อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562

จากสิงคโปร์สู่เวียดนามซัมมิต หน้ากากสันติภาพ"ทรัมป์-คิม"

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในช่วงหนึ่งของการแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรสชุดใหญ่ประจำปีนี้ ว่าหากตอนนี้ผู้นำสหรัฐไม่ใช่เขา อเมริกาอาจทำ “สงครามครั้งใหญ่” กับเกาหลีเหนือไปแล้วก็ได้ อาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 09.30 น.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในช่วงหนึ่งของการแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรสชุดใหญ่ประจำปีนี้ ว่าหากตอนนี้ผู้นำสหรัฐไม่ใช่เขา อเมริกาอาจทำ “สงครามครั้งใหญ่” กับเกาหลีเหนือไปแล้วก็ได้ เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จแค่ไหนไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่นอนคือผู้นำสหรัฐกำลังจะทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง นั่นคือการพบหารืออย่างเป็นทางการกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากการประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์ เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว โดยการพบหารือครั้งนี้จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 ก.พ.นี้ ที่เวียดนาม

แม้คนภายนอกคงไม่มีทางทราบเบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริงของการเลือกเวียดนามให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ แต่เวียดนามเป็นเพียงไม่กี่ประเทศบนโลกแล้วที่ยังปกครองด้วยระบบพรรคการเมืองเดียว และเป็นรัฐบาลสังคมนิยม กระนั้นเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วงหลังผสมผสานความเป็นทุนนิยมมากขึ้นตามยุคสมัย ซึ่งค่อนข้างคล้ายกับจีน ขณะเดียวกัน เวียดนามยังเป็นประเทศที่ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ถือว่า “ใกล้เพียงพอ” หากนายคิม จอง-อึน จะเปลี่ยนใจไม่โดยสารเครื่องบินแล้วนั่งรถไฟมาแทน นอกจากนั้น เวียดนามยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับทั้งสหรัฐและเกาหลีเหนือ อีกทั้งการเป็นประเทศสังคมนิยมแบบนี้ มาตรการรักษาความปลอดภัยย่อมอยู่ในระดับที่ “เข้มข้น” อยู่แล้วแม้ในสถานการณ์ปกติ และมาตรการควบคุมสื่อโดยภาครัฐ เพื่อให้การนำเสนอข่าวเรื่องนี้เป็นไปตามที่ผู้เกี่ยวข้องต้องการ ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่การประชุมครั้งแรกเกิดขึ้นที่สิงคโปร์ “บนความเสรีที่ไม่เสรี” ก็เป็นได้



นอกจากนี้ เวียดนามเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศติดต่อกันถึง 2 รายการ คือเมื่อเดือนพ.ย. 2560 นั่นคือการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่เมืองดานัง ซึ่งอาจได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกเช่นนี้อีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้นในการกระจายความเจริญออกสู่หัวเมืองใหญ่นอกเหนือจากกรุงฮานอยและเมืองโฮจิมินห์ และกรุงฮานอยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก “เวิลด์ อีคอนอมิก ฟอรั่ม” (ดับเบิลยูอีเอฟ) ระดับภูมิภาค ในหัวข้อ “อาเซียน 4.0 : วิสาหกิจและการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4” เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้วด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด หลังการประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์ถือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐมากกว่าเกาหลีเหนือ คราวนี้เรียกได้ว่าถึงคราวของเกาหลีเหนือบ้าง จริงอยู่ตอนนี้รัฐบาลฮานอยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับรัฐบาลวอชิงตันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงทั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อดีตอันเจ็บช้ำของสหรัฐในสมัยสงครามเวียดนามเป็นเรื่องที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่มีทางลืม แต่ไม่ขอรื้อฟื้น การขยายอิทธิพลอย่างมั่นคงและรวดเร็วของจีนลงใต้ กับการที่เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศคู่ขัดแย้งสำคัญของรัฐบาลปักกิ่งในข้อพิพาททะเลจีนใต้ รัฐบาลฮานอยน่าจะหวังใช้การประชุมครั้งนี้เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ไปยังจีน ว่าหากพูดถึงปัญหาเรื่องนี้อย่างน้อยเวียดนามยังมีใครที่น่าจะให้ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้ได้บ้าง



อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่น่าจะได้ประโยชน์และมีโอกาสเรียนรู้จากการมาเยือนเวียดนามครั้งนี้มากที่สุด แน่นอนคือเกาหลีเหนือ นายคิม จอง-อึน แสดงออกอย่างชัดเจนมากขึ้น ว่าท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเปียงยางต้องเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชน ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีเหนือกับเวียดนามนั้นยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐบาลเปียงยางซึ่งเคยเยือนกรุงฮานอยต้องย้อนกลับไปถึงสมัยปู่ของนายคิม จอง-อิล ผู้ก่อตั้งประเทศและประธานาธิบดีตลอดกาลของเกาหลีเหนือ เมื่อปี 2501

ด้วยความที่เวียดนามในอดีตมีความเหมือนกับเกาหลีเหนือในตอนนี้ นี่คือโอกาสดีที่ท่านผู้นำจะได้เรียนรู้แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลฮานอย และการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านพ้นความเสียหายอย่างหนักหน่วงของสงครามเวียดนาม และ “การรวมตัว” ระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ ที่แม้หลายบริบทอาจแตกต่างกับความประสงค์ของสองเกาหลีในการรวมชาติ แต่การเยือนเวียดนามครั้งนี้น่าจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับนายคิม จอง-อึน ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการเยือนสิงคโปร์ เพราะแรงเสียดทานจากภายนอกที่เกาหลีเหนือกำลังเผชิญนั้น เวียดนามก็เคยผ่านมาเหมือนกัน



ขณะที่สหรัฐเองใช่ว่าจะไม่ได้อะไรเลยจากการที่ทรัมป์ต้องเป็นฝ่ายเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไกลกว่าเพื่อมาพบกับผู้นำหนุ่มของเกาหลีเหนือ เพราะรัฐบาลวอชิงตันน่าจะอาศัยการเยือนเวียดนามครั้งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จีนมากขึ้นไปอีก แสวงหาโอกาสเพิ่มแรงกดดันทั้งทางการค้าและความมั่นคงกับจีนไปด้วย พูดได้อีกอย่างก็คือ การพบกันระหว่างทรัมป์กับนายคิม จอง-อึน ที่เวียดนามในครั้งนี้ ก็จะยังคงได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ ว่าทรัมป์คือประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่เคยได้พบกับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออย่างน้อย 2 ครั้งทั้งที่ยังอยู่ในช่วงของการดำรงตำแหน่งสมัยแรก

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้ก็จะยังคงไม่น่าต่างจากการพบกันที่สิงคโปร์มากนัก คืออย่างเพิ่งไปคาดหวังสูง เพราะเป็นไปได้น้อยมากที่สหรัฐกับเกาหลีเหนือจะ “มีความจริงใจ” ในการพัฒนาความสัมพันธ์กันให้ไปได้ไกลและเร็วกว่านี้ ตราบใดที่ทั้งสองประเทศยังคงตีความเรื่อง “กระบวนการปลดนิวเคลียร์” กันไปคนละทาง และอีกประเด็นที่น่าจับตาคือ “ข้อเสนอหรือเงื่อนไขใหม่” เพื่อวัดไหวพริบของกันและกัน ว่าใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรือตกลงหลุมพรางนั้นก่อน.

---------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%