อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

แค่ขู่?

สงครามการค้า อเมริกา-จีน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเกิดการย้ายฐานโรงงานผลิต ออกจากแผ่นดินใหญ่จำนวนมาก และหนึ่งในประเทศที่รับส้มหล่นมากที่สุด เห็นจะเป็น “เวียดนาม” เนื่องจากประเทศอยู่ติดกันทางใต้ การขนย้ายเครื่องมืออุปกรณ์ไม่ไกล เสียค่าใช้จ่ายไม่มาก สาธารณูปโภครองรับใช้ได้ และค่าแรงงานถูก พุธที่ 24 กรกฎาคม 2562 เวลา 07.30 น.


         สงครามการค้า อเมริกา-จีน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเกิดการย้ายฐานโรงงานผลิต ออกจากแผ่นดินใหญ่จำนวนมาก และหนึ่งในประเทศที่รับส้มหล่นมากที่สุด เห็นจะเป็น “เวียดนาม” เนื่องจากประเทศอยู่ติดกันทางใต้ การขนย้ายเครื่องมืออุปกรณ์ไม่ไกล เสียค่าใช้จ่ายไม่มาก แถมเวียดนามยังมีระบบสาธารณูปโภครองรับใช้ได้ และค่าแรงงานถูก
       
         การย้ายฐานผลิต อาจทำให้การเติบโตของจีดีพีเวียดนาม เพิ่มขึ้นถึง 7.9% จากผลวิจัยของธนาคารโนมูระแห่งญี่ปุ่น แต่นักวิเคราะห์ บอกว่า นี่อาจจะเป็น “ทุกขลาภ” เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังจะลงมือเชือด เก็บภาษีเพื่อเป็นการลงโทษครั้งใหม่ ต่อสินค้าส่งออกของเวียดนาม
      
        เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เวียดนามถูกเพิ่มรายชื่อเข้าไปในบัญชีดำ กลุ่มประเทศ “บิดเบือนค่าเงิน” ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งจะโดนมาตรการลงโทษ หากพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐประกาศขึ้นภาษีใหม่ 400 % แก่เหล็กกล้านำเข้าจากเวียดนาม ที่มีต้นแหล่งอยู่ที่เกาหลี ใต้และไต้หวัน
      
         สหรัฐอาจใช้มาตรการภาษีเล่นงานเวียดนามอีก กับสินค้านำเข้าบางประเภท ด้วยข้อกล่าวหาเวียดนามปล่อยให้สินค้าผลิตในจีน เข้ามาตีตราใหม่เป็น “เมด อิน เวียดนาม” ก่อนส่งออกไปสหรัฐ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีที่รัฐบาลสหรัฐใช้เล่นงานจีน
        
         นักวิเคราะห์หลายรายทำนายว่า หากสหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้าส่งออกจากเวียดนาม ในอัตรา 25% เท่ากับที่ใช้เล่นงานจีน ด้วยเหตุผลเพื่อ “ความมั่นคงของชาติ” ก็จะทำให้ภาคส่งออกของเวียดนามสะเทือนหนัก ลดลงถึง 25% และอัตราการขยายตัวของจีดีพีหายไปกว่า 1%
       
         ตอนนี้ยังเป็นแค่คำขู่ แต่มีความเป็นไปได้สูงมาก หลังจากทรัมป์เกริ่นกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ฮานอยเกือบจะเป็นประเทศเลวร้ายที่สุดในโลก ในเรื่อง “การค้า” และเวียดนาม “เอาเปรียบสหรัฐ” ยิ่งกว่าจีน  เสียอีก
        
         คำพูดของผู้นำสหรัฐดูเหมือนจะหมายถึงการได้เปรียบดุลการค้าของเวียดนามต่อสหรัฐ ที่อยู่ในระดับสูงและกำลังสูงขึ้นอีก โดยปีที่แล้วสูงเป็นสถิติถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,232,250 ล้านบาท) สูงขึ้นเล็กน้อยจากปี 2560 แม้ว่าเวียดนามพยายามซื้อสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น
        
         ในระยะ 5 เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขเวียดนามได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ อยู่ที่ 21,600 ล้านดอลลาร์ (665,415 ล้านบาท) สูงขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
        
         นอกเหนือจากคำขู่ ภาษีใหม่ที่สหรัฐจะเก็บจากเวียดนาม แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหันของวอชิงตัน ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่เจ้าหน้าที่เวียดนามอย่างมาก ท่ามกลางความสัมพันธ์ทวิภาคีอบอุ่นและแข็งแกร่ง ภายใต้รัฐบาลของทรัมป์
       
         ปลายเดือน ก.พ. ปีนี้ เวียดนามถูกเลือกให้เป็นเจ้าภาพ การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างทรัมป์กับคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่กรุงฮานอย และทรัมป์กล่าวยกย่องชมเชยเจ้าภาพมากมาย
       
        แหล่งข่าวในฮานอยบอกว่า กลุ่มผู้นำเวียดนามยังเดาทางไม่ออก คำขู่ที่สหรัฐจะคว่ำบาตรสินค้านำเข้าจากเวียดนาม จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงแค่กลอุบายการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกร้องมากขึ้น
        
         นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ท่าทีของวอชิงตัน ที่มีต่อแนวทางปฏิบัติทางการค้าของเวียดนาม ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก โดยเฉพาะการที่ฮานอยปล่อยให้บรรดาบริษัทของจีน ใช้ดินแดนเป็นฐานอำพรางสินค้าส่งออกไปสหรัฐ
        
         เวียดนาม ซึ่งตอนนี้ติดอันดับ 1 ใน 50 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพียงแค่ถูกขอร้องให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกัน กับที่สหรัฐคาดหวังจากประเทศหุ้นส่วนการค้าอื่น ๆ
       
        สหรัฐเป็นหุ้นส่วนการค้าสำคัญที่สุดของเวียดนาม ข้อเท็จจริงที่ไม่น่าจะเปลี่ยน แปลงในเวลาอันสั้น เนื่องจากสหรัฐต้องการความเป็นพันธมิตรจากเวียดนามอย่างมาก ในการเป็นอีกแนวร่วมกลุ่มประเทศรอบริมฝั่งทะเลจีนใต้ เพื่อถ่วงดุลอำนาจด้านความมั่นคงกับจีน.

                               เลนซ์ซูม
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 55