อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562

"เราจะทำตามสัญญา" แต่ไม่เห็นว่าทำได้?

สัปดาห์นี้ย้อนดูรัฐบาลนี้อยู่มา 5 ปี แต่เมื่อถูกทวงสัญญาเรื่องไม่เห็นทำปรองดอง ก็เกรี้ยวกราดกลบเกลื่อน แล้วจะเอาความปรองดองมาจากไหน? แต่เกือบทุกเย็นก็ร้องเพลงว่า “เราจะทำตามสัญญา” พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เราก็ได้ ครม. ชุดใหม่กันแล้ว เอาจริงก็ไม่เห็นว่าจะว้าวแบบเห็นแล้วมีความหวังอะไรเท่าไหร่ ก็พวกคนหน้าเก่ามาจากพรรคต่าง ๆ แล้วก็มีโควตา คสช. ซึ่งไม่รู้ว่าจะยังมีไว้ทำไมถ้าพูดปาว ๆ ว่า “ไม่ได้สืบทอดอำนาจ” แล้วก็เห็น “บิ๊กป้อม” บ่นกระปอดกระแปดตลอดว่าสุขภาพเริ่มจะไม่ค่อยดี น่าจะให้ไปพักผ่อนเสียมากกว่า จะเชิญมาทำงานทั้งป่วย ๆ แล้วทำงานได้ไม่เต็มที่อีก

มีคนแถวนี้ที่เขาเป็นแฟนคลับพรรคอนาคตใหม่เหนียวแน่นบอกว่า เขาผิดหวังมากที่สุด ที่พรรคเขาไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะกวาด ส.ส. ได้เกือบร้อยก็เหอะ ซึ่งความที่พรรคนี้มีคนรุ่นใหม่ คนหน้าใหม่เยอะ บางทีอาจได้รัฐมนตรีอะไรที่มาจากสายนักบริหารเก่ง ๆ ดูแล้วมีความหวังมากกว่าพวกเข้ามาเอาหัวโขน เพราะเป็นนายทุน หรือมาเพราะโควตากลุ่ม อันนี้ก็พูดยาก ตราบใดที่เป็นรัฐบาลผสม คุณก็แก้ปัญหาเรื่องโควตากลุ่มไม่ได้หรอก



แต่แฟนคลับพรรคอนาคตใหม่รายนี้เขาก็บอกว่า ตอนนี้เขาชักจะ “ลำไย” (ศัพท์วัยรุ่นแปลว่ารำคาญ เห็นแล้วขวางหูขวางตา) กับพรรคอนาคตใหม่แล้ว งานสภาที่พรรคนี้เด่น แทนที่จะเป็นเรื่องการอภิปราย กลายเป็นมาสร้างดราม่าเรื่องเสื้อผ้าบ้าง (ซึ่งเอาจริงพรรคนี้เขาก็ไม่ผิดทั้งหมดหรอก มีพวกคอยผสมโรงให้เรื่องใหญ่โตขึ้นไปอีก) กระทั่งกลายเป็นวาระไร้สาระที่ต้องมาอภิปรายกันว่าควรนุ่งอะไรเข้าสภาฯ

คือสงสัยก่อนนายกฯ แถลงนโยบายคงว่างกันมาก หรือไม่เขาก็ภูมิใจในความเป็น “เสรีนิยม” มาก ที่พยายามจะสู้ว่าให้มองข้ามเปลือกว่างนุ่งอะไรไปดูที่กึ๋นว่าทำอะไรให้แผ่นดินจะดีกว่า แต่ฝ่ายที่ออกจะอนุรักษ์นิยมเขาไม่ค่อยชอบก็เหน็บเอาเจ็บ ๆ บ้างว่า “เรื่องรสนิยมหรือเรื่องกาลเทศะคงสอนกันไม่ได้นะ” แล้วเรื่องแค่นี้สอนกันไม่ได้ก็มีโอกาสจะเป็นพวกที่ขวางโลก ไม่แคร์สังคม ไปจนถึงเชื่อว่าตัวเองทำอะไรก็ถูก เป็นภาวะหลงผิดที่อันตรายได้

นอกจากจะเถียงกันด้วยเรื่องเสื้อผ้าแล้ว ล่าสุดก็เห็นมีดราม่าภาษาถิ่นกันอีก ที่เรียกร้องให้สามารถใช้ภาษาถิ่นในสภาได้ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์แห่งตน ดูเป็นตัวแทนของความหลากหลายน่าชื่นชมนัก แต่ปัญหาคือเราเรียนเราสอนกันด้วยระบบภาษาไทยกลาง ทำไมถึงไม่คิดว่าควรใช้ไทยกลางให้ฟังรู้เรื่องกันทั้งประเทศดีกว่าเหรอ เรื่องภาษา เรื่องเสื้อผ้านี่ก็สะท้อนรูปแบบหนึ่งของความเป็นเสรีนิยม ที่พยายามเป็นขบถต่อกฎที่มันมีเดิม

พอมาพูดเรื่องความภูมิใจในการใช้ภาษาถิ่นแห่งตน ก็เป็นเรื่องน่าชวนหัวอีกแหละที่พอพรรคอนาคตใหม่พูด แฟนคลับหลายคนเขาก็เออออเห็นด้วย แต่พอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะไปพูดภาษาไทยในเวทีอินเตอร์ ก็ดันเย้ยหยันโดนดูถูก เป็นนายกฯ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อ้าว!! ก็ถ้าภูมิใจในอัตลักษณ์ทางภาษาตัวเอง ก็ต้องภูมิใจด้วยไม่ใช่เหรอที่นายกฯ เราใช้ภาษาไทยบนเวทีโลกและมีล่ามในการช่วยแปล




ก็ไม่รู้ว่าต่อไปในความเป็นเสรีนิยม ที่เขาอยากโชว์ความเป็น “ขบถ” (คือผู้นำการเปลี่ยนแปลง) เราจะได้เห็นอะไรประหลาด ๆ จากพรรคอนาคตใหม่อีกไหม แต่ที่ค่อนข้างเชื่อได้ว่าเป็นแน่ ๆ คือ ความที่ไม่ได้เลือกตั้งกันมา 5 ปี ส.ส. ไม่ใช่แค่อนาคตใหม่ แต่มีพรรคอื่นด้วย ก็มีความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดเป็นเชิงเสรีนิยมมากขึ้น และก็ประทะกับขั้วรัฐบาลพลังประชารัฐแบบแรง ๆ เพราะขั้วรัฐบาลตอนนี้ถูกมองว่าออกจะอนุรักษ์นิยม

เราก็ยังคงเห็นความแตกแยกทางความคิดในสภาฯ และความแตกแยกทางความคิดมันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะในเมื่อยุคนี้มันใช้สื่อเสรีอินเทอร์เน็ตกันได้ ก็แสดงความเห็นโจมตีหรือสนับสนุนขั้วการเมืองที่ตัวเองมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน สร้างวาทกรรมความเกลียดชังขึ้นมานิยามขั้วตรงข้ามแบบกะจะเอาชนะกันให้ได้เหมือนเอากันให้ถึงตายได้ก็ยอม ตอบโต้กันไปมาเรื่อย ๆ อารมณ์ก็ขึ้นกันทั้งสองฝ่าย แล้วความขัดแย้งก็ขยายไปเพิ่ม

ขั้วหัวก้าวหน้า ก็ถูกเรียกเป็นควายแดง ควายส้ม หรือซอมบี้ส้ม ที่เรียกเป็นซอมบี้ก็ให้ไปดูในหนังฝรั่งจะเห็นว่าเวลามีอะไรซอมบี้มาเป็นฝูงแบบไม่ได้คิดอะไรเลย เหมือนมาด้วยสัญชาตญาณให้พุ่งเข้ามารุม ขณะที่ขั้วตรงข้ามก็ถูกเรียกเป็น “สลิ่ม” ซึ่งเข้าใจว่ามาจาก “ซ่าหริ่ม” คือตอนเคลื่อนไหว กปปส. มันไม่ได้กำหนดสีเสื้อ ใส่อะไรมาเป่านกหวีดก็ได้ พอไม่รู้จะให้เป็นสีไหนดีก็เลยเป็นสลิ่มสิ้นเรื่องมันเป็นขนมสามสี

ฝ่ายสลิ่มก็จะโดนขั้วตรงข้ามโจมตีเรื่อง ชอบโหนสถาบัน ชอบเอาสถาบันมาใช้โจมตีคนอื่น และโจมตีเรื่องไม่เชื่อมั่นในวิถีทางแห่งประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมากตัดสิน ถ้าเกิดความผิดพลาดก็เริ่มกระบวนการใหม่ แต่ดันไปชอบเรื่องการยึดอำนาจที่พอยึดแล้วก็ควบคุมบ้านเมืองได้เรียบร้อยสงบดี คือแล้วแต่จะสรรหาเรื่องมาเกลียดกัน จนบางทียังสงสัยเลยว่า ไอ้ที่ด่ากันแสบ ๆ นี่ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยเราชอบเอาชนะเอาสะใจหรือเปล่า



ปัญหามันก็มาจากการที่ “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา” เอาเข้าจริงก็เหลวเป๋วทั้งเพ คือไม่เห็นจะทำอะไรในเชิงการสร้างความปรองดองได้เลย ทั้งที่เหตุผลตอนที่เข้ามายึดอำนาจข้อหนึ่งก็อ้างว่า เพราะเกิดความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง ปรากฏว่าสิ่งที่ทำก็คือ การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางปรองดองขึ้นมาใหม่อีกชุด แล้วก็จัดประชุมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งไม่รู้เกณฑ์คนมาฟังหรือเปล่า

รัฐบาลนี้อยู่มา 5 ปี แต่พอเขาทวงสัญญาเรื่องไม่เห็นทำปรองดอง ก็ขยับตัวขึ้นมาหน่อย แต่ก็ดูทำกันไปแบบแกน ๆ แบบว่ามีตุ๊กตา “น้องเกี่ยวก้อย” ที่เขาเรียกว่าตุ๊กตาแม่ผ่องบ้าง ตุ๊กตาเสียกบาลบ้าง ออกรณรงค์ตามพื้นที่ต่าง ๆ แล้วตอนนี้อีตุ๊กตานี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ และตอนนี้เรื่องปรองดอง รัฐบาลทำอะไรหรือเปล่า หรือไอ้ที่เก็บข้อมูลความเห็นนั้นทำแค่เป็นพิธีกรรมส่งเดชไปงั้น จำได้ว่ามีแผนที่เขาเคยจะให้ทำสัญญาประชาคมอะไรไม่รู้ แล้วก็เงียบ

หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เราโดนแหกตามหาสนุกกันมานานแล้ว เรื่องข้ออ้างจะทำปรองดองเลยต้องอยู่ยาว หรือต้องอยู่ต่อ เอาจริงยิ่งอยู่มันยิ่งขัดแย้ง เพราะการที่รัฐบาลนี้เข้าสู่อำนาจก็แบบว่า ค้านสายตาหลายคนอยู่ใช่น้อย ตั้งแต่กระบวนการฟรีซการเมืองไม่ให้เคลื่อนไหว 3 เดือน หลัง พ.ร.ป. เลือกตั้งบังคับใช้ แต่มีกลุ่มไปดูด ส.ส. พรรคโน้นพรรคนี้เข้ามา วิธีคำนวณ ส.ส. ของ กกต. ที่เอาจริงจนบัดนี้คนน่าจะยังงงกันถึงครึ่งประเทศ

พอมันเกิดความรู้สึกว่า ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม ได้อำนาจมาแล้วก็ยังแบ่งสรรให้พวกพ้อง กระบวนการยุติธรรมอะไรมันเป็นโทษอยู่กับฝ่ายเดียว พอทวงถามความชอบธรรมก็ไม่ตอบหรือกราดเกรี้ยวกลบเกลื่อน เช่นนี้แล้วความปรองดองมันก็ไม่เกิดหรอก ตราบใดที่มันไม่เกิดความเท่าเทียม เรื่องนี้ศึกษากันมาตั้งแต่ยุค นายคณิต ณ นคร ทำในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้วว่า ต้องทำกระบวนการยุติธรรมให้มันยุติธรรมจริง

กล้าไหมล่ะถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญให้ไม่มีบางฝ่ายได้เปรียบ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    12%

บอกต่อ : 283