อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

เชื่อง่ายไม่พิจารณา ระวังกับดักประชาธิปไตยซ้ำรอย

สัปดาห์นี้ขอพูดถึงเรื่องความเป็นไปของชาติบ้านเมือง ขึ้นอยู่กับการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน ประเทศชาติจะได้หลุดพ้นจากกับดักประชาธิปไตย พฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2562 เวลา 10.00 น.


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.62 กำลังจะมาถึงในอีก 10 วันข้างหน้านี้ พรรคการเมืองที่เคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องสูญเสียอำนาจรัฐจากการรัฐประหารภายใต้การเข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 โดยมี พล..ประยุทธ์ จันโอชา เป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น เป็นหัวหน้า คสช.

การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้มีข้อพิจารณาว่า พรรคการเมืองที่กล่าวถึงได้พยายามสร้างการยอมรับและความชอบธรรมแก่ฝ่ายตนว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” รวมถึงมีการใช้กลยุทธ์แยกตัวจากกันไปตั้งพรรคใหม่ในลักษณะ “แตกแบงค์พัน” ซึ่งสาธารณชนต่างทราบกันดีว่ากลุ่มก้อนพรรคการเมืองเหล่านี้มาจากรากเหง้าเดียวกันมีเจ้าของพรรคเป็นบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดครอบงำเหนือพรรคการเมืองเหล่านี้อย่างเบ็ดเสร็จชนิด “ชี้ต้นตาย ชี้ปลายเป็น” ไม่มีสภาพความเป็น “สถาบันการเมือง” ปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อยนิด



ผู้คนทั่วไปในสังคมคงยังพอจะจำกันได้ว่า เมื่อครั้งที่พรรคการเมืองที่กล่าวถึงนี้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือทั้งในด้านอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและอำนาจฝ่ายบริหาร ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในลักษณะยึดหลักการสำคัญของกระบวนการทางประชาธิปไตยอันใดเลย ในขณะที่มีอำนาจกลับทำลายความเป็นประชาธิปไตยและมีพฤติการณ์เป็น “เผด็จการรัฐสภา” กล่าวคือได้พยายามออกกฎหมายที่ให้คุณในการช่วยเหลือกลุ่มก้อนและพวกพ้องของตนให้พ้นจากความผิดต่างๆ ทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง การกระทำดังกล่าวไม่ฟังเสียงทักท้วงของประชาชนและไม่เคารพเสียงข้างน้อยของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีการใช้วิธีพวกมากลากไป ไม่เป็นไปตามระเบียบและข้อปฏิบัติของการประชุมรัฐสภา ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติรัฐและยึดมั่นในหลักนิติธรรม ด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้สร้างความเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดินในโครงการสาธารณะและโครงการช่วยเหลือเกษตรกรโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีการทุจริตเชิงนโยบาย ก่อให้เกิดความเสียหายหลายแสนล้านบาท สังคมมีความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากการครอบงำความคิดทางการเมืองอย่างผิดๆ แก่ประชาชน ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยจับประชาชนเป็นตัวประกัน ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความเจริญมั่นคงของประเทศชาติและความเจริญผาสุกของประชาชน



เป็นเรื่องน่าหัวร่อยิ่งที่รัฐบาล คสช. เข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง และนำความสงบเรียบร้อยกับคืนสู่ประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง มีการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมือง ด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งเป็นกรอบการทำงานในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ปัญหาของประเทศชาติเชิงโครงสร้างในทุกมิติ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็น “ฝ่ายเผด็จการ” ทั้งที่มีจุดมุ่งหมายในการนำประเทศชาติไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาของประเทศชาติดังที่เป็นอยู่ ที่มีการสะสมและหมักหมมมายาวนาน หากไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างถูกจุดและถูกวิธี ประเทศชาติจะได้รับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างไร

ความเป็นไปของชาติบ้านเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงขึ้นอยู่กับการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้ตัวแทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีเกียรติและศักด์ศรี ประเทศชาติจะได้หลุดพ้นจากกับดักประชาธิปไตยที่นักการเมืองคอยแต่จะหลอกหลอนว่า “ประชาธิปไตย คือการเลือกตั้ง” เท่านั้น คุณภาพของนักการเมืองที่มีหลักคิดที่ถูกต้องและมีจิตสำนึก จึงจะสามารถนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความเจริญมั่นคงและประชาชนมีความเจริญผาสุกอย่างแท้จริง.
................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 296