อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562

ตำนานกู้ภัยเมืองสกลฯ "ปู่ตูน"ยึดคติทำดีต้องได้ดี

จากเกลียดนินทาด่าทอ“หากินกับศพ” ท้อจนน้ำตาไหล สุดท้าย “ปู่ตูน” กู้ภัยขมิ้นเมืองสกลฯ ยึดหลักทำดีต้องได้ดี-คนไม่เห็นแต่ผีเห็น 17 ปีทุ่มเทช่วยเหลือผู้คนจนชาวบ้านเปลี่ยนเป็นรัก และศรัทธา เสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 เวลา 10.00 น.


วันนี้หลายคนคงสนุกสนานชุ่มฉ่ำกับการเล่นสงกรานต์ ไงก็นึกถึงความปลอดภัยเป็นหลักก็แล้วกัน จำไว้ให้ขึ้นใจว่า “เมาไม่ขับ” การเล่นน้ำขอให้สนุกพอหอมปากหอมคออย่าเลยเถิดเกิดเรื่องเกิดราวทะเลาะวิวาทถึงขึ้นบาดเจ็บล้มตายกันเลย ประเทศอื่นเขาทำสงครามรบกันยอดตายไม่ถึงครึ่งของยอดตายสงกรานต์เมืองไทยเลย...พูดถึงเทศกาลหยุดยาวอาชีพที่น่าเห็นใจหนีไม่พ้นตำรวจ หมอ-พยาบาล (บางแห่ง) กู้ภัยมูลนิธิต่าง ๆ คนเหล่านี้ไม่ได้หยุดพาครอบครัวไปเที่ยวเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ พวกเขาต้องทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก-ช่วยชีวิตผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุต่าง ๆ หากเลือกได้พวกเขาคงอยากหยุดพาครอบครัวไปพักผ่อนเหมือนกัน





ขอชื่นชมในความเสียสละกับ 3 อาชีพที่กล่าวข้างต้นด้วยใจจริง โดยเฉพาะ “คนกู้ภัย” เขาเหล่านี้ไม่มีเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือนเหมือนตำรวจ-พยาบาล...เขาทำด้วยใจจริง ๆ บางครั้งพวกเขาท้อแท้กับสีหน้าแววตาและคำพูดของคนบางคนที่มองพวกเขาทางลบ แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบ และภารกิจต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทำให้เขาผ่านมันมาได้ เช่นเดียวกับนายอำนวยผล ไทยจู อายุ 57 ปี หรือ“พี่ตูน” หรือ“ปู่ตูน” แห่งสมาคมกู้ภัยขมิ้น เมืองสกลนคร ต้องพบกับความเจ็บปวดจากคำว่า “พวกหากินกับศพ” บางครั้งน้ำตาของผู้ที่คอยจะช่วยชีวิตผู้อื่นถึงกับไหลออกมาเอง เขาท้อแท้-เจ็บปวด-เสียใจมาก แต่ปัจจุบันชายผู้นี้ยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจ เขาผ่านการดูถูกเหยียดหยามมาได้อย่างไรไปฟังเรื่องราวกันดู



อำนวยผล บอกว่า “ปี 25 ผมอายุ 20 ปี ตอนนั้นอาชีพขี่ จยย.รับจ้าง วันหนึ่งเกิดประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถแท็กซี่ได้รับบาดเจ็บ ผมนอนร้องอยู่กลางถนนมีแต่คนยืนมองไม่มีใครช่วยแม้แต่คนเดียว พูดไม่ออกตอนนั้นปวดหลังมาก กระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วโมงมีรถมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้ามาช่วยนำตัวส่ง รพ. จนอาการปลอดภัย ซึ่งคนที่มาช่วยคือ นคร 41 หรือพี่เปีย ชื่อจริงนายจำลอง สวยรึก ผมคุยกับเขาและบอกว่า ผมซึ้งใจมาก ๆ จะไม่ลืมพระคุณที่ช่วยไว้ และจะตอบแทนด้วยการมาเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ เพราะผมรู้ว่าตอนที่เจ็บมีแต่คนยืนดู มันทรมานแสนสาหัสขนาดไหน”

หลังหายจากเจ็บก็มาขี่จยย.รับจ้างเป็นปกติ จนปี 32 มีงานทำรายได้พอเลี้ยงครอบครัวไม่เดือดร้อน จึงมาสมัครเป็นอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู โดยการแนะนำของ นคร 040 หรือเฮียเพ้ง เป็นอาสาฯอยู่ถึงปี 44 เป็นเวลา12 ปี รหัสสุดท้ายที่ใช้คือ เฉพาะกิจ 01 ต่อมางานที่ทำอยู่มีปัญหาช่วงฟองสบู่แตกปี 40 หมดเนื้อหมดตัว จึงตัดสินใจไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับภรรยาที่ .สกลนครช่วงปี 45 มีเงินติดตัวไป 1,750 บาท เริ่มต้นทำสวน ทำทุกอย่างที่ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว



จังหวัดสกลนครสมัยนั้นยังไม่มีกู้ชีพ-กู้ภัยที่อยู่ตามพื้นที่รอบนอกตัวจังหวัด มีแต่มูลนิธิเมตตาธรรมดูแลในจังหวัด ส่งผลให้พื้นที่รอบนอกชาวบ้านลำบากมาก อุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเสียชีวิตเพราะการช่วยเหลือล่าช้า คนป่วยต้องจ้างรถ 300-500 บาทพามาส่งรพ.สมัยนั้นถือว่าแพงมาก ผมจึงคิดว่าเราต้องช่วยชาวบ้านให้ได้ ซึ่งตอนนั้นผมมีอาชีพเลี้ยงปลาขายปลาเผาใช้เวลา 1 ปีเก็บเงินได้ 50,000 บาท จึงปรึกษาภรรยาว่าอยากทำกู้ภัยอีกครั้ง โชคดีภรรยาเห็นด้วยที่จะกลับมาทำกู้ภัยจึงนำเงิน 30,000 บาทไปดาวน์รถกระบะเก่ามาทำเป็นรถกู้ภัย โดยไปวิ่งช่วยงานของ สภ.ขมิ้น ทุกวันจนเป็นที่รัก และเชื่อใจในการทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และซื่อสัตย์”

ปู่ตูน บอกต่อว่า ของมีค่าของคนเจ็บ-คนตายจะนำคืนเจ้าของไม่ก็ญาติของเขาทุกบาททุกสตางค์ ไม่เคยเอาของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว คิดก็ไม่เคยคิด ผลจากความซื่อสัตย์ทำให้ได้รับใบประกาศชื่นชมจากหน่วยงานต่าง ๆหลายปีติดต่อกัน ช่วงแรกที่ทำกู้ภัยชาวบ้านบางคนไม่เข้าใจหาว่ามาหากินกับคนเจ็บ-คนตาย ตอนนั้นท้อจนอยากเลิก ดีที่ภรรยาคอยให้กำลังใจ เขาพูดเสมอว่า “ทำต่อไปนะ คนไม่เห็นแต่ผีเห็น วันหนึ่งชาวบ้านจะรู้ว่าเราทำเพื่อใคร” ทำให้เกิดมีพลังกัดฟันสู้มาโดยตลอด และคิดว่าคนเราทำดีต้องได้ดี





จากวันนั้นถึงวันนี้ผมใช้เวลา 12 ปีที่ร่วมกตัญญู และ 17 ปีที่สกลนครจนชาวบ้านเห็นสิ่งที่ทำ-เห็นสิ่งที่ทุ่มเท-เห็นความซื่อสัตย์-เห็นความเสียสละ ที่สำคัญรู้ว่าทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จากความเกลียดโดนดูถูกเหยียดหยามเปลี่ยนเป็นความรักความเข้าใจ ผมดีใจมากตอนนี้ได้จดทะเบียนสมาคมกู้ภัยขมิ้นเมื่อปีที่ผ่านมา สมัยก่อนมีอาสา 5 คนสุดท้ายเลิกหมดเพราะไม่ได้เงินเหลือผมกับภรรยา ปัจจุบันมีอาสา 51คน และชาวบ้านให้การสนับสนุนโดยการนำของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันบริจาคเงินสร้างศูนย์กู้ภัยให้เป็นเงิน 2 แสนกว่าบาทใช้เวลารับบริจาค 2 วัน ชาวบ้านเกือบ100 คนมาช่วยกันสร้างจนสำเร็จ และตอนนี้ผมก็ได้เป็นประธานกู้ภัยจังหวัดสกลนคร อีกทั้งยังดูแลกลุ่มขุนพลรวงข้าวแห่งที่ราบสูงสายอีสานทั้งหมด เป็นเครือข่ายมูลนิธิร่วมกตัญญูด้วย”

ทราบว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมา ปู่ตูนเป็น 1 ใน 3 ของอาสาทั่วประเทศที่ได้รับมอบโล่รางวัลแห่งเกียรติยศระดับประเทศด้านการแพทย์ฉุกเฉิน “คนดี EMS” ในโอกาสอาสาไทยเทิดไท้องค์ราชันปี 2561 โดยได้รับมอบจากศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ซึ่งมูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติคัดเลือกจากจิตอาสาการแพทย์ฉุกเฉินที่ทำคุณความดีอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีความซื่อสัตย์-เสียสละทั้งกำลังกาย-ใจ กำลังทรัพย์ และเวลาเพื่อพัฒนางานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง



นี่แหละ“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”... ชีวิตคนกู้ภัยก็แบบนี้แหละ ทำดีแล้วไม่มีใครเห็นไม่เป็นไร แต่ทำดีแล้วโดนด่ามันน่าเจ็บใจจริง ๆ แต่สุดท้ายชายผู้บุกเบิกวงการกู้ภัยเมืองสกลฯ ตำนานที่ผู้คนต้องจดจำก็สามารถฟันฝ่าความเจ็บปวดมาได้ด้วยความซื่อสัตย์-อดทน...ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับสิ่งดี ๆ ที่ท่านมอบให้กับสังคมนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้กับชาวสกลนคร.
....................................
คอลัมน์ คนดีของสังคม
โดย “เหยี่ยวขาว”


ร่วมสนับสนุนคนดีของสังคมโดย :


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 218