อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562

การเมืองเรื่องนโยบายข้าว กับความเป็นจริงที่สวนทาง

สัปดาห์นี้ว่าด้วยเรื่องการทำให้ “พี่น้องเกษตรกร” ยิ้มออกได้ข้าวเปลือกราคาดี ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่คุณภาพ “พันธุ์ที่ดี” ได้ผลผลิตปริมาณที่มากขึ้น พฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ในขณะที่การเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย พรรคการเมืองกำลังหาเสียงกันอย่างเข้มข้น ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งคนกลุ่มหนึ่งที่นักการเมืองจะรักและเมตตาสงสารมากที่สุดคือ “ชาวนา” สะท้อนจากที่แต่ละพรรคจะมีนโยบายประเคนช่วยเหลือชาวนาในรูปแบบต่างๆ สารพัดวิลิศมาหราเท่าที่คิดได้ ล้วนแต่ต้องใช้เงินงบฯประมาณมหาศาล

หากย้อนหลังไป 10 ปี ไม่รู้ว่าเราใช้เงินภาษีไปแล้วกี่ล้านล้านบาท ไม่รู้ว่าไปถึงมือชาวนาเท่าไหร่ “หล่นหาย” เข้ากระเป๋าคนที่เกี่ยวข้องเท่าไหร่ แต่พรรคการเมืองต่างๆ ยังอยู่ในวังวนเดิมๆ ถ้าอยากรู้ทำไมถึง “ทุ่มเงิน” ช่วยชาวนาอย่างเดียวไม่ได้ผล

อยากให้ลองอ่านความในใจของ “นางสาวชุติมา บุณยประภัศร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พูดถึงเรื่องนี้ ว่า....



ตอนนี้จะได้ยินข่าวพรรคการเมืองต่างก็ออกมาพูดถึงนโยบายข้าวที่จะบริหารให้ชาวนาพอใจ แต่ละพรรคมุ่งไปที่ราคาข้าวเปลือกที่ตั้งเป้าว่าจะให้ชาวนาได้รับในราคาสูง ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็อยากให้ทุกคนทราบข้อเท็จจริงว่า “ข้าว” เป็นสินค้าประเภทที่เรียกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) มีปริมาณมาก หลายๆ ประเทศมีเหมือนๆ กัน คล้ายๆ กัน ในการบริโภค และมีคู่แข่งหลายประเทศที่เสนอขายในตลาดโลกเป็นปริมาณมากเหมือนกัน การสร้างความแตกต่างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นั่นคือคุณภาพ ซึ่งต้องครบทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มปลูก สีแปรข้าว จัดจำหน่าย

ดังนั้นการจะช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาสูงต้องช่วยที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การกำหนดว่าจะให้ข้าวเปลือกราคาเท่าใด ยิ่งสูงชาวนายิ่งพอใจ เพราะจะได้ราคาดี แต่ถ้าราคาที่เราไปกำหนดเป็นราคาที่บิดเบือนกลไกตลาดมากเกินไป จนทำให้เมื่อสีแปรเป็นข้าวสารแล้ว ราคาสูงมากจนไม่สามารถขายในตลาดได้ เพราะคู่แข่งสามารถผลิตข้าวชนิดที่ใกล้เคียงมาขายได้ในราคาที่ถูกกว่ามาก เราก็จะเสียตลาดแน่นอน

ประเทศไทยเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว เมื่อ 6-7 ปีก่อน ที่ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิสูง จนเสียลูกค้าที่เคยซื้อไปจำนวนมาก เพราะไม่สามารถสู้ราคาได้ ที่แย่ที่สุดคือเราเสียตลาดให้กับคู่แข่ง ที่แม้ผลิตข้าวคุณภาพยังสู้เราไม่ได้ แต่ก็พอที่ลูกค้าจะยอมรับเพื่อทดแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เพราะตลาดเริ่มสนใจข้าวของคู่แข่ง เมื่อทำตลาดมากขึ้น ผู้บริโภคก็ค่อยๆ เกิดการยอมรับ เพราะราคาถูกกว่า คุณภาพพอรับได้ เราต้องใช้เวลาอีกหลายปีต่อมา เพื่อดึงราคาข้าวหอมมะลิให้กลับไปสู่ความเป็นจริงของราคาตลาด จนเราสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้ แน่นอนมันไม่เหมือนสภาพตลาดก่อนหน้า เพราะคู่แข่งเราก็เริ่มพัฒนาพันธุ์ของเขาให้ดีขึ้นสู้เราได้มากขึ้น



ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า การจะทำให้ “พี่น้องเกษตรกร” ได้ราคาข้าวเปลือกดี ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่คุณภาพ คือต้องมี “พันธุ์ที่ดี” ได้ผลผลิตปริมาณที่มากขึ้น (เพื่อให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น) ผลิตในต้นทุนที่ต่ำลง มีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง มีโรงสีที่มีคุณภาพในการสีแปร และมีพ่อค้าในประเทศและผู้ส่งออกที่ร่วมมือกัน เสนอราคาขายที่เหมาะสม ไม่ขายตัดราคากัน เพราะผู้นำเข้ารออยู่แล้วที่จะกดราคาต่ำ ถ้ามีโอกาส เพราะราคาที่ขายในประเทศ และราคาส่งออกก็จะสะท้อนมาเป็นราคาข้าวเปลือกในประเทศ เป็นราคาที่พี่น้องชาวนาจะขายได้ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลไม่ให้ราคาในประเทศตกต่ำจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิต จึงเป็นที่มาของมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือในช่วงราคาผลผลิตออกมากค่ะ

เขียนมาถึงตรงนี้ก็จะมีคนออกมาวิจารณ์ว่าพูดได้ เพราะไม่รู้ของจริงเป็นอย่างไร ก็จะบอกว่าได้ทดลองปลูกข้าวด้วยตัวเองมาแล้ว 3 ฤดูกาล ทราบซึ้งถึงความยากลำบากที่พี่น้องต้องเผชิญ และเห็นใจ เข้าใจทุกฝ่ายที่ต่างทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนา แต่ก็คงมีแกะดำบ้างธรรมดาโลก ที่อาจไม่ร่วมมือค่ะ



โดยสรุปก็คือ การช่วยเหลือชาวนาด้วยการประกาศให้ ข้าวเปลือกราคาสูงเกินไปจนบิดเบือนกลไกตลาด มีแต่จะทำร้ายซ้ำเติม และจะทำให้ไทยสูญเสียตลาดข้าวอย่างถาวร เหมือนในอดีตที่ผ่านมาและเป็นภาระรัฐบาลต้องเอางบประมาณมาแบกรับโดยไม่สมควร การจะให้พี่น้องชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องทำหลายมาตรการประกอบกัน แล้วจะมีมาตรการอะไรบ้าง ค่อยติดตามต่อไป

นับว่าเป็นข้อเขียนที่น่าสนใจยิ่ง คนทั่วไปเขียนก็หน้าที่นักการเมืองทั้งหลายต้องรับฟัง แต่คนเขียนอดีตคลุกคลีตีโมงกับเรื่องข้าว ปากท้องชาวบ้านมาตั้งแต่ยังเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ในกระทรวงพาณิชย์ กระทั่งได้เป็นปลัดกระทรวง อดีตรัฐมนตรีช่วยเกษตร และปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ที่ได้รับการยอมรับว่าทำงานหนักและมือสะอาดคนหนึ่ง ยิ่งควรต้องรับฟังอย่างยิ่ง.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 171