อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 17 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 17 กรกฎาคม 2562

"พปชร."อ้อนขอคะแนนเสียง ช่วยสานฝันสมานฉันท์

เดินสายหาเสียงจนเกือบจะครบทุกพื้นที่ สำหรับ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีต รมว.วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของพรรคพลังประชารัฐ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “เดลินิวส์ออนไลน์” ถึงทิศทางการหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง พุธที่ 20 มีนาคม 2562 เวลา 10.30 น.


** การหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐช่วงที่ผ่านมาจนถึงโค้งสุดท้ายกระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง

สุวิทย์ : มองว่าพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ 1. เรื่องจุดยืนของพรรคด้านการเมืองที่ชัดเจนว่า เราต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง สานต่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุขมากขึ้น 2.เรื่องของนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เป็นนโยบายที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านสวัสดิการประชารัฐ เพื่อต้องการขจัดความเหลื่อมล้ำ ด้านสังคมประชารัฐ ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ชุมชนหรือประชาชนเข้มแข็งนำไปสู่สังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน และ ด้านเศรษฐกิจประชารัฐ ต้องการสร้างความสามารถ พร้อมให้โอกาสที่เท่าเทียม 3.การขับเคลื่อนนโยบายดี ๆ และสามารถทำให้บ้านเมืองสงบได้ ภายใต้จุดยืนทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ นั่นก็คือ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี



** จากการลงพื้นที่หาเสียงทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคืออะไร

นายสุวิทย์ : ผมมีโอกาสลงไปทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ มี 2-3 เรื่องที่สำคัญที่ประชาชนต้องการ ได้แก่ 1.ทุกคนเรียกร้องให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่อยากจะมีฝันร้ายอีกต่อไป ไม่อยากจะมีความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงแบบเดิมๆ อีก เพราะหลายคนอยากจะประกอบอาชีพทำมาหากิน หลายคนมองว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อยเศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นตัว 2.นโยบายที่พรรคฯเสนอได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของประชาชนทั่วไปที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ขยายผลต่อเนื่องของบัตรประชารัฐได้รับการตอบรับดีมาก มีประชาชนที่ยังตกหล่นและอยากได้บัตรอีกจำนวนมาก หรือ แม้กระทั่งเรื่องของหนี้กองทุนหมู่บ้าน ที่เราพักหนี้ พักดอกเบี้ย เป็นเวลา 3 ปี ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี



** พรรคพลังประชารัฐมองเป้าหมายสำหรับเด็กคืออะไร

สุวิทย์ : เป้าหมายคือ เด็กรู้เท่าทัน และเท่าทันที่ว่าคือโลก เรากำลังพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 ต้องการเยาวชน4.0 ตรงนี้สำคัญ เด็กทุกคนเรามองว่า โลกเป็นดิจิตอล ต้องมีเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รู้เรื่องการเขียนโปรแกรม บอกเลยว่า ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล เด็กทุกคนจะต้องเริ่มรู้จัก AI ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น แต่เด็กในศตวรรษที่ 21 เราต้องการเด็กที่มีทั้งความเป็นคนและความเป็นตน ความเป็นคน คืออยู่กับคนอื่นอย่างเกื้อกูลและแบ่งปัน และ ความเป็นตน คือ รู้ว่าตัวเองจะมีอาชีพอะไร

** นอกจากเรื่องของ AI เรื่องของสปอร์ต แมนชิพ ทางพรรคยังมีโครงการอะไรอีก

สุวิทย์ : มีโครงการโซเซียลเครดิต คือ ถ้าเด็กทำดี เหมือนธนาคารเวลา เด็กทำดี ทำจิตอาสา สามารถสะสมได้ หรือตัวเองเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือเรื่องอื่น ๆ สามารถที่จะเอาเครดิตนี้ไปใช้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สร้างสังคม เกื้อกูลกัน และพร้อมที่จะสร้างสังคมที่สามารถ เด็กก็มีความสามารถมากขึ้น นอกจากนี้ สมัยที่ผมเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ ได้แจกกระดานอัจฉริยะให้กับเด็ก ซึ่งมีเด็กนำไปควบคุมอุณหภูมิความชื้นและปลูกเห็ดขายในโรงเรียน หรือ เด็กบางคนนำมาทำเป็นกระดิ่งกดแล้วมีเสียงออกมา หรือ บางคนนำไปทำเป็นเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เด็กมีความมั่นใจว่า กระดานอัจฉริยะเขียนโปรแกรมง่าย ๆ ได้ ไม่ต้องไปซื้อ หรือไปจ้างทำ ทำให้เด็กเกิดความมั่นใจทางดิจิตอล นี้คือการปลูกฝังการเตรียมเด็กในยุคดิจิตอล

** นอกจากเด็กมหาวิทยาลัยแล้ว ในส่วนของเด็กอาชีวะ จะมีกองทุนให้ด้วยหรือไม่

สุวิทย์ : เด็กอาชีวะมีความสำคัญ เราถือว่าเป็นคนสร้างชาติ ส่งเสริมให้เด็กมีงานทำตั้งแต่ยังเรียน โดยร่วมมือกับภาคเอกชน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการศึกษาสมัยใหม่ ขอให้มีความคิดดี ๆ มีฝีมือ สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งเราต้องการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่ไม่ใช่เรียนเหมือนสมัยก่อนที่เรียนคณะนิติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งในอนาคตเด็กไม่ต้องการเรียน 4 ปี แต่เด็กอยากจะเรียนเมื่อเขาอยากจะเรียน เมื่อรู้สึกว่าทักษะไม่พออยากจะเพิ่มเติมความรู้ ฉะนั้นมหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องมีความคล่องตัว เช่น บางคนทำงานแล้วติดขัดบางเรื่องก็ไปอบรมเพิ่มเติมในเรื่องที่อยากจะรู้ ต่อไปคนต้องการอะไรที่สามารถปฏิบัติได้ไม่ใช่ความรู้ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น นี้คือบัณฑิตพันธุ์ใหม่

จะเห็นว่า ตั้งแต่ต้นคือ มารดาประชารัฐ ที่อยู่ในครรภ์ มีจุดจบที่เรียกว่า สูงวัย สุขสันต์ มองว่า คนสูงวัยไม่ใช่ภาระแต่คือพลังของสังคม ฉะนั้นเราจะมีโรงเรียนผู้สูงวัยที่จะให้คนสูงวัยมาพบกันและมาทำประโยชน์ให้สังคม อาจจะเหมือนกับธนาคารสมอง หรืออาจจะมีโรงพยาบาลเพื่อคนสูงวัย ที่เฉพาะเจาะจง รวมถึงคูปองที่จะช่วยเหลืออุปกรณ์เครื่องมือให้กับคนสูงวัย เช่น หูฟัง รองเท้ากันลื่น ไม้เท้า ซึ่งเป็นสวัสดิการของคนสูงวัยนอกเหนือจากเบี้ยผู้สูงวัยที่ปรับจาก 600 เป็น 1,000 บาท เป็นต้น



** พรรคพลังประชารัฐมีแนวคิดในการต่อยอดด้านสวัสดิการประชารัฐ

สุวิทย์: เรื่องหนี้ เพราะถ้าคนยังห่วงหน้า พะวงหลัง จะมาใส่ใจพ่อแม่ที่แก่เฒ่า หรือใส่ใจเรื่องลูกก็คงจะลำบาก ฉะนั้นเราจึงต้องทุเลาเขาก่อนด้วยสวัสดิการประชารัฐแล้วมาเสริมเรื่องประชารัฐสร้างคน คนสร้างชาติ ถ้าคนเข้มแข็ง ในที่สุดเรามองว่าสังคมประชารัฐ คือสังคมที่มี 4 สังคม 1.ต้องสร้างสังคมแห่งโอกาส 2.สร้างสังคมที่สามารถ 3.สร้างสังคมที่เป็นธรรม และ 4.สร้างสังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน พรรคพลังประชารัฐอยากจะสร้างสังคม 3 วัย

** พรรคพลังประชารัฐมีการต่อยอดด้านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างไรบ้าง

สุวิทย์: เราต่อยอดเรื่องของจำนวนคนเพราะช่วงแรกที่ออกมามีจำนวน 11 ล้านคน แต่ปรากฎว่ามีคนต้องการเยอะมาก เราจึงขยายไปประมาณ 14-15 ล้านคน ต่อมาได้มีการสำรวจพบว่าแต่ละพื้นที่มีความต้องการอีกจำนวนมาก จึงคิดว่าเราต้องมีการเพิ่มคนที่มีรายได้น้อยยังตกหล่น อย่างน้อยอีกประมาณ 3-4 ล้านคน ฉะนั้นคร่าว ๆ ประมาณ 18-20 ล้านคน จากปัจจุบัน 14-15 ล้านคน นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มสิทธิ เพราะสิทธิหลายอย่างมีแค่ขั้นพื้นฐาน เพื่อทุเลา ค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สูงวัย หรือ คนพิการ หรือ แรงงาน คิดว่า เพื่อทำให้บัตรมีความสมบูรณ์ในตัวมันเองมากขึ้น ครอบคลุมคนมากขึ้น ยืนยันว่าจะไม่ซ้ำซ้อนกับคนพิการที่ได้รับสิทธิบางอย่างอยู่แล้ว


** ฟังจากนโยบายเป็นการดำเนินงานต่อยอดจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่

สุวิทย์: ถ้าหากสิ่งไหนที่ดีอยู่แล้วในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เราก็จะดำเนินการขยายผลต่อ แต่ก็มีบางอย่างที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ทำแล้วไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ต้องปรับปรุงเราก็อยากจะมาทำให้ เพราะเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์สั้นลงทุกที สำหรับนโยบายใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมารดาประชารัฐ คนสูงวัยอยู่ด้วยกัน รวมทั้งการสร้าง 30 เมืองรองน่าอยู่ ใกล้บ้านมีงานทำ เป็นต้น นอกจากนี้พรรคพลังประชารัฐจะทำในเรื่องน้ำทางภาคอีสาน ที่ยังขาดแคลนอยู่ รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ด้วย
..................................
คอลัมน์ : Talk Online
โดย : ทีมข่าวการเมืองเดลินิวส์ออนไลน์