อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562

เป็นแผลเบาหวาน"ที่เท้า" ถ้าดูแลดีใครว่าต้องตัดขา

สัปดาห์นี้ยังอยู่ที่ “โรคเบาหวาน” จะรักษาบาดแผลอย่างไร ไม่ให้ลุกลามกลายเป็น “บาดแผลเรื้อรัง” จนถูกตัดขาเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง จันทร์ที่ 15 เมษายน 2562 เวลา 12.00 น.


ครั้งที่แล้วคุณยาย OK ได้นำข้อมูลดี ๆ มาเตือน “ผู้ป่วยเบาหวาน” กันไปแล้ว ยิ่งอายุมากควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าพบอาการที่บ่งชี้อีก 5 โรค ทั้งโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ตาบอด และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ก็ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นกังวลมากที่สุด คือ การเป็นแผลตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ขาหรือเท้า เพราะกลัวการลุกลามและอาจนำไปสู่การตัดทิ้ง และแน่นอนว่าคงไม่มีผู้ป่วยคนไหน อยากสูญเสียอวัยวะด้วยแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคที่ตัวเองเป็น



ในวันนี้ก็เช่นเคย คุณยาย OK จะพาไปหาคำตอบเสิร์ฟอาหารสมองกับ นพ.บริพัตร วงค์ประชุม ผอ.ศูนย์รักษาแผลเบาหวาน รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง บอกให้ฟังว่า ผู้ป่วยที่เป็นแผลตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพราะผู้ป่วยเบาหวานจะมีไขมันที่ไม่ย่อยสลายไปจับกับเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบและแข็งจนเกิดการอุดตัน กลายเป็นสาเหตุทำให้ “แผลหายยาก” เนื่องด้วยว่า...ไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง

เมื่อไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง เหตุผลง่าย ๆ คือผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะทำให้แผลบริเวณนั้นกลายเป็น “บาดแผลเรื้อรัง” อันนี้คุณยายว่าน่ากลัวมากเลยนะ แล้วก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะได้ในที่สุดอีกด้วย



อีกอย่างที่มักจะเกิดกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน คืออาการ “ชาบริเวณเท้า” บางคนไม่มีอาการเจ็บเมื่อเกิดเป็นแผล การตรวจก็อาจจะเจอแผลได้ช้า แต่เมื่อพบว่าเป็นแล้ว แผลอาจจะลุกลามมีขนาดใหญ่และติดเชื้อ จนบางครั้งหมอต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วย

สำหรับในประเทศไทย พบว่าโรคเบาหวานเป็นหนึ่งใน 5 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ผู้ป่วยสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นมากมาย อาทิ โรคหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ตาบอด ปลายประสาท และเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย ส่วนคุณยายเองก็ใกล้เลขนั้นแล้วแหละค่ะ แต่ยายเริ่มหั่นมาใสใจดูแลสุขภาพ ร่างกายก็เลยยังโอเคอยู่

จากข้อมูลทางสถิติ พบว่าในผู้สูงอายุ 5 คน จะมีหนึ่งคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และสหพันธ์เบาหวานนานาชาติยังได้คาดการณ์ไว้ว่า...ประเทศไทยของเราจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคนในปี พ..2583 เพราะถึงตอนนั้นไทยเราก็ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว นับเป็นปัจจัยทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น



ปัจจุบันมีวิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ด้วยการรักษาแผลเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธี “ไฮเปอร์แบริคออกซิเจนเทอราพี” หรือ HBO หรือการรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ภายใต้ความกดบรรยากาศสูง ทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อรอบแผลมีมากขึ้น เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายที่มีหน้าที่ทำให้แผลหายจะเริ่มทำงาน และช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอยใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้วิธีดังกล่าว ยังสามารถขจัดเศษเนื้อที่ตาย และแบคทีเรียออกไปได้ด้วยการฉีดล้างแผลความดันสูง เพื่อให้เซลล์งอกเกิดใหม่ เนื่องจากไม่มีเศษเนื้อที่ตายเป็นแหล่งสะสมให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้อีก

อย่างไรก็ตาม เหนือสิ่งใด ๆ คุณยายว่า การดูแลตนเองและหั่นมาใสใจสุขภาพกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มีส่วนทำให้ตัวเราห่างไกลจากโรค เพราะการไม่มีโรคก็คือลาภอันประเสริฐ แต่ถ้ารู้ว่าเป็นแล้วยิ่งต้องหมั่นดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย.
...............................................
คอลัมน์ : แก่ไม่กลัว กลัวไม่แก่
โดย “คุณยาย OK”
ขอบคุณภาพประกอบจาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


คลิกติดตามอ่านการดูแลผู้สูงวัยได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%