อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 เมษายน 2562

มองวิกฤตเวเนซุเอลา แล้วย้อนมามองไทย

สัปดาห์นี้ใครที่ติดตามวิกฤติเศรษฐกิจ “เวเนซุเอลา” ซ้ำการเมืองยังแบ่งเป็น 2 ขั้ว พล็อตเรื่องแนวนี้ และผลลัพธ์น่าจะไม่ต่างจากการเมืองไทย พฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2562 เวลา 08.00 น.


หลายคนคงตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่าเหตุไฉน “เวเนซุเอลา” อดีตเศรษฐีน้ำมันและเศรษฐกิจรุ่งเรืองที่สุดในอเมริกาใต้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่เรียกว่ากำลังจะกลายเป็นรัฐล่มสลาย เศรษฐกิจวิกฤติอย่างหนัก

ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ “ไอเอ็มเอฟ” คาดการณ์ว่าในปีนี้อัตราเงินเฟ้อในเวเนซุเอลาจะพุ่งถึง 1,000,000% เทียบกับปี 2014 หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้วอยู่ที่ 69% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในโลก และยังวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาต้องทรุดหนัก ว่าเป็นผลพวงจากเสพติด “ประชานิยม” เป็นเวลานาน อีกทั้งรัฐบาลยังเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด บิดเบือนราคาสินค้ามาโดยตลอด

ปีที่แล้วประธานาธิบดี “นิโคลัส มาดูโร” กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการนำธนบัตรสกุลเงินใหม่ที่เรียกว่า sovereign bolivar” (เลขศูนย์ลดลง 5 ตัว) ป้อนเข้าสู่ระบบ และการประกาศเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นกว่า 3,000% หวังให้ประชาชนมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายแต่ดูจะไม่ได้ผล

ประชาชนชาวเวเนซุเอลากว่า90% มีรายได้ต่ำอยู่ในเกณฑ์ “ยากจน” มากกว่า 60% ใช้ชีวิตด้วยความหิวโหย อาหารราคาแพงจนประชาชนไม่สามารถซื้อหาตามท้องตลาดได้ ชาวเวเนซุเอลาต้องอพยพหนีตายออกนอกประเทศแล้วกว่า 2.3 ล้านคน คาดว่าในปี 2020 จำนวนอาจมากถึง 4 ล้านคน พาสปอร์ตกำลังกลายเป็นสิ่งสำคัญและมีค่ายิ่งกว่าทองคำ



รากเหง้าของปัญหาเริ่มมาตั้งแต่ ในยุคประธานาธิบดี “ฮูโก ชาเวซ” ที่เอาผลประโยชน์ของชาติมาใช้แจกจ่ายมอมเมาประชาชนในโครงการ “ประชานิยม” กว่า 4,000 โครงการ เพื่อหวังคะแนนเสียงแทนที่จะเอามาพัฒนาการศึกษา การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น โครงการประชานิยมไม่ได้เกิดประโยชน์ในระยะยาว มีเพียงไม่กี่โครงการที่เกิดผลเป็นรูปธรรมจริงๆ แต่ก็ทำให้ชาเวต ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นและเป็นที่ชื่นชอบจากกลุ่มคนจนเช่น โครงการสินค้าราคาถูกๆ โครงการสร้างบ้านเอื้ออาทร โครงการร้านค้ารัฐบาล และอื่นๆ อีก

แม้นโยบายควบคุมราคาสินค้า ช่วงแรกๆ ก็ได้เสียงชื่นชมจากคนจน แต่ต่อมากลายเป็นยิ่งเพิ่มปัญหาเงินเฟ้อและเกิดการขาดแคลนอาหารมากขึ้น ทั้งนี้เพราะไปบังคับให้พ่อค้าขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน จึงไม่มีใครอยากขายจึงเกิดตลาดมืดหรือขายหลังร้านได้ราคาสูงกว่า

ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลยังอุดหนุนค่าพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันถูกเหมือนให้เปล่า ถูกกว่าราคาน้ำดื่มหลายเท่า ค่าไฟฟ้าก็ถูกกว่าต้นทุน ปัญหาตามมาคือ มีการลักลอบเอาน้ำมันราคาถูกไปขายในประเทศเพื่อนบ้านในราคาแพงกว่า สร้างความร่ำรวยให้คนบางกลุ่ม ซึ่งตรงข้ามกับรัฐบาลต้องสูญเสียรายได้แต่ละปีไม่น้อยกว่า 1,8000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยไม่มีประสิทธิภาพ เพราะใช้ของถูก

กระทั่งในปี 2012 เวเนซุเอลาก็เดินเข้าสู่ภาวะวิกฤต จริงๆ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต เงินทุนถูกใช้ไปกับการจัดซื้อเครื่องบินรบ และใช้ในโครงการประชานิยมจนมีหนี้สินมากมายกระทั่งในปี 2013 รัฐบาลต้องกู้เงินจากจีนและรัสเซียมาใช้จ่าย

โครงการประชานิยมโดยทำให้ประชาชนเสพติดโดยไม่รู้ตัว และรัฐบาลเองก็ถอนตัวไม่ขึ้น เพราะถ้าหากยกเลิก ประชาชนก็จะออกมาประท้วงและส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาล



ล่าสุดสถานการณ์ใน เวเนซุเอลายิ่งเลวร้าย เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีประธานาธิบดี 2 คนพร้อมกัน คนแรกคือคนเดิมชื่อ “นิโคลัส มาดูโร” เพิ่งชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 มาหยกๆ แต่ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง ประชาชนเรือนแสนออกมาเดินขบวนต่อต้าน และเมื่อ 2-3 วัน “ฮวน กูวัยโด” ผู้นำฝ่ายค้านวัย 35 ปี เป็นประธานรัฐสภาซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองได้ออกมาเป็นแกนนำประท้วง ได้ประกาศตัวเป็น “รักษาการประธานาธิบดี”

แต่สิ่งที่ชาวโลกสงสัย นั่นคือ...ใครคือประธานาธิบดีตัวจริง ???

วันนี้เวเนซุเอลาต้องเผชิญวิกฤติถึง 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือวิกฤติเศรษฐกิจที่ลึกจนไม่รู้จะเอาตำราเศรษฐศาสตร์ เล่มไหนหรือทฤษฏีใดมาแก้ปัญหา หนักยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ของประเทศหรือของอเมริกาใต้ก็ว่าได้ อีกด้านหนึ่งคือวิกฤติการเมืองที่กำลังเป็นสิ่งที่เรียกว่า “หนึ่งประเทศ รัฐบาล”

จะว่าไปแล้ววิกฤติเวเนซุเอลา ที่อยู่ห่างจากประเทศไทยคนละซีกโลก แต่มีตัวละคร พล็อตเรื่อง และผลลัพธ์ไม่ต่างจากการเมืองไทย ประชาชนในเวเนซุเอลาแตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างสุดขั้ว ฝ่ายหนึ่งผู้สนับสนุนแนวความคิดของนายฮูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ ผู้ได้รับฉายา “ขวัญใจคนจน” กระทั่งมาถึงยุคทายาทการเมืองอย่าง “นิโคลัส มาดูโร”

อีกฝ่ายคือกลุ่มผู้คัดค้านที่นำโดย “ฮวนกุย วันโด” มองว่า ชาเวตและมาดูโรได้ทำลายความเป็นประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ พวกฝ่ายหนุนชาเวชก็กล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็น “อภิสิทธิ์ชน” เอาเปรียบคนจนในประเทศเพื่อความร่ำรวยของตัวเอง

มองเวเนซูเอลาแล้วกลับย้อนมาดูบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองแบ่งออกเป็น ขั้วสุดโต่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นชนชั้นชัดเจน ผลมาจากรัฐบาลในอดีตมอมเมาประชาชนด้วยประชานิยม ยิ่งช่วงเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นแต่ละพรรคการเมืองต่างก็เน้นนโยบาย “ลด-แลก-แจก-แถม” ดูแล้วน่าเป็นห่วง อย่างไรก็อย่าให้ซ้ำรอยเวเนซูเอลา เลย.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 
เครดิตภาพ : AFP, AP


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

บอกต่อ : 214