อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

เป็นแผลเบาหวาน"ที่เท้า" ถ้าดูแลดีใครว่าต้องตัดขา

สัปดาห์นี้ยังอยู่ที่ “โรคเบาหวาน” จะรักษาบาดแผลอย่างไร ไม่ให้ลุกลามกลายเป็น “บาดแผลเรื้อรัง” จนถูกตัดขาเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง จันทร์ที่ 15 เมษายน 2562 เวลา 12.00 น.


ครั้งที่แล้วคุณยาย OK ได้นำข้อมูลดี ๆ มาเตือน “ผู้ป่วยเบาหวาน” กันไปแล้ว ยิ่งอายุมากควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าพบอาการที่บ่งชี้อีก 5 โรค ทั้งโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ตาบอด และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ก็ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นกังวลมากที่สุด คือ การเป็นแผลตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ขาหรือเท้า เพราะกลัวการลุกลามและอาจนำไปสู่การตัดทิ้ง และแน่นอนว่าคงไม่มีผู้ป่วยคนไหน อยากสูญเสียอวัยวะด้วยแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคที่ตัวเองเป็น



ในวันนี้ก็เช่นเคย คุณยาย OK จะพาไปหาคำตอบเสิร์ฟอาหารสมองกับ นพ.บริพัตร วงค์ประชุม ผอ.ศูนย์รักษาแผลเบาหวาน รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง บอกให้ฟังว่า ผู้ป่วยที่เป็นแผลตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพราะผู้ป่วยเบาหวานจะมีไขมันที่ไม่ย่อยสลายไปจับกับเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบและแข็งจนเกิดการอุดตัน กลายเป็นสาเหตุทำให้ “แผลหายยาก” เนื่องด้วยว่า...ไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง

เมื่อไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง เหตุผลง่าย ๆ คือผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะทำให้แผลบริเวณนั้นกลายเป็น “บาดแผลเรื้อรัง” อันนี้คุณยายว่าน่ากลัวมากเลยนะ แล้วก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะได้ในที่สุดอีกด้วย



อีกอย่างที่มักจะเกิดกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน คืออาการ “ชาบริเวณเท้า” บางคนไม่มีอาการเจ็บเมื่อเกิดเป็นแผล การตรวจก็อาจจะเจอแผลได้ช้า แต่เมื่อพบว่าเป็นแล้ว แผลอาจจะลุกลามมีขนาดใหญ่และติดเชื้อ จนบางครั้งหมอต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วย

สำหรับในประเทศไทย พบว่าโรคเบาหวานเป็นหนึ่งใน 5 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ผู้ป่วยสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นมากมาย อาทิ โรคหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ตาบอด ปลายประสาท และเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย ส่วนคุณยายเองก็ใกล้เลขนั้นแล้วแหละค่ะ แต่ยายเริ่มหั่นมาใสใจดูแลสุขภาพ ร่างกายก็เลยยังโอเคอยู่

จากข้อมูลทางสถิติ พบว่าในผู้สูงอายุ 5 คน จะมีหนึ่งคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และสหพันธ์เบาหวานนานาชาติยังได้คาดการณ์ไว้ว่า...ประเทศไทยของเราจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคนในปี พ..2583 เพราะถึงตอนนั้นไทยเราก็ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว นับเป็นปัจจัยทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น



ปัจจุบันมีวิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ด้วยการรักษาแผลเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธี “ไฮเปอร์แบริคออกซิเจนเทอราพี” หรือ HBO หรือการรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ภายใต้ความกดบรรยากาศสูง ทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อรอบแผลมีมากขึ้น เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายที่มีหน้าที่ทำให้แผลหายจะเริ่มทำงาน และช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอยใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้วิธีดังกล่าว ยังสามารถขจัดเศษเนื้อที่ตาย และแบคทีเรียออกไปได้ด้วยการฉีดล้างแผลความดันสูง เพื่อให้เซลล์งอกเกิดใหม่ เนื่องจากไม่มีเศษเนื้อที่ตายเป็นแหล่งสะสมให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้อีก

อย่างไรก็ตาม เหนือสิ่งใด ๆ คุณยายว่า การดูแลตนเองและหั่นมาใสใจสุขภาพกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มีส่วนทำให้ตัวเราห่างไกลจากโรค เพราะการไม่มีโรคก็คือลาภอันประเสริฐ แต่ถ้ารู้ว่าเป็นแล้วยิ่งต้องหมั่นดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย.
...............................................
คอลัมน์ : แก่ไม่กลัว กลัวไม่แก่
โดย “คุณยาย OK”
ขอบคุณภาพประกอบจาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


คลิกติดตามอ่านการดูแลผู้สูงวัยได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 77