อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 กันยายน 2562

ปัดฝุ่นคืนชีพ'หวยบนดิน' ดัดหลังหรือรัฐบาลถังแตก

สัปดาห์นี้ไปดูว่าทำไมรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ทันตั้งไข่ กองสลากฯ กลับจะเตรียมปัดฝุ่นคืนชีพ “หวยบนดิน” ไม่รู้ว่าจะดัดหลัง “หวยเถื่อน” หรือรัฐบาลถังแตก ต้องจับตาจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่? พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562 เวลา 08.00 น.


มีคำกล่าวว่า “หวยกับคนไทย เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้” คงไม่เกินเลยความจริงเท่าใดนัก เพราะเมื่อพิจารณาดูจากที่มีผู้ประเมินตัวเลขคร่าว ๆ ว่า คนไทยซื้อลอตเตอรี่เพิ่มขึ้นทุกปี ย้อนหลังไปในปี 2551 มีการซื้อลอตเตอรี่ตัวเลขคร่าว ๆ 1.4หมื่นล้านบาท อีก10ปีต่อมาในปี 2561ตัวเลขแค่ 10เดือนแรกก็พบว่ามีคนซื้อลอตเตอรี่เพิ่มขึ้นเป็น 3.4หมื่นล้านบาทโดยประมาณ ซึ่งตลอดระยะเวลา10ปีนี้มีคนซื้อลอตเตอรี่รวมเป็นเงินสูงถึง 6.7 แสนล้านบาท มีผู้ซื้อราว ๆ 22ล้านคน

รายได้จากการจำหน่ายลอตเตอรี่ไม่น้อยกว่า 20% กองสลากฯ จะต้องนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน และส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือสังคม เม็ดเงินมหาศาลนี้หากนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคคงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ จีดีพี. โตกว่าที่เป็นอยู่แน่ ๆ



นี่แค่ขายลอตเตอรี่หรือหวยรัฐบาล ยังมีรายได้มหาศาลขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นหวยใต้ดินที่หาซื้อได้ง่ายกว่าจูงใจมากกว่า เม็ดเงินจะสูงกว่าไม่รู้กี่เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนจากสมัยรัฐบาลทักษิณมีนโยบาย “หวยบนดิน” ปรากฏว่าจำนวนเงินในการซื้อสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว แซงหน้าเงินค่าจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ภายในปีแรกที่เปิดขาย และเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีเป็นการเพิ่มอย่างรวดเร็ว

เม็ดเงินมหาศาลล่อตาล่อใจอย่างนี้ จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลที่ผ่านมาหลาย ๆ รัฐบาลพยายามรื้อฟื้นหวยใต้ดินให้มาอยู่บนดิน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ...การนำหวยใต้ดินที่ผิดกฎหมายมาทำให้ถูกกฎหมาย

แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ จนกระทั่งครม. ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีมติให้สำนักงานสลากฯ ดำเนินการจำหน่ายสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า “หวยบนดิน” เพิ่มเติมจากการจำหน่ายสลากกินเแบ่งฯ ที่มีอยู่แล้ว

อ้างว่าทำให้ “หวยใต้ดิน” ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย เพื่อเป็นการกวาดล้างเจ้ามือหวยใต้ดินที่เป็นพวกอิทธิพลเจ้าพ่อทั้งหลาย ที่สำคัญจะนำรายได้ไปสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ ด้วยการนำส่งเข้ารัฐและยังเจียดรายได้ส่วนหนึ่ง ไปใช้เพื่อเหลือสังคม ที่ฮือฮามาก ๆ คือโครงการหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ (ODOS) ส่งนักเรียนที่เรียนดีในต่างจังหวัดอำเภอละ1ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่หวยบนดินทำได้ไม่กี่งวดถูกต่อต้านหนักก็เลยเลิกไป ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เองก็พยายามฟื้นหวยบนดินขึ้นมาใหม่ แต่ก็ได้รับเสียงคัดค้านความพยายามจึงไม่สำเร็จ



ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหวยบนดิน “เป็นของร้อน” ขนาดรัฐบาลใจกล้าอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณยังยอมถอย แต่ทำไมรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ทันตั้งไข่ กองสลากฯ กลับจะเอาเผือกร้อนมาใส่มือฉวยโอกาสหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น แถมยังก้าวหน้าถึงขั้นให้มีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ผ่านโทรศัพท์มือถือ ผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเหตุผลก็อ้างเหมือนเดิมทำให้ถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาสลากขายเกินราคา ขจัดอิทธิพลเจ้ามือหวยและหารายได้เข้ารัฐ

น่าสนใจว่าหากรัฐบาลผลักดันนโยบายนี้จริง ๆ จะอธิบายสังคมอย่างไร ในเมื่อรัฐบาลหนึ่งถูกกล่าวหาว่า ทำหวยใต้ดินมาอยู่บนดินแล้วมีความผิด ครม. ชุดนั้น ถูกสั่งพักการเมือง แต่รัฐบาลนี้ทำเสียเอง

จากสถิติตัวเลขในยุครัฐบาลทักษิณ พิสูจน์แล้วว่า การมีหวยบนดิน “ไม่ได้ทำให้” หวยใต้ดินหายไป แต่ทำให้คนเล่นหวยเพิ่มขึ้น จำได้ว่าสมัยนั้นมีตัวแทนขายหวยหน้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ครูบาอาจารย์หลายคนก็หันมาเป็นเจ้ามือหวยเป็นอาชีพเสริม วันหวยออกแทบไม่มีเวลามีจิตใจสอนหนังสือ ที่สำคัญจะกลายเป็นช่องทางทำมาหากินให้เจ้ามือหวยเดิมใช้ฟอกตัวจะขายทั้งบนดินและใต้ดิน แต่จะใช้วิธีขายหวยบนดินบังหน้า ที่กล่าวอ้างว่า...จะปราบเจ้าถือหวยเถื่อนจึงไม่จริง



ในทางเศรษฐกิจแล้ว หวยบนดินจะเป็นท่อยักษ์ขนาดใหญ่ที่สูบเอาเงินจากคนข้างล่าง จากท้องถิ่นเข้ามาอยู่เจ้ามือใหญ่อย่างกองสลากฯ เงินจะเข้ามากระจุกอยู่จุดเดียว

อย่าลืมว่าแม้หวยใต้ดินจะมีเจ้ามือเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ผู้มีอิทธิพล แต่คนที่เป็นตัวแทนเดินขายนั้นอยู่ในชุมชนมีเป็นหมื่นเป็นแสนคนคนเหล่านี้มีรายได้ เกิดการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน เศรษฐกิจฐานรากเกิดการหมุนเวียน เม็ดเงินไม่ได้กระจุกอยู่ที่กองสลากฯ ที่ผูกขาดการเป็นเจ้ามือใหญ่รายเดียว

ในยุคที่รัฐบาลทักษิณที่เอาหวยใต้ดินมาอยู่บนดินโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่ารัฐบาลตอนนั้นนำเงินมาใช้ในโครงการประชานิยมจนถังแตกไม่มีเงินเหลือ ก็ไม่รู้ว่าการคืนชีพหวยบนดินเที่ยวนี้เหตุผลเดียวกันหรือไม่.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 118