อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2563

เรื่องดัชนีบลูมเบิร์กน่าคิด คนไทยมีความสุขจริงไหม

สัปดาห์นี้อย่าเพิ่งดีใจไปกับ อันดับของไทยที่ทุกข์ยากน้อยที่สุด เพราะ “บลูมเบิร์ก” ใช้ตัวชี้วัดคืออัตราเงินเฟ้อต่ำ และการว่างงานของไทยมีน้อย พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562 เวลา 12.00 น.


เมื่อต้นสัปดาห์ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ได้เปิดเผยดัชนีการสำรวจ “ประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก” ซึ่งก็ทำเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หน้าบานไปพอสมควร เพราะไทยรั้งอันดับหนึ่ง 2 ปีซ้อน เป็นประเทศที่ความทุกข์ยากน้อยที่สุด มีค่าความทุกข์แค่ 2.1 เท่านั้นเอง ขณะประเทศที่ได้อันดับความทุกข์ยากมากที่สุดในโลก คือ เวเนซูเอล่า ค่าความทุกข์ยากล่อไปจะเป็นล้าน แบบเห็นแล้วงงว่ายังอยู่กันได้เหรอ

แต่บลูมเบิร์กเขาก็ตีขลุมมาว่า “อย่าเพิ่งดีใจ” เพราะตัวที่ใช้ชี้วัดคืออัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน ซึ่งไทยเองมีน้อย มันอาจแปลว่า เงินเฟ้อต่ำคือสัญญาณของเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าการว่างงาน (แปลว่าไม่มีงานทำ หรือทำก็ต่ำกว่า 1 ชม/สัปดาห์ ) ต่ำอาจแปลว่า แรงงานไม่กล้าเสี่ยงหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้เช่นกัน อีกทั้งดัชนีชี้วัดของไทยต่างจากประเทศอื่น ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าสิงคโปร์หรือสวิตเซอร์แลนด์



ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะชี้แจงรายละเอียดตรงนี้อย่างไรเหมือนกัน หรือเอาแค่หัวข่าวมาพูดกัน แต่ถามว่าคนไทยทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกจริงไหมมันก็ตอบยาก เพราะแล้วแต่มุมมองของคนที่เห็นสังคมรอบตัวเอง อย่างชาวสวนเกษตรที่ราคาผลิตภัณฑ์ตกต่ำ พวกยาง ปาล์ม ก็บอกว่าทุกข์ยากมาก หรือมีอีกประเภทหนึ่งคือคนที่ไม่ค่อยพอใจอะไรง่าย ๆ มีอะไรแค่ไหน ใช้ชีวิตได้หรือไม่เขาก็บอกว่าเดือดร้อน

คนไทยหลาย ๆ คนก็ชอบบ่นอะไรที่เกินความจริง อย่างเราเห็นกระแสการบ่นด่ารัฐบาลในอินเทอร์เน็ตก็พูดไปถึงขั้นว่า “ตอนนี้จะอดตายกันหมดทั้งประเทศอยู่แล้ว” , “ประชาชนจะเหลือแต่กระดูกกันหมด”, “ข้าวของแพงจนไม่รู้จะมีกินหรือเปล่าแต่ละมื้อ” พอย้อนถามสาเหตุแห่งปัญหารัฐบาลก็กลายเป็นส้วมซึมทันที คือ ต้องรับทุกอย่าง ทุกสาเหตุของการที่จะอดตายคือ “รัฐบาลไม่ดี” ก็น่าจะมามองที่ต้นเหตุของปัญหาว่า ใช่แค่รัฐบาลไม่ดีเหรอ?

ถ้าเราเอาคำของบลูมเบิร์ก ที่ว่า “อัตราการว่างงานต่ำ เพราะคนไม่อยากเสี่ยงไปหางานใหม่” อันนี้มองรอบ ๆ ตัวพอจะเข้าใจข้อหนึ่งว่า เรื่องการงานในยุคนี้มันเกิดความเสี่ยงมาก จากเรื่องของ technology disruption คือผลกระทบจากเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ทำให้อัตราการว่าจ้างงานต่ำลง คนที่มีงานประจำอยู่หลายคนก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนดีเหมือนเดิม เพราะบริษัทห้างร้านเอาเทคโนโลยีมาใช้ แต่ของก็แพงขึ้นทุกวัน



ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น งานสื่อ เทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เข้ามาทำให้ยุคนี้ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ รายได้หลักของสื่ออยู่ที่ค่าโฆษณา แต่เหมือนมันเป็นเค้กก้อนเดิมก้อนเดียวที่ต่อมาก็ถูกแบ่งจากสื่อหลักไปลงอินเทอร์เน็ตเสียมาก รายได้สื่อต่ำลงก็ต้องมีการปลดลดพนักงานและไม่จ้างเพิ่ม หรืองานธนาคาร หลัง ๆ คนก็ใช้ E Banking กันมากขึ้น ธนาคารก็ปิดสาขา กระทั่งงานขายของห้างสรรพสินค้า ก็โดนการสั่งซื้อออนไลน์เข้ามาตีจนในเมืองนอกห้างปิดไปหลายห้าง

ผลกระทบจากเทคโนโลยีเข้ามาเร็วและรุนแรง จนคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ 30-45 ปี ที่เข้าสู่ระบบการจ้างงานช่วงเทคโนโลยียังไม่มีบทบาทมากเท่าไหร่นักปรับตัวไม่ทัน คนกลุ่มนี้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือความเสี่ยงต่อหน้าที่การงานตัวเอง จะให้ไปหางานใหม่หลายคนก็รู้สึกว่าแก่เกินจะปรับตัวหรือพัฒนาทักษะใหม่ หลายคนจึงพยายามประคองตัวเองอยู่ในงานเดิมต่อไป และมนุษย์เงินเดือนจำนวนมากก็ไม่ได้มีสินทรัพย์เยอะไปลงทุนใหม่

คือผลกระทบจากเทคโนโลยีมันเป็นเรื่องที่ช่วยเหลือกันยากถ้าไม่คิดว่าจะต้องปรับตัว บางทีต้องอาศัยความคิดพลิกแพลงสร้างสรรค์ว่า แล้วเราจะหาประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ถ้ารัฐบาลอยากจะช่วยจริง ๆ คือต้องมีแผนสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบเรื่องนี้ด้วย อย่างเช่นการจัดเวิร์กชอปอะไรเพื่อส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในการหารายได้เพิ่ม หรือการปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี



หรือถ้าเราจะมองว่า “คนไทยไม่มีความสุขเพราะวิธีคิดของคนไทย” มันก็น่าสนใจ บางครั้งเราก็น่ากลับมาคิดว่า การที่เราไม่มีความสุขเป็นเพราะเราขยายปัญหาเกินไปหรือไม่ อย่างบอกว่า “จะอดตายกันทั้งประเทศแล้ว” มันก็เป็นคำพูดในลักษณะการขยายปัญหา มีบางคนบอกว่า คนไทยจริง ๆ แล้วไม่ใช่ไม่มีเงินใช้ แต่ไม่มีเงินใช้ฟุ่มเฟือยและไม่มีเงินเก็บเสียจะมากกว่า ถ้าวางแผนการเงินกันดี ๆ ไม่ทำตัวเกินฐานะมันก็อยู่ได้

เขาบอกว่า ให้ไปดูคนที่พูดว่าไม่มีจะกินสิ หลายคนเอาจริงก็ยังอยู่ในวังวนเดิม ๆ คือ “จน เครียด กินเหล้า” คือคิดแต่จะเครียดเพื่อหาเรื่องคลายเครียด และก็มีหลายคนที่เครียดเพราะไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมแสวงหาหนทางได้รายได้ใหม่ ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ สารพัด แล้วก็หวังแต่จะให้รัฐบาลเข้ามาจัดการอะไร ๆ ให้มันดีขึ้น ซึ่งมันก็ไม่ผิดถ้าจะบอกว่าภาครัฐต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ส่วนหนึ่งการหวังพึ่งแต่รัฐก็ไม่ช่วยอะไร

มีคนบอกว่า วิธีคิดอีกอย่างของคนไทยที่ทำให้เราไม่มีความสุข คือการชอบคิดเชิงเปรียบเทียบ ชอบมองโลกในแง่ร้าย มีหลายคนที่สามารถคิดอะไรไปถึงความวิบัติแล้วก็กลับมาเป็นทุกข์เอง เช่น เรื่องแชร์ความทุกข์ยากในประเทศเวเนซูเอล่า แล้วก็มาโวยวายกันว่า “ต่อไปประเทศไทยคงถึงขั้นนั้นล่ะ” ต้องบอกให้ใจเย็น ๆ ประเทศไทยอย่างไรพื้นฐานก็เป็นเกษตรกรรมไม่ถึงกับอดตาย และรัฐบาลคงไม่บ้าพิมพ์แบงก์จนเงินเฟ้อเป็น 1000% หรอก



และก็น่าสนใจที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ไทยไม่เคยผ่านภาวะทุกข์ยากหนัก ๆ เราอยู่สบายและติดบริโภคนิยม จนคนเห็นแก่ตัวเยอะ และชอบเรียกร้องขอใช้ชีวิตสบาย ๆ ความเห็นแก่ตัวและรักสบาย ทำให้เราเรียกร้องให้รัฐบาล หรือคนอื่น ๆ ทำสังคมให้ดี แต่พอจะให้มีกฎเกณฑ์อะไรขึ้นมาบังคับหน่อยก็ไม่พอใจ เล่นใหญ่ไปถึงว่ามันกระทบต่อการใช้ชีวิต แล้วก็คิดข้ออ้างที่จะไม่ทำตามกฎเกณฑ์นั้นขึ้นมาได้เรื่อย ๆ

จิตสาธารณะเพื่อสังคมของคนไทยเป็นเรื่องน่าสนใจ ตรงที่ถ้ามีภาวะภัยพิบัติอะไรเราพร้อมจะช่วยเหลือเจือจุนกันเต็มที่ อย่างเช่นกรณีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 54 ก็ชัดว่าคนไทยช่วยเหลือกันแค่ไหน บริจาคก็เยอะ แต่พอเป็นเรื่องวินัย หรือจิตสาธารณะที่ต้องเสียเงิน คนไทยไม่ค่อยจะยอมทำตาม เรื่องวินัยก็เช่นปัญหาขยะนี่แหละเห็นชัดที่สุด หลายคนเรียกร้องให้จัดการขยะดี ๆ บ้านเมืองสะอาด แต่ตัวเองก็มักง่ายทิ้งหรือไม่แยกขยะ

เรื่องจิตสาธารณะที่ต้องเสียเงินก็คือการเก็บภาษี เราอยากให้รัฐสร้างสาธารณูปโภคดี ๆ หรือมีรัฐสวัสดิการดี ๆ แต่ไม่ค่อยพอใจหากต้องเสียภาษีเพิ่ม อย่างเช่นภาษีค้าขายออนไลน์ก็ดูพ่อค้าแม่ค้าในเน็ตไม่ค่อยจะพอใจกัน พอต้องเสียภาษีมาก ๆ กลุ่มคนเหล่านั้นก็มีชุดเหตุผลว่า “ไม่อยากจ่ายให้รัฐบาลเอาไปโกงหรือแจกคนจน”

บางทีก็น่าคิดว่า เพิ่มเรื่องการมองโลกแง่ดี เพิ่มเรื่องจิตสาธารณะ ก็จะรู้สึกได้ว่าประเทศไทยทุกข์ยากน้อยลง.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    43%
  • ไม่เห็นด้วย
    57%

บอกต่อ : 255