อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562

อาวุธทำลายล้างสูง

จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลกลดลงเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ช้าก่อนนี่ไม่ใช่ข่าวดี เพราะประเทศต่าง ๆ ที่มีอาวุธทำลายล้างโลกในครอบครองต่างปรับปรุงให้มันทันสมัยขึ้น จันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562 เวลา 07.30 น.

รายงานล่าสุดของสถาบันวิจัยสันติ ภาพระหว่างประเทศสตอล์กโฮล์ม หรือ SIPRI (Stockholm International Peace Research Institute) ประเทศสวีเดน บอกว่า ตอนเริ่มต้นปี พ.ศ. 2562 สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน อิสราเอล เกาหลีเหนือ มีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันทั้งหมดประมาณ 13,865 ลูก

ซึ่งเท่ากับลดลง 600 ลูก เมื่อเทียบกับเริ่มต้นปี 2561

แต่ขณะเดียวกัน ทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ต่างทำการปรับปรุงอาวุธให้ทันสมัยล้ำยุค โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายล้าง นอกจากนั้น 3 ประเทศมหาอำนาจแห่งเอเชีย  จีน-อินเดีย-ปากีสถาน กำลังเพิ่มขนาดอาวุธนิวเคลียร์ในคลังแสง

แชนนอน ไคล์ ผู้อำนวยการโครงการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของ เอสไอพีอาร์ไอ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า โลกเรากำลังอยู่ในช่วงอาวุธนิวเคลียร์น้อยลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อาวุธนิวเคลียร์ที่ลดลง ในระยะไม่กี่ปีล่าสุด ส่วนหลักเกิดจากการทำลายทิ้งตามข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจหัวแถว สหรัฐ-รัสเซีย ซึ่ง 2 ประเทศนี้มีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันกว่า 90 % ของโลก

สหรัฐกับรัสเซียทำลายหัวรบนิว เคลียร์ ภายใต้สนธิสัญญา New START ซึ่งจำกัดเพดานหัวรบที่พร้อมใช้งาน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญา เมื่อปี พ.ศ. 2553

และอาวุธนิวเคลียร์โลกลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากสหรัฐกับรัสเซีย ทำลายทิ้งหัวรบเก่าล้าสมัยตั้งแต่ยุคสงครามเย็นด้วย

ไคล์บอกว่า มีประเด็นที่น่าวิตกคือ สนธิสัญญาสตาร์ทกำลังจะหมดอายุลงในปี พ.ศ. 2564 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาหารือกัน “อย่างจริงจัง” เพื่อต่ออายุ ขยายเวลาบังคับใช้ออกไปอีก

และปีหน้าสนธิสัญญาห้ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ หรือเอ็นพีที ซึ่งเป็นข้อตกลงหลักระหว่างประเทศ ที่กำหนดกฎระเบียบนิวเคลียร์โลกจะมีอายุครบ 50 ปี

จำนวนอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกลดลงอย่างมาก หลังจากมีเยอะสุดช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 ซึ่งมีประมาณ 70,000 ลูก

ไคล์บอกว่า ปัญหาน่าวิตกตอนนี้คือ 2 ประเทศศัตรูคู่อาฆาตแห่งเอเชียใต้ อินเดีย-ปากีสถาน กำลังแข่งกันพัฒนาและเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และกรณีพิพาทบาดหมางกันในหลายพื้นที่ของโลก มีแนวโน้มลุกลามจากสงครามสู้รบตามรูปแบบ กลายเป็นสงครามนิวเคลียร์

นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง อุดมการณ์ทางยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ในระยะ 5 ปีล่าสุด อย่างเช่น สหรัฐ ซึ่งตอนนี้ขยายบทบาทอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งในปฏิบัติการกองทัพ และการเจรจาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายบัน คี-มูน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติคนที่แล้ว ชาวเกาหลีใต้ ได้ออกโรงเรียกร้องบรรดาประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ให้ “จริงจัง” ในการปลดอาวุธ พร้อมกับเตือน “อันตรายร้ายแรง” จากการทำงานนานหลายทศวรรษ เพื่อควบคุมอาวุธระหว่างประเทศ อาจล้มเหลว หลังจากสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มชาติมหา อำนาจโลก ซึ่งรวมถึงสหรัฐด้วย บันบอกว่านี่อาจเป็นการสื่อสัญญาณผิดไปยังเกาหลี เหนือ

ความพยายามปลดอาวุธทั่วโลกยังได้รับผลกระทบหนัก เมื่อรัฐบาลสหรัฐประกาศในเดือน ก.พ.ต้นปีนี้ว่า จะถอนตัวออกจากข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง หรือ
ไอเอ็นเอฟ ส่งผลให้รัสเซียประกาศจะระงับการมีส่วนร่วมเช่นกัน.

-----------------------------
เลนซ์ซูม.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 88