นเลย หนำซ้ำยังโทษว่าอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยนั้นรับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ข้างพ่อแม่ฝ่ายจีนก็โทษว่ามหาวิทยาลัยไทย อาจารย์ หรือคนไทยโกง หรือไม่ทำตามสัญญา หารู้ไม่ว่าคนที่น่ากลัวสุดก็คือ “คนร่วมชาติ” ที่โกงแบบหน้าตาย

แล้วบรรดาพวกนายหน้านี้เป็นใครกันบ้าง ส่วนมากก็จะเป็นคนที่เคยมาเป็นครู อาจารย์ ในสถานศึกษาในประเทศไทย ไม่ว่าจะตามโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ หรืออื่นๆ แต่ด้วยประเทศไทยเป็นที่ซึ่งอยู่ง่าย หาเงินง่าย คนไทยใจดี ประกอบกับเมื่ออยู่ในไทยเป็นเวลาไม่นานก็จะพูดภาษาไทยได้ดี และรู้ช่องทางทำมาหากิน บ้างก็ร่วมมือกับอาจารย์ไทย บ้างก็ติดต่อหาช่องทางเอง จนในที่สุดคนเหล่านี้สามารถทำอาชีพ “นายหน้า” ติดต่อหาคนเรียนให้สถานศึกษาต่างๆ จนร่ำรวย บ้างก็ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดฯ มากมาย มาปล่อยเช่ากันอีก หรือซื้อทั้งอพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่าให้กับเด็กนักศึกษาจีน หาเงินกันต่ออีกทอด บางคนเอาเงินที่ได้ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนอีกหลายแห่ง เพราะเงินที่ได้มาเป็นกอบเป็นกำ กลายเป็นว่าอาชีพ “นายหน้า” ที่ได้เงินมาสบายๆ ไม่ต้องเสียภาษี มีในธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งทำโดยคนจีนที่มาอาศัยอยู่ในไทยทั้งถูกกฎหมายและทั้งผิดกฎหมาย หรือภาครัฐกำลังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กันอยู่
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร  ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 80