อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

ตรวจเลือดลดตีตรา แก้ปัญหาโรคติดต่อเพศสัมพันธ์

สัปดาห์นี้เปลี่ยนมุมมองใหม่กลุ่มเสี่ยงติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ ตรวจเลือดลดการตีตรา ช่วยแก้ปัญหาและป้องผู้ติดเชื้อหน้าใหม่เพิ่มขึ้น พฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ปัญหาเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งการติดเชื้อ HIV, ซิฟิลิส ,หนองใน ยังคงพบมากในปัจจุบัน และเป็นโรคที่ทำให้เกิดการตีตรากลุ่มชายรักชาย มันเริ่มมาจากเมื่อปี ค.ศ.1981 ทางสหรัฐอเมริกาได้ค้นพบอาการประหลาดที่กลุ่มชายรักชายมาตรวจพบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง และเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น อาการนี้แพร่กระจายได้ ขณะนั้นจึงเชื่อว่าเป็น “มะเร็งเกย์” และยิ่งทำให้เกิดการตีตรา เกลียดกลัวกลุ่มชายรักชายว่า เป็นพวกแพร่เชื้อ

แต่ต่อมาวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้น การควบคุมการติดเชื้อ HIV ทำได้ถึงภาวะ (Undetectable = Untransmissable, U = U คือผู้ติดเชื้อสามารถกินยาต้านจนกดเชื้อไว้ไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนหรือแพร่ต่อได้ สังเกตไม่เห็น ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือการต้องเร่งเข้าระบบการตรวจเลือดเพื่อทราบผลและดูแลตัวเองหรือรักษาได้ทันท่วงที ปัจจุบันมีหลายองค์กรสาธารณสุข รวมถึงองค์กรเอ็นจีโอต่างๆ รณรงค์เพื่อให้รู้ผลเลือดมากขึ้น



“หมอต้น” นพ.พัฒนจัก วิภาดากุล เป็นหมอหนุ่มรุ่นใหม่ที่ร่วมงานกับองค์กรบางกอกเรนโบว์และแอพพลิเคชั่น BLUED เพื่อรณรงค์ตรงนี้ เล่าเรื่องนี้ว่า “ผมเป็นหมอด้านความงามครับ แต่เรื่องการรณรงค์นี่มันเป็นหัวใจของแพทย์ทุกคนที่ต้องการทำเพื่อสุขภาพของประชาชนทั้งเรื่องการป้องกันและรักษา ผมมีความสนใจเรื่องนี้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนเคยเป็นตัวแทนไทยประกวด Mr Gay World 2017 ที่สเปน ก็ไปรณรงค์เรื่องการใช้ยา PrEP และยา PEP ป้องกันการติดเชื้อ HIV”

“การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น HIV ก็ยังมีมาก หรือตอนนี้เขากำลังตื่นตัวเรื่องซิฟิลิสกลับมาระบาด ซึ่งจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค บอกว่าช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อซิฟิลิสถึง 4,651 ราย กลุ่มติดที่มากที่สุดคือช่วง 15-24 ปีซึ่งพบถึง 41.54% นี่คือคนที่เข้าระบบตรวจถึงรู้ และยังมีคนที่ไม่รู้ผลเลือดอีกมาก คิดว่าไม่รู้คือไม่เป็น บางคนกว่าจะยอมตรวจต่อเมื่อแสดงอาการ และมันทำให้กระบวนการรักษายากขึ้น ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น”



“การรณรงค์บางทีอาจพยายามเข้าถึงกลุ่มชายรักชายในวัยที่มีวุฒิภาวะแล้ว แต่ในกลุ่มเยาวชนยังมีน้อย ซึ่งเราควรต้องทำความรู้ความเข้าใจให้เข้าถึงน้องๆ เรื่องเพศสัมพันธ์มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่พูดกับเยาวชนให้มากขึ้น ปิดบังว่ายังไม่ถึงวัย ก็จะดูแลตัวเองกันไม่ดีพอ สังเกตตัวเองกันไม่เป็น เช่นซิฟิลิสนี่อาจมีแผลเล็กๆ และไม่รู้คิดว่าหายเอง แต่เชื้อมันฝังอยู่ในตัวแล้ว กว่าจะแสดงอาการชัดก็เข้าระยะ 2-3 ไปจนถึงมันมีผลต่อสมองไปแล้ว”

“ผมเห็นมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ที่เยาวชนไม่ค่อยกล้ามาตรวจ อายบ้าง กลัวพ่อแม่รู้บ้าง บางทีเราอาจต้องเพิ่มการทำกิจกรรมให้ความรู้ทางสถานศึกษา มีผู้ให้คำปรึกษาที่เป็นมิตรกับเยาวชนให้เขาคุยได้ทุกเรื่องกระทั่งว่า ทำแบบนี้มามันเสี่ยงอะไรบ้าง กับครูบางทีเด็กก็ไม่กล้าพูดเพราะมันมีเรื่องระยะห่างกันอยู่ เดี๋ยวนี้เยาวชนใช้อินเทอร์เนตมาก ช่องทางนี้จึงน่าจะนำมาใช้เพราะมันไม่ต้องเปิดเผยตัว ผมถึงเข้าร่วมโครงการ V-Idol เพื่อเพิ่มช่องทางรณรงค์ด้วย”



โครงการ V-idol คือโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก กทม.และ สปสช.รณรงค์ให้คนมาตรวจเลือดโดยใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ โดยมีคิวอาร์โค้ดให้แสกนเข้าไปยัง Line business ที่จะมีผู้ให้คำแนะนำที่มีความรู้ ให้คำปรึกษาเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ นัดวันเวลาและสถานที่ตรวจเลือดให้ฟรี ถ้ามีภาวะเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคนก็จะแจกยาป้องกันหรือยา PrEP หรือเกิดภาวะเสี่ยงฉุกเฉิน ก็ติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อขอรับยา PEP ป้องกันติดเชื้อฉุกเฉินได้ทันใน 72 ชั่วโมง

ปัญหาหนึ่งของการใช้ยา PrEP คือคนจะเข้าใจว่าช่วยให้มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ แต่ยาตัวนี้ป้องกันได้เฉพาะ HIV เมื่อเข้าโครงการรับยา PrEP จึงมีการติดตามผลเป็นระยะว่ามีความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นหรือไม่ ซึ่งยาไม่จำเป็นต้องกินตลอดชีวิต แต่กินในช่วงที่เตรียมจะมีเพศสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน หรือหากสั้นกว่านั้นทางโครงการจะแนะนำ PrEP on Demand ซึ่งช่วงกินก่อนมีสั้นลง รวมถึงดูแลเรื่องการรักษาโรคเพศสัมพันธ์อื่นให้ฟรี



หมอต้นย้ำว่า “ยา PrEP คือตัวเพิ่มปัจจัยในการลดความเสี่ยงติด HIV แต่ไม่ป้องกันโรคอื่นนะครับ ยังไงก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยควบคู่ด้วยถึงจะกันได้ 99% อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้ผลเลือด รู้ไว ป้องกันตัวได้ รักษาได้ไว มันเป็นข้อมูลสุขภาพของเรา เหมือนกับที่เราต้องรู้ผลเลือดเรื่องเบาหวานจะได้ระวังตัวได้ถูกนั่นแหละครับ ดูแลตัวเองได้แต่เนิ่นๆ อาการแทรกซ้อนก็น้อย และค่าใช้จ่ายในการป้องกันก็ถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษามาก”

“เราต้องมองการตรวจเลือดเป็นเรื่องปกติธรรมดา” หมอต้นว่า “เกย์หลายคนไม่กล้าตรวจเลือด และคิดว่าตัวเองไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าคู่นอนของเราผ่านอะไรมาบ้าง หรือบางคนไม่รู้ว่าบางเรื่องมันเสี่ยงนะ เช่นกรณีน้ำอสุจิกระเด็นเข้าตาก็มีเปอร์เซนต์ติดเชื้อ การใช้ปากก็มีเปอร์เซ็นต์ติด กระทั่งการโดนแผลซิฟิลิสก็ยังติดได้ และบางคนก็ยังกลัวว่า การบอกว่าไปตรวจหาเชื้อ HIV มันทำให้รู้สึกเหมือนโดนตีตรา หรือรู้แล้วกลัวจะใช้ชีวิตได้ไม่ปกติ”

“แต่จริงๆ เราต้องคิดในอีกด้านหนึ่งว่า การที่รู้ผลเลือด และป้องกันตัวเยอะๆ มันจะกลายเป็นสถิติที่ดีว่า เกย์ไทยนี่มีฐานข้อมูลว่าดูแลป้องกันตัวเองมาก คนที่ติดรับยาต้านสม่ำเสมอจนเข้าสู่ภาวะ U=U ในอนาคตต่อไปการตีตราว่าเกย์เป็นพวกแพร่เชื้อก็จะลดลงจนหมดไปได้ ความรู้สึกคนมันเปลี่ยนได้ครับ อย่างเมื่อก่อนเรามองรักร่วมเพศคือเรื่องผิดปกติ แต่ตอนนี้การยอมรับก็มากขึ้นว่ามันคือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่ง เป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคล”



เมื่อถามว่า กลุ่มที่รณรงค์กลุ่มไหนมีปัญหามากที่สุด หมอต้นตอบว่า “คือกลุ่มที่ใช้ยาเสพติดโดยใช้เข็มครับ ถ้าใช้เข็มวน มันมีโอกาสที่เลือดสัมผัสเลือด ประสิทธิภาพในการป้องกันโดยยา PrEP มันก็ลดลง แต่กลุ่มนี้ถือว่าเชิญชวนมาเข้าระบบยากมาก เพราะเรื่องยาเสพติดมันก็ผิดกฎหมายไม่มีใครเขาจะบอกกันง่ายๆ นักรณรงค์ต้องหาวิธีทำให้กลุ่มนี้ไว้ใจ ให้เขายอมให้เราเข้าถึง เช็คผลเลือดให้เป็นระยะหรือให้เลิกใช้ยาไปเลยก็ได้ยิ่งดี”

หมอต้นย้ำว่า “สิทธิในการรักษาพยาบาลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่คนไทยได้ฟรีนะครับ ตรวจ HIV ได้ปีละสองครั้ง รับยาต้านได้ ซิฟิลิส หนองใน ก็ตรวจได้ แต่ในส่วนของ PrEP นี่อาจยังไม่ฟรีทุกที่ ซึ่งก็มีองค์กรสาธารณสุขและเอ็นจีโอหลายแห่งที่เราสามารถขอฟรีได้ มีโครงการที่ต้องการแจก PrEP ให้ได้ถึง 200,000 คนด้วยซ้ำ ก็อยากให้ใช้สิทธิ์ตรงนี้กันเยอะๆ ย้ำว่าการรู้ผลเลือดไม่ใช่สิ่งน่ากลัว มันทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำ”

“ถึงรู้ว่าติดเชื้อ หลายองค์กรหลายหน่วยงานเขาก็ให้กำลังใจว่า เราก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แค่ต้องเพิ่มวินัยในการกินยา ซึ่งผมว่าเป้าหมายที่สำคัญต่อไปคือการลดการตีตรา อย่างการใช้ PrEPก็ไม่ควรไปตีตราว่ามั่ว แต่มองว่านั่นคือเขาป้องกันตัวเองรัดกุมขึ้นนะครับ อยากเชิญชวนให้เข้าโครงการกันมากๆ เพื่อเป้าหมายการไม่เพิ่มผู้ติดเชื้อ HIV หน้าใหม่ หรือ getting zero ผู้ติดเชื้อเดิมใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ใช้บริการ V-Idol สามารถแสกนคิวอาร์โค้ดนี้ได้ครับ https://nav.cx/9bm5tB3 ฟรีและเป็นความลับ”

ก็ขอเชิญชวนให้เป็นไปตามสโลแกน “รู้ผลเลือด ป้องกันตัวได้ รักษาไว” (ขณะนี้เข้าร่วมโครงการได้เฉพาะในกทม.เป็นเบื้องต้น โดยสแกนบาร์โค้ดด้านล่าง) 


........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 149