อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

'หนุ่มตัวลาย'ฝ่าคำคนดูถูก 'ขี้คุก'สู่ยอดมวยแชมป์โลก

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตอดีตนักโทษแดนประหาร กว่า 10 ปีไม่เคยห่างโซ่ตรวน คิดได้พลิกชะตาพาตัวเองคืนสู่สังคม ก่อนก้าวขึ้นเป็นแชมป์ยอดมวยโลก ลบคำครหา “มวยคุก” ใฝ่ดีกำหนดชีวิตด้วย 2 มือตัวเอง อาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2562 เวลา 08.00 น.


หากจะพูดว่า “ไม่มีใครออกแบบชีวิตตัวเองได้ นอกจากเราเป็นผู้กำหนดเอง” จะเชื่อกันหรือไม่? ถ้าชีวิตที่ถูกสร้างด้วย 2 มือของเรา วันนี้ถึงคราวที่ความสำเร็จเดินทางมาถึง เสมือนร่างกายถูกปะทะด้วยแรงลมเย็นๆ พุ่งเข้ามาคลอเคลียจนเราอยากจะกอดความสำเร็จนั้นไว้ให้นานแสนนาน เพราะมันคือความภูมิใจที่เราสร้างด้วยตัวเอง แต่ถ้าความสำเร็จนั้นถูกสร้างด้วย 2 มือที่หลงผิด ลมเย็นๆ ที่ว่าคงไม่พ้นเปลวไฟที่ลุกไหม้กัดกินสติและจิตใจไปเรื่อยๆ

“เฉลิมพล สิงห์วังชา” หรือ “เอ็ม” วัย 37 ปี เป็นหนุ่มคนหนึ่งที่อดีตเคยหลงผิด พาชีวิตตัวเองเดินลงสู่เหวลึกจนถูกต้องโทษประหารชีวิต นับ 10 ปีติดคุกรอวันตาย แต่เมื่อได้สติพลิกชะตาชีวิตตัวเองสู่ยอดมวยโลกแชมป์ของสถาบันสหพันธ์มวยแห่งเอเชีย (ABF)



จากเด็กกะโปโลเกิดและเติบโตที่ จ.กำแพงเพชร ไม่คิดว่าจะมาเป็นนักมวย แต่พ่อและปู่บังคับให้ฝึกซ้อม แม้ใจจะฝืนตามประสาเด็กอายุ 5-6 ขวบที่อยากจะวิ่งเล่นกับเพื่อนเสียมากกว่า จนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่ค่ายจ.สมุทรปราการ ย่านสำโรงเหนือ ขึ้นชกครั้งแรกอายุ 9 ขวบ ครูมวยเห็นหน่วยก้านดี จึงปลุกปั้นให้วิชาสอนไม่มีกั๊ก

เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มวัย 18 ปี เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง มุ่งมั่น เด็ดขาด แต่ลุ่มหลงในสิ่งที่หามาได้ แสงสีที่สาดเข้ามาในชีวิตกลายเป็นคนไร้วินัย ไม่ฝึกซ้อม ติดเพื่อน ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเขาเอง หนีกลับบ้านที่จ.กำแพงเพชร สุดท้ายเดินทางเข้าสู่วงจรยาเสพติดและนักเลง จนคิดไปเองว่า “ถ้ากลับไปครูมวยก็คงจะด่า ฝีมือรุ่นน้องก็คงแซงหน้าไปหมดเล้ว” อำนาจจากวงจรอุบาทว์ได้มอบความผยอง...ฮึกเหิม...ท้าทายกฎหมาย แต่ต้องไร้ที่อยู่แอบหลบซ้อนบนภูเขา และท้ายที่สุด “เรือนจำ กลายเป็นที่หลับนอนแห่งใหม่นับตั้งแต่ปี 44 เป็นต้นมา



วันหนึ่งเขาเดินเท้าเปล่าลากโซ่ตรวนไปยืนหน้าบัลลังก์ศาล เพื่อฟังคำตัดสินคดี...หูผมอื้อ โลกมันมืด เข่ามันทรุด ผมถูกส่งไปแดนประหาร ซึ่งผมไม่รู้ว่าผมจะตายวันไหน” แต่ระยะเวลา 45 วันที่สามารถทูลเกล้าถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เขาถูกย้ายไปบางขวาง คลองเปรม อยู่กับพวกเณรแอ ป๋าลอ ผู้พันตึ๋ง และย้ายไปที่เรือนจำกลางเขาบิน อยุธยา พิษณุโลก สิงห์บุรี และทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง

“รู้ครับว่าตัวเองไม่ใช่นักโทษชั้นดี ไม่คิดว่าจะได้ออกไปจากเรือนจำ ทุกครั้งที่แม่มาเยี่ยมจะถามว่าขาเป็นไง โซ่ตรวนไม่เคยได้ถอดเลย จนเมื่อปี 52 ผมโดนขังรู 3 เดือน ลักษณะเป็นตู้เหล็กข้างในมืดสนิท มีแค่ถังใบเดียวไว้ให้ถ่าย จะได้ออกมาสูดอากาศข้างนอกอาทิตย์ละครั้ง แต่มีเวลาให้แค่ 30นาที”

ในระหว่างนี้เองผู้คุมคนหนึ่ง พูดให้นักโทษฟังว่า “พวงเอ็งไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตมีความสุขกับครอบครัวบ้างเหรอ เลิกดื้อได้แล้ว เอ็งอยากกลับบ้านกันไหม” เฉลิมพลฉุกคิดได้ เปลี่ยนความคิดพาตัวเองเข้าสู่โครงการ “คืนคนดีสู่สังคม” ชกมวยในรายการกีฬาของกรมราชฑัณฑ์ จาก 76 เรือนจำก้าวสู่แชมป์เหรียญทองรุ่น 69 กก. ระดับประเทศ 3 สมัยซ้อน และได้รับโอกาสออกมาชกมวยสากลอาชีพนอกเรือนจำ เป็นตัวแทนของนักโทษที่เลือกทางดี



ในปี 56 วันที่ 8 ต.ค. เป็นอีกวันที่เขาจดจำไปตลอดชีวิต...ไม่ต้องถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน...ไม่ถูกเรียกว่านักโทษ...มีนักข่าวหลายสำนักมาสัมภาษณ์ เขาทำตัวไม่ถูก เพราะในวัย 33 ปีที่เขาได้อิสระภาพออกจากเรือนจำ แต่เขาต้องเผชิญกับโลกภายนอกและความเป็นจริง “ไอ้มวยคุก คอยดูเดี๋ยวมันก็กลับไปติดคุกอีก คนขี้คุก” นี่ถือเป็นคำสบประมาทและเป็นธรรมดาที่คำครหานี้จะดาหน้ากันเข้ามา หากเขาไม่พิสูจน์ตัวเอง

แต่หนึ่งความสูญเสียที่แม่ของเขาพยายมปกปิดไว้ ในที่สุดก็ถูกเปิดเผย เขาเพิ่งมารู้ว่าพ่อที่อยากให้เขาเป็นนักมวยได้จากไปแล้ว “ผมรู้ว่าทำไมเขาไม่ให้โอกาสคนผิดแบบผม ถ้าหลังจากนี้ผมไม่ดี ค่อยด่าผม อีกอย่างเพราะรอยสักที่ลายทั้งตัว ความสามารถของผมก็เคยโดนดูถูกไปด้วย แต่หลังจากนั้น 2 ปีผมก็ต้องสู้เพื่อวิญญาณของพ่อ และแม่ที่อยู่ข้างๆ ผม โดยเปลี่ยนความคิดทำให้เขาเหล่านั้นชื่นชมในตัวเรา”



“เฉลิมพล” พัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์ของสถาบันสหพันธ์มวยแห่งเอเชีย (ABF) เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.56 โดยชนะน็อกนักมวยชาวฟิลิปปินส์ ยกที่ 4 ทำให้กลายเป็นแชมป์มวยโลกรุ่น 147 ปอนด์สำเร็จ และที่แกร่งกว่านั้นสามารถป้องกันแชมป์ได้ถึง 8 สมัยซ้อนติดต่อกัน จนไม่สามารถรักษาน้ำหนักขึ้นชกไว้ได้ จึงเปลี่ยนไปชกรุ่นอื่นๆ และเดินสายชกมวยสากล รวมถึงสอนมวยไทย มีรายการชกต่างประเทศ หลังจากนั้น 3 ปีก็ไม่ค่อยได้ชกมากนัก และหันไปเอาจริงเอาจังกับการเปิดค่ายของตัวเอง เพื่อสอนและพัฒนาเด็กไทยที่มีวินัย มีใจรักการเป็นนักมวยเพื่อก้าวสู่เวทีโลก



“ผมจะสอนศิษย์เสมอว่าให้ดูผมเป็นแบบอย่าง แต่อย่าเอาเป็นอย่าง ผมพูดมาตลอดในฐานะวิทยากรที่ได้รับเชิญไปบรรยายในเรือนจำ ผมไม่เคยอายใครจะว่าผมไอ้ขี้คุก มวยคุก ดีเสียอีกที่เขาจำผมได้ ถ้าไม่มีคุกคิดว่าผมจะมีชีวิตวันนี้ไหม ถ้าเรื่องราวของผมเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้ ดูเอาไว้ครับแต่อย่าเอาอย่าง ตอนที่ผมมีเงินเป็นล้านกลับนอนไม่หลับ แต่วันนี้ผมมีแค่ 10 บาทกลับนอนหลับสนิท คุณเลือกทางเดินได้ เพราะมันขึ้นอยู่ที่ 2 มือของเรา” ยอดมวยโลกอดีตนักโทษแดนประหาร กล่าวทิ้งท้ายให้แง่มุมของชีวิต.


...................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 5.51K