อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

ร.10 ทรงพระปรีชาสามารถด้านการทหารและการบิน

ในหลวง ร.10 ทรงสนพระทัยในกิจการทหารและการบิน ทรงศึกษาเรียนรู้อย่างแตกฉาน ทรงเป็นเจ้าฟ้านักบินขับไล่ไอพ่นพระองค์แรกแห่งพระราชวงศ์จักรี ตั้งปณิธานแนวแน่ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามรอยในหลวง ร.9 อาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2562 เวลา 07.00 น.


ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย ทรงปกครองทำนุบำรุง และรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรือง ยามศึกสงครามทรงเป็นจอมทัพ นำไพร่พลทหารกล้า เข้าสู้รบกับอริราชศัตรูผู้รุกราน ปกป้องราชธานี และในยามสงบทรงเป็นมิ่งขวัญของเหล่าทหารในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ปกปักรักษาชาติ ให้มั่นคง ปลอดภัย 



พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามมินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ต่อจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ตามโบราณราชประเพณี และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของกองทัพไทย ที่ประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ  



พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎคม 2495 เมื่อครั้นทรงพระเยาว์ พระองค์โปรดการเล่นและสะสมของเล่น เป็นรถคันเล็ก ๆ และเครื่องบินเป็นอย่างยิ่ง แสดงถึงความสนพระราชหฤทัย ในเรื่องเทคโนโลยี รวมทั้งโปรดเล่นเครื่องยนต์ กลไก ต่าง ๆ อย่างเด็กผู้ชายทั่วไป เช่น รถยนต์ รถถัง เรือ และ เครื่องบิน พระองค์ทรงมีพระราชนิสัยใฝ่รู้ตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ เมื่อสงสัยสิ่งใด จะทรงตั้งคำถาม จนได้รับคำอธิบายจนเป็นที่พอพระทัย ยิ่งเจริญพระชนม์พรรษามากขึ้น ความสนพระราชหฤทัยในเรื่องยนต์ กลไก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ด้านกิจการทหารและด้านการบิน” ทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักบิน” ทรงมีความชำนาญในการบังคับอากาศยานชนิดต่าง ๆ ทั้งอากาศยานทหารและอากาศยานพาณิชย์



พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งมั่น ทุ่มเท พระวรกาย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการทหาร อย่างเต็มพระราชกำลังและทรงเป็นแบบอย่างที่ดี ให้แก่ทหารทุกหมู่เหล่า จนได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า “บรมครูทางการทหาร” พระองค์ทรงสั่งสมคุณสมบัติในการเป็นจอมทัพไทย มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ด้วยความสนพระราชหฤทัยด้านการทหาร พระองค์ทรงได้รับการถวาย ตำแหน่งนักเรียนเตรียมทหารพิเศษ นักเรียนนายร้อยพิเศษ นักเรียนนายเรือพิเศษ รวมทั้ง นักเรียนนายเรืออากาศพิเศษ หมายเลขประจำพระองค์ 752 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2507 และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานประดับยศร้อยตรี เรือตรี และเรืออากาศตรี



ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2507  เมื่อพระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อยังต่างประเทศ แต่ละครั้งที่พระองค์เสด็จนิวัตรประเทศไทย พระองค์จะเสด็จไปทอดพระเนตร การฝึกต่างๆ ของกองทัพอากาศอยู่เป็นประจำ เนื่องจากความสนพระราชหฤทัย อย่างแรงกล้าเกี่ยวกับกิจการการบิน ด้วยพระราชปณิธานในการเป็นทหารหาญเพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจด้านความมั่นคง พระองค์ทรงเข้าศึกษาในระดับเตรียมทหารเมื่อปี 2513 ที่โรงเรียนคิงส์ เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงศึกษาอยู่จนถึงเดือนพฤษภาคม 2514 



จากนั้นในปี 2515 ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา นับตั้งแต่ภาคแรกแห่งการศึกษา เป็นต้นไป หลักสูตรของวิทยาลัยการทหารแห่งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาควิชาการทหาร รับผิดชอบและดำเนินการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย นักเรียนที่สำเร็จตามหลักสูตรนี้ จะได้เป็นนายทหารยศร้อยโท ส่วนอีกภาคหนึ่งเป็นการศึกษาวิชาสามัญ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ รับผิดชอบการวางหลักสูตร แบ่งออกเป็นสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ นักเรียนนายร้อยที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าว จะได้รับปริญญาตรีตามสาขาวิชาที่เลือกศึกษา พระองค์ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2519



ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานสโมสรสันนิบาตร ที่รัฐบาลจัดถวาย เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่ทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์ เป็นสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2515 ตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าทราบตระหนักว่า ข้าพเจ้ามีหน้าที่และความรับผิดชอบประเทศอย่างสูง และการปฏิบัติราชการแผ่นดินนั้น เป็นภาระสำคัญใหญ่ยิ่ง ที่ต้องอาศัยทั้งสติปัญญา และความรู้ความสามารถพร้อมมูล ข้าพเจ้าจะต้องเพียรพยายามศึกษา ปฏิบัติฝึกฝนตนเองต่อไปอีกอย่างมาก เพื่อให้สามารถเหมาะสมกับหน้าที่ตามที่ทุกคนมุ่งหวัง”  



เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ในปีเดียวกันทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติมและทรงศึกษางานด้านทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนของกระทรวงกลาโหม และทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษที่นครเพิร์ท รัฐออสเตรเลียตะวันตก ประเทศออสเตรเลีย ทรงรับการฝึกอบรมหลักสูตรทางการทหารและการบิน ได้แก่ หลักสูตรวิชาอาวุธพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีการรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูง และหลักสูตรส่งทางอากาศ รวมถึงหลักสูตรการบินอื่น ๆ เพื่อเพิ่มภูมิประสบการณ์ทางทหาร 



พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้นดำรงอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร หลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาการทหาร ทรงเริ่มฝึกบินกับกองทัพอากาศ และทรงสำเร็จตามหลักสูตรการบินของกองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2523 และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2523 พระองค์ ได้ทรงบินเฮลิปคอบเตอร์เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนนายเรืออากาศดอนเมือง และทรงรับพระราชทานประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินของกองทัพอากาศ จากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นความภาคภูมิใจของกำลังพลกองทัพอากาศ และประสพนิกรชาวไทย ที่ได้มีเจ้าฟ้านักบินเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดิน ด้วยพระราชปณิธานในการเป็นนักบิน ทรงเข้ารับการถวายเป็นนักบินอากาศยานปีกตรึงโดยกองทัพอากาศและกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ตามลำดับดังนี้ ทรงฝึกบินเครื่องบิน แบบที่ 15 ฝูงฝึกขั้นปลาย โรงเรียนการบิน ส่งฝึกบินกับเครื่องบินฝึก แบบที่ 12 หรือ T-37  ณ ฝูงฝึกขั้นปลาย โรงเรียนการบิน



ทรงฝึกบินหลักสูตรนักบินขั้นพร้อมรบพื้นฐานกับเครื่องบินฝึก แบบที่ 11 หรือ T- 33 ณ ฝูงบิน 101 กองบิน 1 ทรงฝึกบินนักบินขับไล่ไอพ่น สมรรถนะสูง แบบที่ 18 ข/ค หรือ F-5 E/F ณ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงฝึกบินหลักสูตรการบินขับไล่พื้นฐานและหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูง รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฝึกการบินหลักสูตรการรบขั้นสูง และทรงทบทวนหลักสูตรต่าง ๆ ของเครื่องบินขับไล่ แบบ ที่ 18 ข/ค ณ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 อย่างสม่ำเสมอ โดยทำการบินครบ 1,000 ชั่วโมงบินเมื่อวันที่ 17 เมษายน2532  และด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นนักบินขับไล่ที่มีชั่วโมงบินต่อเนื่องมากกว่า 2,800 ชั่วโมงบิน  ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยากยิ่งสำหรับนักบินขับไล่ทั่วโลก ที่จะทำได้ ต่อเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม2540 บริษัทน็อต สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน F5-E/F ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเกียรติบัตรการบิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่มีชั่วโมงบินเฉพาะแบบ ครบ 2,000 ชั่วโมงบิน  



พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงเข้าร่วมการแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีของกองทัพอากาศ  ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดระหว่างปี 2526-2530 ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี พระองค์ทรงทำการบินแข่งขัน ใช้อาวุธทางอากาศ แบบต่าง ๆ ทั้ง ระเบิด จรวด และ ปืนใหญ่อากาศ โดยทำคะแนนสูงตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ กองทัพอากาศจึงได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องหมายความสามารถในการใช้อาวุธทางอากาศ  ชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดใน 3 ประเภท พระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพทางการบินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นที่ประจักษ์แก่ประสพนิกรชาวไทยและสายตาชาวโลก  



หลังจากสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย ทรงปฎิบัติพระราชภารกิจด้านการทหาร ในการเข้าร่วมปฏิบัติการรบ แม้จะเป็นพระราชภารกิจที่ต้องเสี่ยงภัย พระองค์ก็ทรงแสดงความกล้าหาญอย่างน่าสรรเสริญยิ่ง ทรงนำหน้าทหารเผชิญอันตราย โดยมิทรงหวั่นเกรงใด ๆ พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้านักบินขับไล่ไอพ่นพระองค์แรกแห่งพระราชวงศ์จักรี ที่ทรงทำการบินกับเครื่องบินกองทัพอากาศ ได้เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอากาศยานปีกหมุน อากาศยานปีกตรึง แบบใบพัด และ เครื่องยนต์ไอพ่น และด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นพระเมตตา ทรงถ่ายทอดประสบการณ์ที่ทรงมี ปฏิบัติหน้าที่ครูการบิน พระราชทานการฝึกสอน ทั้งวิชาการภาคพื้นและการฝึกบินขับไล่ให้กองทัพอากาศ พระองค์มีพระราชวินิจฉัยถึงวิชาการด้านการบินของเครื่องบินพาณิชย์ว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าเรียนรู้ ประกอบกับพระราชกรณียกิจ ที่ต้องเสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้บริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน จัดหลักสูตรเครื่องบินพาณิชย์ แบบ โบอิ้ง 737 400 ถวาย และ ทรงได้รับใบอนุญาตเป็นนักบินพาณิชย์เอก 



พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจการบินนักบินที่ 1 ทรงสามารถปฏิบัติการบินได้ครบ 3,000 ชั่วโมงการบิน โดยได้รับใบรับรอง ในตำแหน่งครูฝึกกองทัพอากาศ และ ครูฝึกเครื่องช่วยฝึกบิน ของเครื่องบินโบอิ้ง 737 400 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม2549 นับเป็นพระปรีชาสามารถ และพระวิริยอุตสาหะ ที่พระองค์เปลี่ยนแบบการบินจาก เครื่องบินรบ มาเป็นเครื่องบินนักบินโดยสารได้ในระยะเวลารวดเร็ว ด้วยพระมหากรุณาอันเปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำพระปรีชาสามารถทางด้านการบินมาเพื่อทรงช่วยเหลือประชาชน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดเที่ยวบินพิเศษมหากุศล โดยไม่หักค่าใช้จ่าย จำนวน 3 ครั้ง เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยสาร พระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้  นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กองทัพอากาศ นำเครื่องบินลำเลียง แบบที่ 8 หรือ C130 H มาเป็นอากาศยานหลัก นำสิ่งของพระราชทาน เครื่องอุปโภค บริโภค ที่จำเป็น และหน่วยแพทย์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถเข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้แก่ปวงชนชาวไทย



นอกจากผ่านการศึกษาวิชาการด้านการทหารและการบิน จนมีพระปรีชาสามารถและมีจำนวนชั่วโมงบินสูงมากแล้ว พระองค์ได้ทรงศึกษาหลักสูตรนักบินพาณิชย์จากสถาบันการบินพลเรือน ทรงสอบได้ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี และต่อมาในปี 2547 ได้ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรนักบินพาณิชย์เอก จากบริษัทการบินไทย จนกระทั่งทรงสำเร็จการศึกษา และทรงบินด้วยเครื่องบินพาณิชย์จริง ทรงได้รับใบอนุญาตเป็นกัปตันเครื่องบินโบอิ้ง 737-400



ทั้งนี้ พระองค์ยังสนพระทัยความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย เพื่อสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองและสืบสานรักษาต่อยอด ตามรอยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปด้วยมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนตลอดไป.
..................................
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ 
โดย "อุบล ชาญปรีชาสมุทร"
ขอบคุณภาพ @กองทัพอากาศ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 193