อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

บิ๊กEAสะกิดคนไทยให้ตื่น อย่าติด'กับดักรายได้ปานกลาง'

เปิดใจบิ๊กบอส EA “สมโภชน์ อาหุนัย” กับความตั้งใจตอบแทนประเทศ พร้อมการสะกิดเตือนให้คนไทยตื่น อย่าติด "กับดักรายได้ปานกลาง" ต้องสร้างแบรนด์ของตัวเอง อังคารที่ 9 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.08 น.

ปลายเดือนมิ.ย. 62 ที่ผ่านมา “สมโภชน์ อาหุนัย” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA พร้อมด้วยขุนพลคู่ใจ “อมร ทรัพย์ทวีกุล” กรรมการและรองประธานบริหาร ได้พาคณะสื่อมวลชน ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งเป็น ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า ของ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี จำกัด ประเทศไต้หวัน และ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งไต้หวัน (ITRI)

“สมโภชน์” ไขข้อข้องใจถึงการเข้ามาลงทุนในบริษัท อมิตาฯ กว่า 3 พันล้านบาทว่า “สิ่งที่ EA กำลังทำอยู่เวลานี้ เพื่อต้องการเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ให้ประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามความหมายของชื่อ 'พลังงานบริสุทธิ์' ซึ่งเป็นความบริสุทธิ์ที่มีพลัง และรวบรวมคนที่มีความมุ่งมั่นทำดี เพื่อสร้างพลังให้เติบโต”

การที่ EA เข้ามาร่วมทุนกับอมิตาฯ ในสัดส่วน 77.21% เพราะอมิตาฯ มีเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน ภายใต้ชื่อ “สโตบา” (STOBA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการสนับสนุนและได้ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวจาก ITRI ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย มีระบบป้องกันการติดไฟของแบตเตอรี่ในตัว



“การเข้ามาซื้อหุ้นในอมิตาแบบเป็นมิตรครั้งนี้ ถือว่ามาเติมเต็มให้ เพราะ EA อยู่ใกล้ตลาด และมีความเชี่ยวชาญทางด้านการตลาดมากกว่า ขณะที่ อมิตาฯ มีเทคโนโลยีที่ดี และเจ้าของเดิมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นนักขาย จึงถือว่าลงตัว ขณะเดียวกัน EA ยังมีทั้งรถไฟฟ้าที่เป็นแบรนด์ไทย 100% อย่าง “ไมน์” หรือเรือไฟฟ้าอี-เฟอร์รี่ สถานีประจุไฟฟ้า และจะมีพันธมิตรเพิ่มเติมอีก 4 ราย ไม่ว่าจะเป็น คาลเท็กซ์-ซีพี ออลล์-บริดจสโตน เอ.ซี.ที-โรบินสัน รวมไปถึงการทำแอปพลิเคชันต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่า EA สามารถหาช่องทางในการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตได้ แทนที่จะขายแบตเตอรี่แต่เพียงอย่างเดียว หาก EA สามารถทำสิ่งเหล่านี้ออกได้อย่างครบวงจร ก็ยิ่งทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น” สมโภชน์กล่าวย้ำ

สำหรับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลีเทียม ที่ EA พร้อมควักเงินลงทุนถึง 1 แสนล้านบาท เพื่อให้เป็นฐานผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการในเฟสแรก ที่ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 4,700 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 63 โดยมีความจุเริ่มต้นที่ 1 กิกะวัตต์ ก่อนเพิ่มความจุสูงสุดเป็น 50 กิกะวัตต์ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมแห่งนี้ จะเป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุด เพราะใช้หุ่นยนต์และ AI ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบลูเทค จ.ฉะเชิงเทรา จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมไฟฟ้า ด้วยการช่วยให้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนมีเสถียรภาพ ใช้พื้นที่น้อยลง และยังติดตั้งได้ในบริเวณ จุดผลิต ระบบสายส่งไฟฟ้า จุดจ่ายไฟฟ้า รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย



ปัจจุบัน EA ดำเนินธุรกิจหลักด้านพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย ประกอบด้วย

1.ธุรกิจผลิต และจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล (B 100) กลีเชอรีนบริสุทธิ์ และผลิตภัณฑ์พลอยได้
2.ธุรกิจผลิต และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยมุ่งเน้นพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมเป็นหลัก
3.ธุรกิจพัฒนา และผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไออน สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า
4.ธุรกิจบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ EA Anywhere
5.ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบ และพัฒนาโดยฝีมือคนไทย 100% ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ Mine Mobility และเรือไฟฟ้า

ทั้งนี้ “อมร” มือขวาคนสำคัญ กล่าวเสริมว่า การเปิดตัวรถไฟฟ้าอีวีของค่าย "เอ็มจี" ในราคาที่ 1.19 ล้านบาท ถือเป็นการจุดกระแสของรถอีวีในไทย คาดว่า ในปีหน้า ปี 63 นี้ ตลาดรถอีวีจะร้อนระอุ ด้วยการแข่งขันของค่ายรถต่าง ๆ ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจของ EA แน่นอน โดยแต่ละปียอดผลิตรภยนต์ในไทยมีประมาณ 2 ล้านคัน หากรถทุกคันใช้แบตเตอรี่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง เท่ากับว่าต้องใช้แบตเตอรี่รวมทั้งหมด 80 กิกะวัตต์ชั่วโมง และถ้ารถยนต์ทั้งหมดกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอีวี และ EA สามารถสร้างโรงงานให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน นั่นหมายความว่า EA ก็ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ดี และยังทำให้อุตสาหกรรมของไทยถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง และยังถือเป็นครั้งแรกที่ไทยสามารถผลิตรถยนต์เองได้ 100% อันจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมากทีเดียว

ผลการดำเนินงานล่าสุดในไตรมาสแรก ของปี 62 นี้ EA มีกำไรสุทธิ 1,210 ล้านบาท และเชื่อว่าในไตรมาสที่ 2 จะมีผลประกอบการที่ดี บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า เมื่อจบปี 62 นี้แล้ว EA จะมีกำไรประมาณ 5,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 30% โดยมีรายได้รวมที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12% และเมื่อโรงไฟฟ้าทั้งหมดของ EA เดินเครื่องในเชิงพาณิชย์ได้ครบทั้งหมด 664 เมกะวัตต์ จะยิ่งส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายหรืออีบิด้าจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 63-64 ขณะที่รายได้จะเพิ่มเป็น 18,000-20,000 ล้านบาท



ท้ายสุด “สมโภชน์” หัวเรือใหญ่ของ EA กล่าวย้ำข้อความสำคัญว่า “เวลานี้ประเทศไทยกำลังไฟไหม้ กำลังกินบุญเก่ากันอยู่ ประเทศไทยไม่มีการลงทุนใหญ่ ๆ เข้ามาหลายปีแล้ว น้อยกว่า...กัมพูชา น้อยกว่า...สปป.ลาว เสียอีก ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตจึงไม่สมดุล ที่ผ่านมา เราเคยชินกับการดึงคนนอก ดึงต่างชาติ เข้ามาลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต ซึ่งวิธีการนี้ทำได้เมื่อ 20-30 ปีก่อน ตอนที่ไทยเป็นนิกส์ (NICs) มีประชากรที่เป็นวัยทำงาน มีค่าแรงงานถูก มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ คุ้มค่ากับการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปขายที่อื่น ขณะที่ตลาดในประเทศก็โต ต่างชาติจึงต้องการเข้ามาลงทุน ที่สำคัญ...ต่างชาติที่เข้ามายังได้สิทธิพิเศษอีกมากมาย”

“สมโภชน์” บอกทิ้งท้ายว่า “แต่เรากลับลืมไปว่า...การเข้ามาของการลงทุนขนานใหญ่ โดยไม่ได้มีการสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง หรือสร้างแบรนด์ไทยไว้เลย จึงทำให้การพัฒนาประเทศเติบโตแบบไม่ยั่งยืน ผิดกับจีนที่เมื่อมีต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่จีนสามารถสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเองได้ สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งและยั่งยืนให้กับประเทศได้ แต่คนไทยกลับไม่เชื่อตัวเอง จึงทำให้เวลานี้ไทยต้องติดอยู่กับ 'กับดักรายได้ปานกลาง' จึงถึงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศต้อง 'ตื่นได้แล้ว' เพื่อช่วยกันตอบแทนให้ผลประโยชน์กับประเทศ ทั้งนี้ EA เติบโตมาจากการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เข้ามาอุดหนุน ดังนั้นเมื่อเราเติบโต ก็ต้องใช้คืนชาติด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะความพยายามในการเข้ามาในธุรกิจพลังงานทดแทน”
….............................
คอลัมน์ “การบ้านบานเย็น”
โดย “เพชรชัยพฤกษ์”


บอกต่อ : 138