อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562

'มรณสติ'สิ่งที่พึงระลึกอยู่เสมอ เพื่อชีวิตไม่ประมาท

สัปดาห์นี้ให้แง่คิดการใช้ชีวิต ไม่มีผู้ใดหลีกพ้นความตาย ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย “มรณสติ” เป็นสิ่งที่พึงระลึกอยู่เสมอ เพื่อชีวิตไม่ประมาท พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562 เวลา 10.00 น.


ความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นรากเหง้าของความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ชาวพุทธจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาพระธรรม เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง และจะได้เป็นผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

เมื่อมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้แล้ว อยู่ในประเทศที่เหมาะสมและนับถือพระพุทธศาสนา จึงนับว่าเป็นผู้ที่มีความโชคดียิ่ง ซึ่งจะได้มีการสะสมความรู้ทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นในปัจจุบันชาติ กุศลจิตและกุศลเจตนาจะมีกำลังมากขึ้น ส่งผลให้สภาพธรรมฝ่ายดี (กุศลธรรม) มีกำลังเหนือกว่าสภาพธรรมฝ่ายไม่ดี (อกุศลธรรม) นอกจากตนจะไม่ได้รับโทษจากการประพฤติปฏิบัติทุจริตทั้งทางกาย วาจา ใจ ในการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ยังจะได้รับประโยชน์จากการประพฤติปฏิบัติสุจริต ทั้งทางกาย วาจา ใจ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้อื่นและส่วนรวมอีกด้วย

เพื่อให้ชาวพุทธได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับหลักธรรมคำสอนตามพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก จึงขอน้อมนำพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร มาให้ได้พิจารณากันดังนี้



พระธรรมเรื่องความตาย มีใจความว่า “คนเหล่าใด ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมีทั้งขัดสนล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนพระอานนท์ว่า “ดูกร อานนท์ เธออย่าเศร้าโศกร่ำไรไปเลย เราได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่าง ๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ต้องมี ข้อนั้นจะหาได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหนเล่า สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกทำลายเป็นธรรมดา ความปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าแตกทำลายไปเลย ดังนี้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้”

ห้วงเวลาก่อนที่พระบรมศาสดาจะเสด็จดับขันธ์พระปรินิพพาน ทรงมีพระปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย เราจักละพวกเธอไป เราทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไม่ประมาท มีสติ มีศีลด้วยดีเถิด จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นด้วยดี จงตามรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักละชาติสงสาร แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” พระองค์ยังทรงมีรับสั่งอีกต่อไปว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”



และขอน้อมนำจากพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ตติยปฏิปทาสูตรที่ 3 [170] มาให้ได้พิจารณาเพิ่มเติมซึ่งมีใจความว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่พักก่อด้วยอิฐ ชื่อนาทิกะ ตรัสกับหมู่ภิกษุที่เข้าเฝ้าฟังธรรมอยู่ในขณะนั้นว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เธอทั้งหลายย่อมเจริญมรณสติหรือหนอฯ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมเจริญมรณสติฯ”

พระผู้มีพระภาค : ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ

ภิกษุรูปที่ 1 : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่คืนหนึ่งวันหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล ฯ

หลังจากที่ภิกษุรูปที่ 1 กราบทูลพระผู้มีพระภาคแล้ว ภิกษุรูปอื่น ๆ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงความคิดของตนในการเจริญมรณสติ ดังนี้

ภิกษุรูปที่ 2...พึงเป็นอยู่ตลอดวันหนึ่ง…
ภิกษุรูปที่ 3…พึงเป็นอยู่เพียงครึ่งวัน…
ภิกษุรูปที่ 4…พึงเป็นอยู่เพียงชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตมื้อหนึ่ง…
ภิกษุรูปที่ 5…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง…
ภิกษุรูปที่ 6…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าว 4-5 คำแล้วกลืนกิน…
ภิกษุรูปที่ 7…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าวได้คำหนึ่งแล้วกลืนกิน…
ภิกษุรูปที่ 8…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาหายใจออกแล้วหายใจเข้า หรือหายใจเข้าแล้วหายใจออก



การดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปในสังคม ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไปตามความเป็น “ปุถุชน” ซึ่งเป็นผู้มีกิเลสหยาบหนาที่เกาะติดยึดอยู่อย่างเหนียวแน่น เมื่อไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็ไม่รู้ความจริง (สัจธรรม) การดำเนินชีวิตจึงรุ่มร้อนไปกับไฟกิเลสที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ด้วยอกุศลเหตุ 3 ประการ คือ ความหลง (โมหะ) ความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทษะ)


ชีวิตนั้นมีค่าและเป็นของน้อยนิด ทุกคนต่างมีความตายรออยู่เบื้องหน้า ไม่มีผู้ใดหลีกพ้นจากความตายไปได้ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย จึงไม่ควรตั้งอยู่บนความประมาททั้งในทางโลกและทางธรรม นักการเมืองทั้งหลายพึงทราบว่าความประพฤติและการปฏิบัติทุจริต ย่อมมีโทษหนักกว่าผู้คนทั่วไปนับร้อยเท่าพันทวี เวลาที่ยังพอมีเหลืออยู่ในขณะนี้ควรศึกษาพระธรรมบ้าง เพื่อจะได้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) หันกลับมาสร้างคุณงามความดีให้เกิดแก่ชาติบ้านเมือง.
……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 
ขอบคุณภาพจาก : พุทธพจน์ และธรรมะจากพระไตรปิฎก , phuttha , วิกิพีเดีย


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 117