อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

'รัฐนาวาประยุทธ์' พร้อมออกจากท่าฝ่าคลื่นลมแรง

สัปดาห์นี้ติดตามรัฐบาลบิ๊กตู่ หลังนำคณะรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะประชุมคณะรัฐมนตรีใหม่ในวันเดียวกันทันที พฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 น.


สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยถึงทางตันเนื่องจากไม่มีทางออกอื่นใด ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อล้างความผิดให้แก่อดีตผู้นำรัฐบาล แกนนำมวลชนและผู้กระทำผิดกฎหมายในคดีอาญาต่าง ๆ ส่วนฝ่ายบริหารไม่มีศักยภาพและไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศชาติให้เกิดผลดีอย่างที่ควรจะเป็น มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทุจริตต่อหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบายและการมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยใช้กลยุทธ์โครงการประชานิยมบังหน้าเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ฐานคะแนนเสียงของตนในต่างจังหวัด ไม่คำนึงถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังของชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริต “โครงการรับจำนำข้าวเปลือก” ทุกเมล็ดที่สร้างความเสียหายแก่รัฐกว่า 500,000 ล้านบาท นับเป็นการทุจริตเชิงนโยบายครั้งมโหฬารเท่าที่เคยมีมา เป็นความเสียหายร้ายแรงที่กระทบต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สร้างความทุกข์ระทมแก่ชาวนาจนถึงขั้นต้องฆ่าตัวตายนับสิบราย เพราะความเครียดที่ไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐตามใบประทวนขายข้าวแก่โรงสี รัฐบาลตกอยู่ในสภาพถังแตกไม่มีเงินคงคลังเพียงพอในการบริหารงบประมาณรายจ่ายแผ่นดิน มีสภาพในลักษณะเป็น “เป็ดง่อย” ที่เดินไม่ได้ ภาคเศรษฐกิจการค้าการลงทุนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลรักษาการในขณะนั้นไม่ให้ความสำคัญในการหาทางออกให้แก่ประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม



สถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนั้นนำไปสู่การทำรัฐประหาร โดยมี พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อันเลวร้าย เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 ตลอดระยะเวลา 5 ปีเศษที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหารได้เดินหน้าพัฒนาและแก้ปัญหาประเทศชาติในเชิงโครงสร้าง มีการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ภายใต้แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติเพื่อนำพาประเทศชาติให้หลุดพ้นจากกับดักประชาธิปไตยที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ

ปัญหาการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยมีมาตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา คือ ให้ความสำคัญกับการยึดติดที่รูปแบบ (form) เท่านั้น แต่ไม่ให้ความสำคัญกับสาระ (substance) ของประชาธิปไตยอย่างเหมาะสม จึงติดอยู่กับวังวนของปัญหาในลักษณะ “พายเรือในอ่าง” วนเวียนไปมาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น จึงยากที่จะหลุดพ้นจากกับดักประชาธิปไตยอันมืดมน



ปัญหาของการติดกับดักประชาธิปไตยมีหลายสาเหตุ สาเหตุหลัก คือ นักการเมืองไร้อุดมการณ์ ไม่ได้อาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งแต่กอบโกยโกงกินปล้นชาติปล้นแผ่นดินอย่างไม่ละอายชั่วกลัวบาป ไม่คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล ทำให้ประชาธิปไตยไทยต้องล้มลุกคลุกคลานมาครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการโปรดเกล้าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2 ของประเทศไทย และเมื่อวันที่ 5 ก.ค.62 นายกรัฐมนตรีได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว หลังการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน เมื่อมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว คณะรัฐมนตรีก็จะทำหน้าที่บริหารประเทศได้โดยสมบูรณ์



เมื่อวันที่ 3 ก.ค.62 พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปิดทำเนียบรัฐบาลรับการเยือนเยาวชนไทยในสหรัฐฯ ที่กลับมาเยี่ยมแผ่นดินแม่ มีความตอนหนึ่งว่า...

“...ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะเรียบร้อยในเร็ว ๆ นี้ โดยรัฐบาลจะสานต่อนโยบายสำคัญที่ได้ดำเนินการมาให้ลุล่วง นอกจากนี้ปีนี้ยังเป็นปีที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลัก ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อเกียรติภูมิของประเทศไทย และเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทย...”

หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วและเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีจะนำคณะรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน พล.อ.ประยุทธ์ จะประชุมคณะรัฐมนตรีใหม่ในวันเดียวกันทันที

หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่เพื่อตรวจราชการที่ จ.ยะลา ในช่วงเดือน ส.ค. ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีจะจัดให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรทุกเดือน

วันที่ 10 ก.ค. 62 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จำนวน 35 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็น รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี, นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์, นายอุตตม สาวนายน เป็น รมว.คลัง, , นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รมว.ต่างประเทศ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็น รมว.กระทรวงศึกษาธิการ, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็น รมว.วัฒนธรรม, นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.กระทรวงมหาดไทย, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมว.พลังงาน, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็น รมว.แรงงาน, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น  รมว.อุตสาหกรรม, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.ยุติธรรม ฯลฯ

ในระหว่างนี้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมยังมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ แต่จากนี้ไปไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีอีกแล้ว และคณะรัฐมนตรีไม่สามารถสั่งการในด้านนโยบายต่างๆได้ หลังจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดสถานภาพลงทันที.

………………………
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%