อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 เมษายน 2562

พลิกโฉมรถไฟสู้โลว์คอสต์ อย่าลืมเรื่องสะอาดตรงเวลา

สัปดาห์นี้ขอแวะพาไปเจาะลึก “ระบบราง” ปี 72 ก้าวสู่ไฮสปีดเทรน พลิกโฉมรถไฟไทยสู้ “โลว์คอสต์” แต่ก็อย่าลืมเรื่องง่ายๆ...ความสะอาด-ปลอดภัย-ตรงเวลา อังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 08.00 น.


สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับระบบรางของไทย เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ปักหมุดโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว จัดงานใหญ่ Change to the Future”รั้งที่ 1/2562 ระดมผู้บริหารและพนักงานรถไฟระดับหัวหน้าทั่วประเทศเกือบพันคน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอนาคตใหม่รถไฟไทย เพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) รฟท. และประธานเปิดงาน Change to the Future” ประกาศบนเวทีว่า “การรถไฟฯ กำลังอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ให้บริการระบบรางของรัฐที่ดีที่สุดในอาเซียนในปี 2570 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า ตามวิสัยทัศน์ของแผนฟื้นฟูกิจการการรถไฟแห่งประเทศไทย ระยะ 10 ปี พ.. 2561-2570”



วิชั่นหรือวิสัยทัศน์ของ รฟท. ในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มขีดความสามารถ การให้บริการทั้งโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟสายใหม่ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) รถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) รวมถึงแผนการจัดหารถจักรและล้อเลื่อนเพิ่มเติม มุ่งสู่การพัฒนาระบบขนส่งอย่างบูรณาการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันยังมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการปฏิบัติงาน ตลอดจนการพัฒนาการบริการ ในพื้นที่เชิงพาณิชย์ การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการลดต้นทุน ซึ่งในทุกกระบวนการมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่คนรถไฟต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายในทิศทางเดียวกัน



นั่นหมายความว่า รถไฟฉึกกะฉัก ปู้นปู้น ที่เด็กๆ เรียกขาน...ใช้ความเร็วไม่ถึง 80 กม./ชม. มักจะสร้างความหงุดหงิดให้ผู้โดยสารที่ไม่ตรงต่อเวลา (เลท) จากข้ออ้างที่ว่าเพราะวิ่งรางเดี่ยวต้องรอสับหลีกราง ใช้หัวรถจักรดีเซลในการขับเคลื่อน รถไฟเก่าใช้งานมานาน ทำให้เกิดขัดข้อง กำลังพลิกโฉมมาวิ่งรางคู่หรือทางคู่ที่กำลังเร่งก่อสร้าง ทำให้ไม่ต้องสับหลีกราง สามารถใช้ความเร็วได้มากขึ้น...ใช้หรือไม่???

นอกจากนี้บางเส้นทางยังก่อสร้างเป็นทางคู่ยกระดับหรือทางคู่ลอยฟ้า อย่างสายจิระ-ขอนแก่น ซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้เปิดทดลองให้รถไฟสายอีสานกว่า 24 ขบวน วิ่งขึ้นทางลอยฟ้าช่วงสถานีขอนแก่น เพื่อทดสอบระบบรางคู่ สร้างความฮือฮาให้กับประชาชนจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีรถไฟความเร็วสูงที่ร่วมมือกับประเทศจีน ใช้รถต้นแบบจากจีนและประเทศญี่ปุ่น “โมเดลรถไฟชินคันเซ็น” สามารถทำความเร็วได้ถึง 250 กม./ชม.ด้วย...ว๊าวว!!!

“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากคนรถไฟไม่ปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงตาม จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบุคคลเข้ามาทำงานด้านระบบรางแทนคนรถไฟ เพราะผลประกอบการประมาณการปี 62 มีหนี้และขาดทุนสะสมกว่า 1.4 แสนล้านบาท หากไม่เพิ่มรายได้และค่าใช้จ่าย อาทิ ปิดเดินรถบางสายที่ขาดทุน จะส่งผลให้ปี 66 รฟท.จะมีหนี้และขาดทุนสะสมเกือบ 2 แสนล้านบาท กระทบรายได้และสวัสดิการพนักงาน ซึ่งต้องเร่งพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อหารายได้ด้วย” นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการแทนผู้ว่าการรถไฟฯ ตอกย้ำถึงมูลหนี้มหาศาลที่อาจจะท่วมทั้งรางและทั้งรถไฟ หากพนักงานรถไฟไม่ฟอร์เช้นจ์ เพื่ออนาคตที่สดใส



นายวรวุฒิ บอกด้วยว่า การรถไฟฯ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้ทันกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ของระบบรางที่รัฐบาลลงทุนก่อสร้างจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่เฟสแรกวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ทางคู่เฟส2 อีก 11 โครงการกว่า 1,681 กม. จะแล้วเสร็จในปี 66 โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงอีก 1 แสนล้านบาทจะเปิดให้บริการต้นปี 64 โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไทย-จีน) ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 253 กม. มูลค่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งนี้ในปี 72 จะมีรถไฟความเร็วสูงเสร็จรวม 5 โครงการ 1,274 กม. วงเงินลงทุนรวม 2.3 แสนล้านบาท ได้แก่ เส้นทางอู่ตะเภา-ระยอง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก นครราชสีมา-หนองคาย กรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่

นายวรวุฒิ บอกอีกว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่สามารถแข่งขันกับตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์ได้ แต่แผนงานในอนาคตภายใต้แผนฟื้นฟูและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในปี 72 ที่เปิดใช้ไฮสปีดเทรนเราจะแข่งกับโลว์คอสต์ได้ เพราะเส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ ใช้เวลาบิน 50 นาที-1ชม. ค่าตั๋วโดยสาร 600-1,900 บาท ไฮสปีดเทรนใช้เวลา 3.20 ชม. 1,100-2,900 บาท แต่บริการเต็มรูปแบบ (ฟูลเซอร์วิส) ฟูลออฟชั่น อีกทั้งระหว่างรอไฮสปีดจะแข่งขันกับตลาดรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัด200-300กม. ไปก่อน โดยเฉพาะที่มีตัวเลขผู้โดยสารสูง เช่น นครราชสีมา พิษณุโลก ชุมพร เป็นต้น เพื่อปรับเปลี่ยนการเดินรถไฟขับเคลื่อนดีเซลราง เป็นระบบรถไฟฟ้าการเดินรถมีประสิทธิภาพมากขึ้น



รวมไปถึงปรับปรุงการให้บริการตรงเวลา เพิ่มความพิถีพิถันการให้บริการทั้งอาหารและความสะดวกสบายอื่นๆ เรามีจุดขายเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางมากกว่ารถยนต์ 100% พร้อมเจาะตลาดใหม่ๆ อย่างกลุ่มผู้สูงอายุที่มีจำนวนมาก เนื่องจากประเทศไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุแล้ว

การรถไฟฯ ประกาศย้ำให้พนักงานเปลี่ยนสู่อนาคตหรือเปลี่ยนเพื่ออนาคตก็แล้วแต่...สิ่งสำคัญระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ฝั่งประชาชนผู้ใช้บริการยังคาดหวังจะได้รับบริการจากการรถไฟขั้นพื้นฐานนั่นก็คือคุณภาพการบริการที่ดี สะอาด ตรงเวลาและปลอดภัยโดยไม่มีข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น.
................................
คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย “เทียนหยด” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 566